การปฏิรูปการศึกษาไทย (ตอนที่ ๑๒)

"กระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย" ควรจะเป็นกระทรวงยุคใหม่ที่ก้าวหน้าทันสมัย ใช้คนไม่มาก แต่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูง จึงจะต้องรับคนทำงานใหม่ที่เก่งๆ ดีๆ มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงมาทำงาน ข้ามพ้นไปจากการทำงานแบบราชการเดิมๆ ที่ใช้กฎระเบียบยุ่งยากยิบย่อยและใช้อำนาจควบคุมเป็นหลัก

"กระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย"

สมควรอย่างยิ่งครับที่อุดมศึกษาจะแยกออกจากกระทรวงศึกษาธิการและควรจะคิดแบบก้าวหน้าทันสมัย ตั้งเป็น "กระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย" หรือ "กระทรวงอุดมศึกษาและนวัตกรรม" เสียเลย เพราะอุดมศึกษามีพันธกิจแตกต่างจากการศึกษาพื้นฐาน และอุดมศึกษามีพันธะกิจสำคัญที่จะต้องพัฒนาคนพร้อมกับการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมด้วยการวิจัยและพัฒนา โดยใช้โจทย์วิจัยจากปัญหาของประเทศและสังคมไทยและใช้กระบวนการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้และปัญญา และใช้เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนและการพัฒนาคน ตลอดจนให้บริการวิชาการแก่สังคม (เป็นการอนุรักษ์ภูมิปัญญาและศิลปวัฒนธรรมไปในตัวอยู่แล้ว)

และถ้าจะตั้งเป็นกระทรวงใหม่ทั้งที "กระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย" ควรจะเป็นกระทรวงยุคใหม่ที่ก้าวหน้าทันสมัย ใช้คนไม่มาก แต่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูง จึงจะต้องรับคนทำงานใหม่ที่เก่งๆ ดีๆ มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงมาทำงาน ข้ามพ้นไปจากการทำงานแบบราชการเดิมๆ ที่ใช้กฎระเบียบยุ่งยากยิบย่อยและใช้อำนาจควบคุมเป็นหลัก

กระทรวงใหม่ นอกจากจะมีสำนักงานพัฒนาทรัพยากรบุคคลในอุดมศึกษาที่มีประสิทธิภาพแล้ว ควรจะต้องมีสำนักงานสนับสนุนส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมในอุดมศึกษา ที่มีประสิทธิภาพและคล่องตัวในการทำงานด้วย สองสำนักนี้หากอยู่ในระบบราชการแล้ว ทำให้การทำงานติดขัดไม่คล่องตัว ควรจะตั้งเป็นองค์การมหาชน ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงอุดมศึกษาและวิจัยเสียเลย สองสำนักงานนี้ไม่จำเป็นจะต้องใช้คนจำนวนมาก

การตั้ง "กระทรวงอุดมศึกษาและวิจัยหรือนวัตกรรม" ไม่ได้หมายความและไม่จำเป็นจะต้องเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการให้ทุนวิจัยที่มีอยู่เดิมและมีภาระกิจที่จำเพาะ ซึ่งบางหน่วยงาน เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว) มีการทำงานที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพดีอยู่แล้ว เข้ามาอยู่ภายใต้กระทรวงใหม่นี้ เพราะภารกิจหลักของกระทรวงอุดมศึกษาและวิจัยหรือนวัตกรรม คือ ด้านการศึกษาเพื่อสร้างคนเป็นหลัก โดยใช้การวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือและเป็นกิจกรรมในการพัฒนาคน หน่วยงานให้ทุนวิจัย (Granting agencies) ที่อยู่ภายนอกกระทรวงใหม่ยังมีความสำคัญและจำเป็น และเป็นการทำงานคนละด้านและคนละมิติกัน

ส่วนมหาวิทยาลัย เป็นสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งสร้างคนของชาติ ไม่ควรจะมีปัญหาธรรมาภิบาลอย่างที่ท่านรัฐมนตรีกล่าว จึงควรจะต้องแก้ระบบผลัดกันเกาหลัง ในการได้มาซึ่งผู้บริหารมหาวิทยาลัย ระบบสรรหาและองค์ประกอบของกรรมการสรรหานายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัย รวมทั้งอธิการบดี จะต้องมีที่มาถูกต้องเหมาะสมและโปร่งใส ให้ได้คนดีและมีคุณภาพ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและการศึกษาของเยาวชนของชาติเป็นสำคัญ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การปฏิรูปการศึกษาไทย



ความเห็น (0)