ร่องรอยคำ “สยาม” กับความเป็น “ไท(ย)”

ชื่อสยามนาม "ศรี-ยำ”

แผนที่สยาม ที่มา: haab.catholic.or.th

ผ่านวันแห่งภาษาไทยหากคงไม่พ้นเกินที่จะเขียน ถึงเรื่องราวของ “คำสยาม” กับ “ความเป็นไท(ย)” ในฐานะคำเก่าแก่โบราณคู่สังคมไทยมาช้านาน เป็นคำสองคำที่ถูกศึกษาค้นคว้า ทั้งวิพากษ์วิจารณ์หาที่มาและความหมายเบื้องหลังมากที่สุดคำหนึ่ง ในแวดวงวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ และโบราณคดีตั้งแต่ครั้งอดีต ถึงปัจจุบันความนิยมก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเสื่อมคลายไปโดยง่าย

จิตร ภูมิศักดิ์ ได้เสนอแนวคิดเบื้องต้นถึงความหมายและที่มาของคำ “สยาม”ไว้เมื่อหลายสิบปีมาแล้วว่า น่าจะใกล้เคียงกับคำว่า “ซาม” หรือ “เซียม” ในเชิงนิรุกติศาสตร์ มีความหมายเกี่ยวข้องกับพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ หรือวิถีชีวิตเกษตรกรรม หรือมาจากคำว่า “ซำ” ที่แปลว่าน้ำผุดน้ำซับ อาจมีต้นกำเนิดแถวๆ ลุ่มน้ำกก หรือมาจากภาษาพื้นเมืองของผู้คนทางตอนเหนือของแม่น้ำโขงหรือจีนตอนใต้ และมีความสัมพันธ์กับพวกไท-ไตมากกว่าพวกอื่นๆ (อ้างอิงจากหนังสือเรื่องความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ จิตร ภูมิศักดิ์ 2540)

หากคำ “สยาม” ในมุมมองความหมายที่แตกต่าง ซึ่งผู้เขียนได้เคยเสนอไว้เป็นทางเลือกว่า คำนี้น่าจะเป็นคำเรียกที่ถูกสร้างสรรค์โดยเหล่าชนชั้นสูงซึ่งปกครองแผ่นดินในขณะนั้น มากกว่าคำเรียกที่เกิดจากคำพื้นเมืองทั่วๆ ไป เป็นคำเรียกที่มาจากคำเดิมของพระเวทสองคำคือ “ศรี” และ “ยำ” โดยคำแรกนั้นไม่เป็นที่สงสัย เพราะมีการใช้กันอย่างกว้างขวางในย่านอุษาคเนย์ ตั้งแต่ยุคสองพันปีเป็นต้นมา ทั้งการเรียกขานชื่อนครรัฐและนามชนชั้นผู้ปกครอง แปลว่าความเป็นสิริมงคล ความร่มเย็น ความเจริญแผ่ไพศาล

ในขณะที่คำหลังถึงแม้เป็นที่รู้จักน้อยกว่าคำแรก ก็พบร่องรอยการเรียกขานในหลายพื้นที่ของอุษาคเนย์มาแต่ครั้งโบราณ เช่น ถูกจารึกในศิลาแห่งอาณาจักรเก่าแก่บนปากแม่น้ำมหาคาม เกาะกะลิมันตัน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 9 โดยถูกเขียนนำหน้าการเรียกองค์เทพเทวา

หรือในภาษาชวาโบราณเขียนว่า “yamadipati” แปลว่า “dewa kematian” แปลออกเป็นไทยว่า “dewa” หมายถึงเทพเทวา คนที่ถูกยกขึ้นเหนือหัว คนพิเศษสุด คนที่น่านับถือ และ “kematian” หมายถึงผู้ล่วงลับ ชีวิตหลังความตาย ชีวิตในอีกภพ เมื่อรวมความจึงหมายถึง “เทพเทวดา”

คำว่า “yamadipati” ยังประกอบด้วยคำสองคำคือ “yam+adipati” ซึ่งคำว่า “adipati” เป็นคำเดียวกับคำยืมในภาษาไทยว่า “อธิบดี” แปลว่าหัวหน้า ผู้เป็นเจ้าของ ขุนนางประจำเมือง และอินโดนีเซียก็แปลคล้ายกันว่า หัวหน้าอายุน้อย เจ้าของพื้นที่ เจ้าชายก็ได้ อยู่ในสถานะที่ยังไม่ได้รับการสถาปนาขึ้นบนตำแหน่งสูงสุดขององค์กร ดังนั้นจะเห็นว่า “yam” แทนสิ่งที่ล่วงไปแล้ว หรืออยู่คนละภพ แปลรวมได้ความหมายว่า “ผู้เฒ่าผู้แก่หัวหน้าชุมชนที่ได้ล่วงลับไปแล้ว” (อ้างอิงจากบทความเรื่องอินทภาสบาทสยาม สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช 2558)

