อนุสัญญาสิทธิเด็กฯ มีสถานะเป็นบ่อเกิดตามกฎหมายระหว่างประเทศประเภทสนธิสัญญาสำหรับประเทศไทยหรือไม่ ?

Archanwell
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

กรณีศึกษาอนุสัญญาสิทธิเด็ก: สิทธิในการจดทะเบียนคนเกิดภายใต้อนุสัญญาสิทธิเด็ก

โดย รองศาสตราจารย์ ดร. พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร

เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๖

--------------

ข้อเท็จจริง

--------------

ภายหลังจากปฏิญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.๑๙๕๙/พ.ศ.๒๕๐๒ (Declaration of the Right of the Child) สหประชาชาติได้ผลักดันให้มีการทำอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กขึ้นและได้รับการยอมรับโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ค.ศ.๑๙๘๙/พ.ศ.๒๕๓๒ และอนุสัญญานี้มีผลเมื่อวันที่ ๒ กันยายน ค.ศ.๑๙๙๐/พ.ศ.๒๕๓๓

ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้โดยการภาคยานุวัติเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๕/ค.ศ.๑๙๙๒ และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๕/ค.ศ.๑๙๙๒

---------

คำถาม

----------

โดยหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง ถามว่า สนธิสัญญาฉบับนี้มีผลผูกพันประเทศไทยในฐานะบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศ ? เพราะเหตุใด ? [1]

--------------

แนวคำตอบ

--------------

เมื่อกล่าวถึงบ่อเกิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ เราจะต้องคำนึงถึงมาตรา ๓๘ แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เพราะมาตรานี้เป็นตัวกำหนดสิ่งที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศอาจนำมาใช้ในการพิจารณาข้อพิพาทระหว่างประเทศ

มาตรา ๓๘ แห่ง ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศกำหนดว่า

"(๑.) ศาลนี้ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาพิพากษากรณีพิพาทที่มาสู่ศาลตามกฎหมายระหว่างประเทศจะต้องใช้

(ก) อนุสัญญาระหว่างประเทศ ไม่ว่าทั่วไปหรือโดยเฉพาะ ซึ่งตั้งกฎเกณฑ์อันเป็นที่รับรองโดยรัฐที่เกี่ยวข้องโดยแจ้ง

(ข) จารีตประเพณีระหว่างประเทศในฐานะเป็นหลักฐานแห่งการปฏิบัติโดยทั่วไป ซึ่งได้รับการรับรองว่าเป็นกฎหมาย

(ค) หลักทั่วไปของกฎหมายซึ่งอารยประเทศรับรอง

(ง) ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา ๕๙ คำตัดสินขององค์กรตุลาการและคำสอนของผู้เผยแพร่ที่มีคุณวุฒิสูงสุดแห่งประเทศต่างๆ ในฐานะเป็นเครื่องช่วยให้ศาลวินิจฉัยหลักกฎหมาย

(๒.) บทบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนอำนาจของศาลในการวินิฉัยชี้ขาดคดี โดยอาศัยหลักความยุติธรรมและความรู้สึกผิดชอบอันดี หากคู่ความตกลงให้ปฏิบัติเช่นนั้น”

จากการพิจารณาข้อกำหนดของมาตรา ๓๘ จะเห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดถึงบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศ ๓ ระดับ กล่าวคือ บ่อเกิดอันดับแรก บ่อเกิดอันดับรอง และบ่อเกิดตามเจตนาของรัฐ

บ่อเกิดอันดับแรก ก็คือ ตัวกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศอาจนำ มาตัดสินคดี กล่าวคือ สิ่งที่ศาลยอมรับในฐานะของกฎหมายที่เป็นอยู่(Positive Law) มาตรา ๓๘ ระบุถึง บ่อเกิดอันดับแรกว่า มีอยู่ ๓ ประเภท อันได้แก่ สนธิสัญญา กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และ หลักกฎหมายทั่วไปแห่งกฎหมายระหว่างประเทศ

โดยมาตรา ๓๘ (๑.) (ก.) รัฐจะต้องยอมรับกฎเกณฑ์ภายใต้อนุสัญญาในสถานะของบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศก็ต่อเมื่อรัฐนั้นได้ยอมรับที่จะผูกพันกับอนุสัญญาดังกล่าว กล่าวโดยหลักทั่วไป ก็คือ ได้มีการลงนามและให้สัตยาบัน หรือในกรณีที่รัฐยังไม่ยอมรับผูกพันตามอนุสัญญาจนเป็นที่สุดแล้ว กฎเกณฑ์ตามอนุสัญญาก็อาจมีผลผูกพันรัฐได้หากกฎเกณฑ์ดังกล่าวได้รับการยอมรับจากนานารัฐในสถานะของกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศหรือหลักกฎหมายทั่วไปตามมาตรา ๓๘ (๑.) (ข.)

ดังนั้น เมื่อปรากฏว่า ประเทศไทยได้ลงนามและให้สัตยาบันแก่อนุสัญญานี้แล้ว อนุสัญญานี้จึงมีผลผูกพันประเทศไทยในฐานะบ่อเกิดอันแรกของกฎหมายระหว่างประเทศประเภทอนุสัญญาระหว่างประเทศตามมาตรา ๓๘ (๑) (ก)



[1] ข้อสอบปลายภาคในวิชา น. ๔๖๕ กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง ภาคที่ ๑ ของปีการศึกษา ๒๕๔๖ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Archanwell#PBIL



ความเห็น (0)