ทำอย่างไรจะพัฒนาศักยภาพของบุคคลหรือประชาคมเหล่านี้ให้มีสุขภาวะอยู่เย็นเป็นสุข

1. ผู้สูงอายุวัยติดเตียงยากจน มีปัญหากลืนลำบาก หกล้มจนปวดหลังรุนแรง ไม่มีคนดูแล

ผู้สูงอายุกลุ่มติดเตียงยากจน และขาดผู้ดูแลต้องได้รับการช่วยเหลือหน่วยงานด้านสังคม เพราะเขาไม่สามารถช่วยเหลือตนเองในการทํากิจวัตรประจําวันได้ ควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในเรื่องของการเคลื่อนย้ายร่างกาย และการทำกิจวัตรประจำวันต่างๆ

วิธีที่ทำให้การกินง่ายขึ้นคือ

-ระหว่างกินอาหาร ให้นั่งหลังตรง หรือนั่งพิงผนักเก้าอี้ให้ตั้งฉาก 90 องศา และทุกครั้งหลังกินอาหารอย่านอนทันที ให้นั่งพักหรือเดินย่อยสัก 15-20 นาที

และควรตัดแบ่งชิ้นอาหารให้เล็กพอดีคำ และตักอาหารเข้าปากทีละช้อน เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน โดยหนึ่งคำอาจแบ่งกลืน 2-3 ครั้ง หากรู้สึกอาหารติดคอให้กระแอมหรือไอเบาๆ ก่อนพยายามกลืนใหม่อีกครั้ง ดื่มน้ำและหายใจเข้าลึกๆ

-เลือกกินอาหารที่ย่อยง่าย มีความอ่อนนุ่มหรือมีน้ำคลุกคลิกเพื่อทำให้กลืนง่ายขึ้น

-ในกรณีที่มีปัญหาการกลืนยาเม็ดใหญ่ๆ อาจใช้ที่ตัดแบ่งยา หรือบดกินร่วมกับน้ำหวานหรือน้ำผึ้ง แต่ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนว่าตัวยาใดที่สามารถตัดแบ่งหรือบดได้ และในครั้งต่อไปที่รับยาบางชนิดอาจขอเปลี่ยนเป็นยาน้ำเพื่อความสะดวก

และในส่วของอาการปวดหลังรุนแรงควร ปรับท่าเดิน-นั่ง อิริยาบถต่างๆ ให้อยู่ในท่าที่ถูกต้องเสมอ นั่ง-เดินให้หลังตรง การโก่งหลัง ก้มหลัง ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่าก้มหลังลงยกของหนักเป็นอันขาด อย่าแบกหรือยกของหนักเกินสมควร การนอนต้องตรวจดูที่นอน ไม่ให้นุ่มหรือแข็งจนเกินไป ที่นอนนุ่มเกินไป เวลานอนหงายหลังจะโก่ง เมื่อตื่นขึ้นมาแทนที่จะสบายกลับปวดหลังที่นอนแข็งเกินไป จะเจ็บบริเวณกระดูกที่นูนออกมา เพราะถูกกดทับนานๆ ให้สังเกตดูที่นอนของเราว่าเวลานอน ร่างกายของเราบนที่นอนในท่าปกติดีหรือไม่ ถ้าไม่ดีให้ปรับที่นอนให้ถูกต้อง


2. วัยทำงานมีภาวะซึมเศร้าและไม่มีงานทำ ต้องให้พ่อแม่สูงวัยเลี้ยงดู

ควรแนะนำพ่อแม่ผู้สูงวัยให้ประคับประคองอารมณ์ของลูก ด้วย การรับฟัง ความเข้าใจ ความอดทน ความห่วงใย การสนับสนุนและให้กำลังใจการรับฟังลูกอย่างตั้งใจ โดยแทนที่จะแสดงท่าทีรำคาญ หรือดูแคลนผู้ป่วย แต่ควรจะชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงตลอดจนความหวัง การชักชวนเขาเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม หรืองานอดิเรกที่เคยให้ความสนุกสนานต่อเขามาก่อน เช่น เดินเล่น ชมภาพยนตร์ หรือเล่นกีฬา แต่ไม่ควรผลักดันมากเกินไป และเร็วเกินกว่าที่ผเขาจะรับได้เพราะอาจไปเพิ่มความรู้สึกไร้ค่าไร้ความสามารถให้มากขึ้น อย่ากล่าวโทษผู้ป่วยซึมเศร้าว่าแสร้งทำ หรือขี้เกียจ เพราะถึงแม้ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาก็ยังต้องใช้เวลา ช่วงหนึ่งจึงจะมีอาการดีขึ้น ส่วนเรื่องงานแนะนำให้ระหว่างที่ยังไม่มีงานทำให้หางานอดิเรก หรือทำสิ่งที่เขาชอบ อาจทำให้เขาคิดอะไรได้หรือเกิดเป็ธุรกิจส่วนตัวที่เขาชอบจริงๆ


