ความไร้ระเบียบที่ก่อตัวเป็นระบบ : การจราจร

การได้ใช้เส้นทางจราจรเป็นประจำ ในเมือง หญ.หลายเดือนที่่ผ่านมา (ตั้งแต่เดือน มิถุนายน ที่ผ่านมา) มีข้อสังเกตบางอย่าง ด้วยว่า เมืองนี้ค่อยๆ ขยายตัวขึ้นเป็นเมืองใหญ่ มีมหาวิทยาลัย มีโรงพยาบาล มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ มีหมู่บ้านใหม่ๆ เข้าใจว่า กำลังค่อยๆกลืนกลายเป็นแหล่งธุรกิจสำคัญของจังหวัด (อันที่จริงคือเป็นอยู่แล้วและยิ่งเป็นมากขึ้น)

จากเหตุการณ์ที่พบเจอเป็นประจำคือ (๑) การใช้ความสามารถส่วนตัวที่มีอยู่แล้วเพื่อความสะดวกบนเส้นทางสาธารณะ (๒) การใช้ความรู้สึกและสิ่งที่พบเห็นเป็นประจำเพื่อตัดสินการกระทำบนเส้นทางสาธารณะ โดยใน (๑) จะพบว่า ในตัวเมือง หญ.นั้นมีทางแยกเยอะ แต่ละแยกจะมีไฟสัญญาณจราจร การพบเห็นอย่างหนึ่งที่อาจกลายเป็นวิถีชีวิตไปแล้วในกลุ่มผู้สัญจรบนเส้นทางสาธารณะบางกลุ่มคือ ไฟสัญญาณจราจรสีแดง แต่ผู้ขับขี่เห็นว่าทางแยกร่วมไม่มีรถมาและ/หรือ รถที่มานั้นยังไม่ถึงทางแยก จึงใช้ความสามารถส่วนตัวขับฝ่าสัญญาณจราจรไป เหตุการณ์นี้มีเรื่องให้น่าคิดอยู่ไม่น้อย ประการแรก น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกับการที่เราใช้ชีวิตโดยใช้ศักยภาพของบุคคลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เช่นศักยภาพในการคำนวณระยะของรถที่ใช้เส้นทางร่วม กับกำลังของรถที่เรามีอยู่ ประการที่สอง การใช้ชีวิตอย่างอิสระโดยไม่ยึดกรอบใดๆ โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ต่างๆที่สังคมคิดขึ้น โดยกฎนั้นควรเว้นได้ในกรณีที่ควรเว้น เช่น ในเมื่อรถทางร่วมไม่มี เราจะรอให้ไฟแดงดับลงอยู่ทำไม สติปัญญามีน่าจะคิดเองได้ และตัดสินใจด้วยตนเองได้ สำหรับใน (๒) จะพบว่า ในทางแยกที่มีไฟสัญญาณจราจร ก่อนเลยไปจุดกึ่งกลางของแยก แต่ละเส้นทางจะมีเส้นขีดกั้นบนถนนเพื่อให้รถหยุด เข้าใจว่า ฝ่ายการจราจรคงคิดไว้ดีแล้วว่า รถควรหยุดไม่เลยเส้นนั้น เพื่อไม่กีดขวางรถทางแยกอื่น โดยแบ่งเป็น ๒ ช่วงคือ เส้นแรกสำหรับรถจักรยานยน เส้นที่สองสำหรับรถยนต์ แต่ปัญหาในเวลานี้ จำนวนหนึ่งไม่ได้มีความรู้สึกว่าเส้นดังกล่าวหมายถึงอะไร และเห็นว่าคนอื่นๆเขาก็ทำ ดังนั้น เราก็น่าจะทำได้ ทั้งที่เส้นขีดกับเลยเส้นไปนั้น (บางแห่งรถหยุดรอเลยไปเกือบกึ่งกลางทางยาก) ห่างกันไม่ถึงสามเมตร นอกจากนั้น บนถนนสาธารณะมีเส้นคั่นระหว่างรถสวนทาง บางแยกจะมีการหยุดรอไฟเขียวเลยเส้นคั่นระหว่างรถสวนทางเกือบครึ่งถนน ทำให้รถที่สวนทางมาต้องหลบรถดังกล่าวทั้งที่เส้นทางดังกล่าว

