​ชีวิตที่พอเพียง : 2739. เรียนรู้ภาวะผู้นำจากนักคิดตะวันออก


ที่จริงเป็นการเรียนจากคณะนักวิจัยผู้ตีความนักคิดตะวันออกมากกว่า คือเรียนจากการอ่านหนังสือ ดุจสายน้ำ ดั่งสายลม : เรียนรู้ภาวะผู้นำจากนักคิดตะวันออก โปรดสังเกตว่า หนังสือเล่มนี้ ดาวน์โหลด ได้ฟรีนะครับ

ผมฝึกอ่านหนังสือเล่มนี้แบบ “คุ้ยหาภาวะผู้นำ คุ้ยไปคุ้ยมาก็บอกตัวเองว่า ต้องคุ้ยหาพฤติกรรม ไม่ใช่อ่านจากการตีความต่อๆ กันมาในเอกสารคัดลอกกันมากี่ทอดแล้วก็ไม่รู้ พอคิดแบบนี้ก็ต้องอ่านแบบค้นหาว่าในหนังสือมีกล่าวถึงพฤติกรรมของปราชญ์แต่ละท่านรวมสี่ท่านหรือไม่

ท่านที่สี่ เราพอจะรู้เรื่องของท่านเยอะ คือพระพุทธเจ้า แต่อีกสามท่านคือขงจื่อ สำนักเต๋า และหานเฟยจื่อ ผมค้นไม่พบเรื่องราวเชิงพฤติกรรมในชีวิตของแต่ละท่าน หนังสือเดินเรื่องด้วยคัมภีร์ หรือหลักการที่เป็นเรื่องเชิงทฤษฎี ผมไม่เชื่อว่าจะเรียนรู้ภาวะผู้นำของคนหรือสำนักใดๆ ได้จากเอกสาร เชิงทฤษฎี คิดอย่างนี้ผิดหรือถูกก็ไม่ทราบ

อย่างไรก็ตาม ผมได้เรียนรู้จากบทสรุปของตอนที่ ๑ ว่าขงจื่อมีลักษณะของผู้นำการแปรเปลี่ยน (Transforming Leadership) ซึ่งแตกต่างในระดับตรงกันข้ามกับผู้นำแบบแลกเปลี่ยนยื่นหมูยื่นแมว (Transactional Leadership) ซึ่งน่าจะตีความได้ว่ายืนอยู่บนฐานแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ในขณะที่ผู้นำ การแปรเปลี่ยนยืนอยู่บนฐานคุณธรรม หรือความถูกต้อง ตีความอย่างนี้ถูกต้องหรือไม่ ก็ไม่ทราบ

บทสรุปในตอนที่สอง “...สำนักเต๋ามองว่าทุกคนสามารถมีภาวะผู้นำ….” และข้อความในบทสรุปนี้ ตอนต่อมา เป็นตัวบอกว่ามุมมองว่ามนุษย์ทุกคนมีหน่ออ่อนของภาวะผู้นำ มีมานานกว่าสองพันปีแล้ว แต่ผมคิดว่าความคิดแบบนี้ล้ำยุคเกินไปที่จะให้ก่อผลได้จริงจัง เพราะในสมัยนั้นโอกาสเล่าเรียนของคนแตกต่างกันมาก ความรู้มีอยู่ในเฉพาะบางครอบครัวเท่านั้น ไม่ใช่หาได้ง่ายอย่างในปัจจุบัน คือสมัยนั้นไม่มีความเท่าเทียมกันของโอกาสในการเรียนรู้

ในตอนที่สาม หน้า ๑๖๔ ระบุนิยามของ ภาวะผู้นำ อย่างชัดเจน ทำให้ผมเข้าใจว่าผู้เขียนใช้นิยาม “ภาวะผู้นำ” แบบเก่า คือเน้นการมีผู้นำ-ผู้ตาม เน้นผู้นำที่เป็นผู้ปกครอง ซึ่งก็เป็นนิยามที่ใช้กันโดยทั่วไป ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน แต่ในยุคศตวรรษที่ ๒๑ และในอนาคต ต้องนิยาม “ภาวะผู้นำ” ใหม่ ว่าเป็น สมรรถนะที่ต้องการพัฒนาขึ้นในคนทุกคน เพื่อให้ร่วมกันทำหน้าที่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent) โดยที่การศึกษาต้องมีเป้าหมายเป็นการ เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning)