3. วัยรุ่นไม่ไปโรงเรียน ย้ำคิดย้ำทำ ผลัดวันปะกันพรุ่ง และติดเกม

ในส่วนของการติดเกมผู้ปกครองควรมีการตกลงกติกากันให้ชัดเจนก่อนอนุญาตให้เด็กเล่นเกม ควรเอาจริงเอาจังกับข้อตกลงหรือกติกาที่ได้ตั้งไว้ สร้างแรงจูงใจในการเลิกให้กับเด็ก เช่น หากกำลังปรับลดชั่วโมงการเล่นเกม ก็ควรหากิจกรรมที่น่าสนใจมาทดแทนการเล่นเกมทันที และถ้าเด็กทำได้ก็ควรชม ให้กำลังใจหรือให้รางวัล ค่อยๆปรับพฤติกรรมทีละน้อย แบบค่อยเป็นค่อยไปแต่สม่ำเสมอ ผู้ปกครองควรเปิดใจคุยกับลูก หาสาเหตุที่เขาไม่ไปโรงเรียน ปัจจัยที่เป็นสาเหตุมีทั้งจากตัวเด็กเอง พ่อแม่ ครอบครัว เพื่อน ครูอาจารย์ บรรยากาศในโรงเรียน รวมไปถึงระบบการเรียนการสอน ควรแก้ไขที่สาเหตุหลัก


4. วัยเด็กสมาธิสั้น ก้าวร้าว ตีคนแปลกหน้า และไม่ชอบออกจากบ้าน

เริ่มแรกพ่อแม่ควรจัดกิจวัตรประจำวันของเด็ก ให้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอตามเวลาที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นเวลาตื่นนอนเวลารับประทานอาหาร อาบน้ำ ไปโรงเรียน ทำการบ้าน หรือเข้านอน นอกจากนี้ควรฝึกฝนให้เด็กมีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานที่กำลังทำได้ต่อเนื่อง ประมาณ 20 - 30 นาที โดยเน้นให้เด็กนั่งอยู่กับที่ ทำงานจนเสร็จ โดยไม่ลุกเดินไปไหน ซึ่งในช่วงแรกพ่อแม่ควรควบคุมอย่างใกล้ชิด และคอยช่วยเหลือ เพื่อให้เด็กทำได้สำเร็จ แทนที่จะให้ความสนใจ ดุว่า เมื่อลูกทำผิด เช่นรบกวนผู้อื่น พ่อแม่ควรเปลี่ยนมาให้ความสนใจเมื่อลูกทำตัวดี หรือเข้ามาช่วยเหลืองานบางอย่าง โดยให้คำชม กอดลูก หรือให้รางวัลเป็นพิเศษตามความเหมาะสม แต่ต้องไม่มากจนเกินไป เพื่อช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง การตีอาจแก้ไขปัญหาได้ชั่วขณะ แต่ไม่คงทนถาวรโดยเฉพาะกับเด็กสมาธิสั้น ควรใช้วิธีการลงโทษแบบอื่นที่จะได้ผลมากกว่า เช่น หากลูกซนมาก ก็ให้หากิจกรรมอื่นมาเบี่ยงเบนความสนใจเขา แต่ถ้ามากจนพ่อแม่หงุดหงิด รำคาญใจ พ่อแม่ก็ควรเดินไปทำอย่างอื่นแทน ไม่ให้ความสนใจในช่วงนั้น หากลูกตีหรือกัดให้จับมือและต้านแรงไว้ แยกออกมาให้ลูกนั่งอยู่เงียบๆ คนเดียวสักพักจนกว่าจะสงบลงก่อน แล้วค่อยพูดถึงสิ่งที่ทำไม่ถูกต้องรวมทั้งผลของมันเมื่อลูกสงบลงแล้ว หรืออาจลงโทษโดยงดทำบางอย่างที่ลูกชอบชั่วคราว การปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนถือว่ามีความสำคัญมาก โดยสิ่งแวดล้อมต้องไม่กระตุ้นเด็กมากจนเกินไป ควรจัดเก็บของเล่นต่างๆเข้าที่ ให้พ้นจากสายตาเด็ก โดยใส่ตู้ ลิ้นชัก หรือตะกร้า เพื่อไม่ให้เด็กวอกแวก หรือเปลี่ยนความสนใจง่าย เวลาทำการบ้าน ควรจัดมุมที่สงบ ห้องต้องไม่กว้างเกินไป ไม่มีคนเดินไปมาตลอด และไม่ควรเปิดทีวีไปด้วยทำการบ้านไปด้วยพร้อมกัน


http://pacs.lph.go.th:81/oldman/PDF/ผู้สูงอายุรพสต...

http://www.healthtoday.net/thailand/elderly/elder_...

http://hp.anamai.moph.go.th/soongwai/statics/deseas/genprob/topic002.php

http://www.happyhomeclinic.com/a05-ADHD%20care.htm

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ทำอย่างไรจะพัฒนาศักยภาพของบุคคลหรือประชาคมเหล่านี้ให้มีสุขภาวะอยู่เย็นเป็นสุข



ความเห็น (0)