ทำอย่างไรจะพัฒนาศักยภาพของบุคคลหรือประชาคมเหล่านี้ให้มีสุขภาวะอยู่เย็นเป็นสุข

1.ผู้สูงวัยติดดตียงยากจน มีปัญหากลืนลำบาก หกล้มจนปวดหลังรุนแรง และไม่มีคนดูแล

การที่จะพัฒนาศักยภาพผู้ป่วยติดเตียงได้คือการหากิจกรรมต่างๆที่ผู้ป่วยสนใจ และเป็นกิจกรรมที่ทำได้ง่ายและสามาถเพิ่มศักยภาพในการเคื่อนไหวได้ สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้ด้วยการใช้กองทุนเพื่อผู้ป่วยยากไร้เพราะสามารถแก้ปัญหาด้านค่ารักษาพยาบาลได้ หรือสามารถรับสิทธิการรักษาฟรี ตามหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสิทธิอื่นๆ ภาวะกลืนลำบากนั้นเป็นภาวะที่ร่างกายเกิดปัญาหรือความลำบากเกี่ยวกับกระบวนการกินอาหาร อาจพบปัญหาตั้งแต่การอ้าปาก การเคี้ยวอาหารหรือกลืนอาหาร ต้องได้รับการตรวจจากเเพทย์ เเละทำการบำบัดฟื้นฟูโดยนักกิจกรรมบำบัด ซึ่งญาติผู้ป่วยหรือคนดูแลอาจจะต้องมีความรู้เบื้องต้นในการฝึกและดูแลผู้ป่วยด้วยเพื่อเพิ่มศักยยภาพให้ผู้ป่วย เช่น การดูเเลทางด้านอาหาร การดูเเลทางด้านความสะอาด ทั้งนี้นักกิจกรรมบำบัดจะต้องประเมินแล้วว่าผู้ป่วยรายนั้นสามารถให้ญาติฝึกเองได้หรือได้สอนเทคนิคเบื้องต้นแก่ญาติอย่างปลอดภัยแล้ว ผู้ป่วยหกล้มเกิดการปวดหลังอย่างรุนแรงควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการปวด ได้แก่ การนั่ง หรือยืนติดต่อกันเป็นเวลานานๆ งดเว้นกิจกรรม หรือเล่นกีฬา ที่ทำให้เกิดแรงกระทำต่อหลังมากๆ เช่นก้มหลังยกของและ ทำการบำบัดโดยนักกายภาพบำบัดเพื่อลดการปวด หากไม่มีครอบครัวดูแลก็สามารถให้ทีมสุขภาพชุมชนบอกวิธีการรักษาตนเองเบื้องต้น

2.วัยทำงานมีภาวะซึมเศร้าและไม่มีงานทำ ต้องให้พ่อเเมผู้สูงวัยเลี้ยงดู

สามารถแก้ปัญหาโรคซึมเศร้าได้คือ อย่าตั้งเป้าหมายในการทำงานและปฏิบัติตัวที่ยากเกินไป หรือรับผิดชอบมากเกินไป แยกแยะปัญหาใหญ่ๆ ให้เป็นส่วนย่อยๆ พร้อมทั้งจัดเรียงความสำคัญก่อนหลังและลงมือทำเท่าที่สามารถทำได้ อย่าพยายามบังคับตนเอง หรือตั้งเป้ากับตนเองให้สูงเกินไป เพราะอาจไปเพิ่มความรู้สึกล้มเหลวในภายหลัง พยายามทำกิจกรรมต่างๆร่วมกับบุคคลอื่น ซึ่งดีกว่าอยู่เพียงลำพัง เลือกทำกิจกรรมที่จะสร้างความรู้สึกที่ดีขึ้น หรือเพลิดเพลินและไม่หนักเกินไป เช่นการออกกำลังเบาๆ การชมภาพยนตร์ การร่วมทำกิจกรรมทางสังคม อย่าตัดสินใจในเรื่องที่สำคัญต่อชีวิตมากๆ เช่น การลาออกจากงาน หรือ การหย่าร้าง โดยไม่ได้ปรึกษาผู้ใกล้ชิด เเละการได้กำลังใจจากคนใกล้ชิด เช่นครอบครัวเป็นต้น การหางานอิสระที่ตนเองชอบก็เป็นส่วนนึงที่สามารถเพิ่มรายได้ให้กับตนเองเเละครอบครัวได้โดยเริ่มคิดจากสิ่งที่ตนเองเเละครอบครัวสนใจก่อน เป็นต้น