ทำให้ผมตั้งคำถามต่องานวิจัย ๔ ชิ้นนี้ และหนังสือเล่มนี้ ว่าอาจมีปัญหาด้านความชัดเจนและ consistency ของการให้ความหมายของคำว่า “ภาวะผู้นำ”

ผมค่อยๆ ปะติดปะต่อจากการค้นหาสถานการณ์บ้านเมืองจีนเมื่อสองพันปีก่อน นำมาหาข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคลที่กล่าวถึงสำหรับนำมาวิเคราะห์ทำความเข้าใจ ภาวะผู้นำ ด้วยตนเอง

เริ่มจากข้อความในหน้า ๑๒ “แผ่นดินจีนในสมัยชุนชิว-จั้นกั๋ว (ก่อน ค.ศ. 770-221) ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ราชวงศ์โจวตะวันออก เป็นยุคที่อำนาจการปกครองของราชสำนักกลาง ไม่สามารถควบคุมบงการกิจกรรมทางการเมืองของบรรดาเขตแคว้นศักดินาต่างๆ ได้.....” ก็ตีความได้ว่าในยุคนั้น กษัตริย์ไม่ได้เป็นผู้นำ ไม่ว่าตามนิยามเดิมหรือนิยามใหม่ จึงเกิดผู้นำปัญญาชนขึ้นตามในหนังสือเล่มนี้

วิกฤตเป็นโอกาส ในกรณีนี้เป็นโอกาสให้เกิดปรัชญาเมธีที่ยิ่งใหญ่ของโลกขึ้นในจีนเกิดหนังสือ ปรัชญาสำนักต่างๆ ให้เราได้ศึกษาทำความเข้าใจ ซึ่งคนปัญญาน้อยอย่างผม ตีความว่ามี ๒ สำนักเท่านั้น คือสำนักกษัตริย์นิยม กับสำนักราษฎรนิยมหรือประชาธิปไตย ซึ่งก็แน่นอนว่ามีสำนักที่อยู่กลางๆ ด้วย ทั้งหมดนั้น มีเป้าหมายตรงกัน คือฟื้นความสงบร่มเย็นของบ้านเมืองขึ้นใหม่

แนวกษัตริย์นิยม เชื่อว่าหากฟื้นอำนาจกษัตริย์ให้เข้มแข็ง ก็จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว กษัตริย์จะเข้มแข็งได้ก็ต้องมีคุณธรรมและได้รับการยอมรับเชื่อถือจากอาณาประชาราษฎร์ นี่คือแนวทางของขงจื่อ

แนวทางเต๋ามีลักษณะ holistic ที่สุด คือต้องสร้างสมดุลระหว่างบุคคล (ราษฎร) - รัฐ (กษัตริย์และพวก) - และจักรวาล ต้องไม่มองสรรพสิ่งแบบแยกส่วน โดยที่รัฐเป็นส่วนหนึ่งของทั้งหมด ไม่ใช่ผู้ควบคุมกำกับ “ทั้งหมด” แนวทางนี้เป็นปรัชญา ไม่เอาบริบทใดบริบทหนึ่งเข้าไปตีความสู่การกระทำ

แนวทางหานเฟยจื่อ น่าจะเน้นบริบท (สภาพบ้านเมือง) ในขณะนั้นมากที่สุด

บริบทของสำนักทั้งสี่นี้ เป็นบริบทสังคมเมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีมาแล้ว ที่การเปลี่ยนแปลง ในบ้านเมืองมีปัจจัยเกี่ยวข้องต่างจากสังคมปัจจุบัน สมัยนั้นไม่มีโลกาภิวัตน์ (หรือหากจะมีก็เกิดขึ้นช้าๆ) และไม่มีผลจากเทคโนโลยีไอซีที จารีตจึงเป็นปัจจัยสำคัญ ผู้นำ ๔ สำนักที่น่าจะใช้ยุทธศาสตร์สวนทาง (disruptive change) กับจารีตอย่างชัดเจนคือพระพุทธเจ้า แต่เป็นจารีตด้านสังคมและด้านจิตวิญญาณ ไม่ใช่จารีตด้านการปกครองบ้านเมือง