จากเหตุการณ์แบบนี้ ทำให้ผมต้องมาดูเรื่องกฎหมายจราจรว่า แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร โดยเปิด พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.๒๕๒๒ (น่าจะยกเลิกไปแล้วหรือเปล่า ขอให้ตรวจสอบกันอีกที) ในมาตรา ๒๒ (๒) ระบุว่า "สัญญาณจราจรไฟสีแดงหรือเครื่องหมายจราจรสีแดงที่มีคำว่า "หยุด" ให้ผู้ขับขี่หยุดรถหลังเส้นให้หยุดรถ" ถ้านี่คือกฎที่หมายให้รู้ว่าเราในฐานะส่วนหนึ่งของสังคม แม้จะมีสิทธิ์และอิสระภาพในการคิดและกระทำ แต่เราก็อาจต้องเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เฉกเช่นเพื่อนมนุษย์เอื้อเฟื้อต่อเรา วันนี้เราอาจยังไม่เห็นว่าเพื่อนมนุษย์เอื้อเฟื้อต่อเรา เพราะเรายังคิดว่าเรายืนได้ด้วยตนเองก็ไม่เป็นไร แต่อาจลองจำลองความคิดว่า ถ้าเราขับรถมาและฝ่าไฟสัญญาณจราจรสีแดง มีรถคันหนึ่งสวนมาโดยเร็ว แล้วปะทะกัน เรานอนนิ่งกับที่แต่ยังรู้สึกตัว "ใครจะช่วยเรา" หรือ "เราจะยอมนอนอย่างนั้นให้รถที่ผ่านมาไปมาไม่แยแสกับเราต่อไป" บางคันอาจใช้ความรุนแรงสมน้ำหน้าเรา อย่างนี้เป็นต้น แน่นอนว่านี้เป็นเพียงแบบจำลองความคิดที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เราก็ไม่อยากให้เกิด และไม่คิดจะเกิดกับเรา แต่ถ้าเกิดขึ้นจริงล่ะ?

เข้าใจว่า การละเลยต่อกติกาที่สังคมวางไว้ สุดท้ายจะกลายเป็นวิถีชีวิต และกติกาอื่นๆก็เป็นกติกาที่ไร้ความหมาย เมื่อกติกาเป็นสิ่งไร้ความหมาย สุดท้ายเราจะแล่เนื้อเถือหนังกินกัน ใครกำลังมากกว่าก็จะอยู่รอด เราจะรอให้ถึงวันนั้นหรือว่าเราจะยอมให้กติกาเป็นตัวตัดสินระหว่างเราที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม หรือว่าเราจะยอมเป็นใจหนึ่งเดียวกับเขาโดยไม่มีเขาและไม่มีเรา ในฐานะเพื่อนมนุษย์คือเราและเราคือเพื่อนมนุษย์ เพื่อนมนุษย์และเราคืออันเดียวกัน

เหตุการณ์ที่ว่ามานี้ น่าจะเกิดกับหลายเมืองในปัจจุบัน ซึ่งจำเป็นจะต้องรณรงค์ความสำนึกทางกติกา กันต่อไป (หากยังคิดว่า กติกายังมีความหมายต่อการดำรงชีวิต) ในหน้าบันทึกนี้ ขอเสนอ (๑) การรณรงค์ด้วยแผ่นป้ายโปสเตอร์ทั้งจริยธรรมการใช้ถนนสาธารณะ เช่น เห็นใจรถสวนทางสักนิด เพื่อการใช้ชีวิตที่ยิ้มให้กัน, ถนนเส้นนี้ไม่ใช่ของเราเพียงคนเดียว ได้โปรดแลเหลียวใส่ใจคนที่ไม่ใช่เรา เป็นต้น และข้อกฎหมายจราจรที่ควรทราบ โดยทำเป็นป้ายตามสี่แยก ร่วมกับขนส่งในการติดคำขวัญและข้อกฎหมายท้ายรถของแต่ละคัน อาจจะ ๑ คัน/๑ ข้อกฎหมาย ในแต่ละวันที่จอดรอไฟเขียว เราจะได้อ่านกฎหมายจราจรกันทุกวัน (๒) การอบรมจริยธรรมการจราจรและข้อกฎหมายจราจร โดยเจ้าหน้าที่จราจรเรียกตรวจผู้ละเมิดกฎหมาย (แต่อย่าปรับ) ขอดูบัตร จดที่อยู่ ฯลฯ มีหนังสือเรียกตัวมาอบรมในแต่ละเดือน (๓) รถสาธารณะดีเด่น ตัวอย่างของเจ้าถิ่นผู้ใช้ถนนสาธารณะ มอบรางวัลเพิ่มกำลังใจในการเอื้อเฟื้อต่อการใช้ถนนสาธารณะ (๔) โครงการ เจ้าหน้าที่จราจรภาคประชาชน เพื่อทำหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่จราจรภาครัฐ โดยเจ้าหน้าที่จราจรภาคประชาชนสามารถถ่ายภาพ ผู้ละเมิดกติกา แล้วส่งไปที่ศูนย์รวมอาจจะเป็นไลน์กลุ่มภาคประชาชน ส่วนที่เหลือให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐตัดสินใจเองว่า จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ในข้อนี้เพื่อจะได้ดูแลกันเอง สร้างการศึกษานอกชั้นเรียนภาคประชาชน ฯลฯ ก่อนที่ความไร้ระเบียบจะกลายเป็นระบบ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โอโห...มโนสาเร่



ความเห็น (0)