3.วัยรุ่นไม่ไปโรงเรียน ย้ำคิดย้ำทำ ผลัดวันประกันพรุ่ง และติดเกม

การเเก้ปัญหาคือการเปิดใจคุยกับคนใกล้ชิดหรือครอบครัวของตัวเด็กเองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อที่ครอบครัวจะได้เห็นปัญหาเเละเเก้ไขปัญหาไปพร้อมๆกัน นอกจากนั้นครอบครัวพาไปพบเเพทย์เพื่อติดตามดูการเจริญเติบโต และพัฒนาการในด้านต่างๆ ของเด็กพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการ และรูปแบบในการดำเนินชีวิตของเด็กวัยรุ่นอย่างเหมาะสม เช่น การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย การออกกำลังกาย การกินอาหารอย่างเหมาะสม การป้องกันหลีกเลี่ยงสารเสพติด การป้องกันอุบัติเหตุต่างๆ แพทย์จะช่วยประเมินเกี่ยวกับปัญหาทางด้านพฤติกรรม และอารมณ์ที่พบได้บ่อยในเด็กวัยรุ่น ปัญหาที่มีผลต่อการเรียน ส่วนด้านติดเกมนั้นพ่อแม่ควรมีความรู้เรื่องเกม ช่วยลูกเลือกเกมส์ที่ควรเล่นไม่ควรเล่น จัดวินัยในการเล่นเกมส์เป็นเวลา สำคัญมากเป็นการปูพื้นข้อตกลงกัน ซึ่งถ้าละเมิดสามารถลงโทษโดยลดเวลาในการเล่นเกม ถ้าทำได้อาจเพิ่มเวลาให้บ้าง สำหรับวัยรุ่นในปัจจุบันต้องเลี่ยงการตำหนิหรืออบรมสั่งสอนโดยตรง แต่ให้กระตุ้นให้พูดถึงผลกระทบของการเล่นเกมที่มีผลเสียต่อตนเองและครอบครัว

4.วัยเด็กสมาธิสั้น ก้าวร้าว ตีคนแปลกหน้า เเละไม่ชอบออกจากบ้าน

อย่างเเรกฝ่ายผู้ปกครองหรือครอบครัวต้องเข้าใจว่าโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของสมอง พ่อแม่ต้องอดทนพยายามเข้าใจลูกมากขึ้น จับจังหวะชมให้มาก ให้แรงเสริมทางบวกเมื่อเขาได้พยายามแล้ว หากลูกมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมให้ลงโทษโดยการตัดสิทธิ์หรืองดกิจกรรมบางอย่าง ไม่ควรพูดจาบั่นทอนความรู้สึกหรือลงโทษด้วยวิธีรุนแรง นอกจากนี้ ยังสามารถใช้กิจกรรมต่างๆ ทั้งกีฬา ดนตรี ศิลปะ และงานบ้าน เพื่อช่วยเสริมให้สมาธิดีขึ้น กีฬาช่วยให้เขาได้ปล่อยพลังออกไป ได้ใช้สมาธิในการมอง การกะระยะ ฝึกทักษะการใช้มือ แขน ขา สายตา ดนตรีช่วยฝึกสมาธิการฟัง ศิลปะและงานบ้านช่วยฝึกจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์และการสังเกต

ส่วนอาการก้าวร้าวครอบครัวควรควบคุมสถานการณ์ให้เด็กหยุดความก้าวร้าวนั้นด้วยความสงบ เช่น ใช้การกอดหรือจับให้เด็กหยุด แล้วให้เด็กสงบอารมณ์ของตนเองลง หลังจากที่เด็กสงบแล้ว ควรพูดคุยกับเด็กถึงสาเหตุที่ทำให้เด็กไม่พอใจหรือทำให้แสดงความก้าวร้าวออกมา ให้เด็กได้โอกาสระบายออกเป็นคำพูด และพ่อแม่ได้โอกาสแสดงความเข้าใจ แม้จะไม่เห้นด้วยกับพฤติกรรมนั้น

ส่วนการที่เด็กไม่ออกจากบ้านผู้ปกครองหรือครอบครัวสามารถเพิ่มศักยภาพให้เด็กได้โดยการหากิจกรรมทำร่วมกันนอกบ้านหรือนอกสถานที่ที่เด็กให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการโน้มน้าวให้เด้กมีความคิดที่จะอยากออกไปทำกิจกรรมนั้นๆ

เอกสารอ้างอิง:

http://www.ramafoundation.or.th/Foundation/detail/...

http://www.thaihealth.or.th/Content/27579-%E0%B9%8...

http://www.manarom.com/article-detail.php?id=66667...

http://hph.moph.go.th/modules/Books/pdffile/b12936...

http://12345347438791.blogspot.com/

http://www.cumentalhealth.com/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E...

http://www.manager.co.th/GoodHealth/ViewNews.aspx?...

http://haamor.com/th/ปวดหลัง/

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ทำอย่างไรจะพัฒนาศักยภาพของบุคคลหรือประชาคมเหล่านี้ให้มีสุขภาวะอยู่เย็นเป็นสุข



ความเห็น (0)