ปราชญ์ที่เน้นการกลับสู่จารีตเดิมมากที่สุดคือขงจื่อ นี่อาจเป็นเหตุผลที่ท่านประธานเหมาเจ๋อตง หาทางปฏิวัติวัฒนธรรมของประเทศจีนโดยปฏิเสธลัทธิขงจื่อ แต่เราจะเห็นว่าผู้นำประเทศจีนยุคปัจจุบัน ใช้ชื่อขงจื่อเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยจัดตั้งสถาบันขงจื่อขึ้นทั่วโลกโดยอิงกับสถาบันอุดมศึกษา ในประเทศไทยมีสถาบันขงจื่อในทุกมหาวิทยาลัยหลัก

เต๋า ก็เสนอให้ออกจากจารีตเดิม โดยบอกว่าจารีตทั้งหลายเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ใช่ความจริงแท้ ซึ่งเป็นเรื่องของธรรมชาติ จึงควรนำสังคมกลับสู่ธรรมชาติให้มากที่สุด น่าเสียดายที่เมื่อสองพันปีก่อน ขบวนการวิทยาศาสตร์ยังไม่เกิดขึ้นในโลก ทำให้ความเข้าใจ “ธรรมชาติ” ยังตื้นและเป็นนามธรรม เวลานี้เราเข้าใจธรรมชาติมากขึ้นทั้งธรรมชาตินอกตัว และธรรมชาติภายในตัวมนุษย์ จะเห็นว่าการปกครองบ้านเมือง ในปัจจุบันใช้หลักการวิทยาศาสตร์ หรือ “กลับสู่ธรรมชาติ” มากกว่าสมัยโบราณอย่างมากมาย

หากมองจากสังคมไทยปัจจุบัน เราเดินสู่ “หานเฟยจื่อ” มากทีเดียว คือเอากฎหมายเป็นหลัก จะเห็นว่าในช่วงเวลาประมาณ ๒๐ ปีหลัง ได้เกิดศาลต่างๆ เพิ่มขึ้นมากมาย และในองค์กรต่างๆ ก็ต้องมีนักกฎหมายเพิ่มขึ้น และเพิ่มบทบาทขึ้น ผมมองว่าเราเข้าสู่ยุคนักกฎหมายเฟื่องฟู ซึ่งน่าจะมีการวิจัยทางสังคมหรือด้านระบบการปกครองว่าจะมีผลบวกและผลลบในระดับมหภาคต่อสังคมอย่างไรบ้าง

เนื่องจากหานเฟยจื่อเกิดมาในชนชั้นเจ้าหรือผู้ปกครอง จึงพยายามบูรณาการลัทธิหรือปรัชญาต่างๆ สำหรับนำมาใช้งานในการปกครองบ้านเมือง ซึ่งมองในมุมหนึ่งคือเพื่อให้กษัตริย์ปกครองได้อย่างราบรื่น หรือเพื่อให้ประชาราษฎร์มีความสุข จึงเป็นที่มาของลัทธิกฎหมายนิยม

ที่จริงการตีความในย่อหน้าบนอาจผิดก็ได้ เพราะหลักกติกาของหานเฟยจื่อไม่ได้ใช้บังคับเฉพาะต่อข้าแผ่นดินแต่ใช้กับเจ้าแผ่นดินด้วย มีส่วนทำให้ความคาดหวังของผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองตรงกัน ช่วยสร้างความราบรื่นในบ้านเมือง อาจถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของประชาธิปไตยก็ได้

ขอขอบคุณ รศ. ดร. อนุชาติ พวงสำลี หัวหน้าโครงการผู้นำแห่งอนาคต และคณบดีคณะ วิทยาการเรียนรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กรุณามอบหนังสือเล่มนี้แก่ผม

วิจารณ์ พานิช

๓ ส.ค. ๕๙


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)