นอกจากนั้น จิตร ภูมิศักดิ์ ได้เขียนถึงคำว่า “ยำ” ในหนังสือเล่มเดียวกันไว้บางส่วนว่า คำว่า “ยา” ในจารึกภาษาจามโบราณอายุพุทธศตวรรษที่ 16 ตรงกับภาษามาลายูและชวาว่า “ยัง” หมายถึงเทพ เทพเจ้า พระผู้เป็นเจ้า ผี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และกษัตริย์

สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากต่อมาคือ ในสังคมลุ่มเจ้าพระยามีคำว่า “อยำ” ซึ่งถูกเรียกขานมาตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 20 เป็นอย่างน้อย ดังปรากฏในจารึกนครชุม ด้านที่หนึ่ง บรรทัดที่ 23 และด้านที่สอง บรรทัดที่ 37 และ 38 ว่า

ด้านที่หนึ่ง บรรทัดที่ 23

คำจารึก… “งงฝูงรูหลวกกโหรทายหยาอยูกก่ถอยแตนน้นแล้บชอบบ่อยำเล”

คำอ่าน… “-ังฝูงรู้หลวัก โหรทาย อยาอยูก ก็ถอยแต่นั้นแล้ บ่ชอบบ่ยำ เล-”

ด้านที่สอง บรรทัดที่ 37

คำจารึก… “แมพิงนิญาฃาดสกกเมิอใหอยำปู(ครู)”

คำอ่าน… “แม่พิงนี้อย่าขาดสักเมื่อ ให้อยำปู่ครู”

ด้านที่สอง บรรทัดที่ 38

คำจารึก… “นองอยำผูเถาผูแกใหรูปรานิไพรฝา”

คำอ่าน… “น้อง อยำผู้เฒ่าผู้แก่ ให้รู้ปราณีไพร่ฝ้า(ข้าไท)”

คำเก่าว่า “อยำ” คือคำเดียวกับคำว่า “ยำ” ในปัจจุบัน (อ้างอิงจากหนังสือเรื่องประมวลจารึกสมัยพระยาลิไทย ตรงใจ หุตางกูร บรรณาธิการ 2558)

เป็นคำในจารึกที่ถูกใช้อย่างภาษาสามัญของคนไท(ย) ชั้นสูงในสมัยสุโขไท ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับ พ.ศ. 2542 ให้คำจำกัดความคำว่า “ยำ” ไว้ส่วนหนึ่งว่าคือ การเคารพ การนับถือ จะเห็นว่าการแสดงความเคารพหรือการแสดงความนับถือนั้น มักกระทำต่อผู้ที่น่ายกย่อง หรือผู้ที่อยู่ในสถานะเหนือกว่า หรือผู้ที่มีอายุแก่กว่า หรือผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ผู้ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น

นั่นหมายถึงคำว่า “ยำ” ของชาวลุ่มเจ้าพระยา เป็นคำเก่าแก่ที่มีความหมายเหมือนกับคำ “ยำ” หรือ “ยา” หรือ “ยัง” ของพวกอุษาคเนย์อื่นๆ อย่างชัดแจ้ง เป็นคำยืมโบราณจากต้นทางภาษาบาลี-สันสกฤตด้วยกันทั้งสิ้น ในความหมายร่วมรากว่า การให้ความเคารพ ความนับถือ ในผู้คนที่เป็นหัวหน้าหรือถูกยกย่อง ผู้คนที่เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ ผู้คนที่สูงวัยอายุแก่กว่า จนถึงผู้คนที่เป็นเจ้าของเก่าก่อนดั้งเดิม ผู้ที่ล่วงลับและบรรพชนทั้งหลาย

คำว่า “ยำ” และความหมายในลักษณะข้างต้นนี้ ในความเห็นของผู้เขียน จึงน่าจะเริ่มแพร่หลายในย่านอุษาคเนย์พร้อมๆ กับการเข้ามาของศาสนาพราหมณ์ พุทธ และภาษาบาลี-สันสกฤตตั้งแต่สองพันปีที่แล้ว ที่สำคัญคือเป็นคำยืมที่ฝังตัวมานานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีพื้นถิ่น เผลอให้เข้าใจว่าเป็นคำดั้งเดิมของพวกนั้นๆ และยิ่งเพิ่มน้ำหนักเป็นอย่างสูงต่อการถือกำเนิดคำว่า “สยาม” ในชั้นหลังต่อมา

จิตร ภูมิศักดิ์ ได้ตามร่องรอยคำเรียก “สยาม” โดยรอบถิ่นอุษาคเนย์ จนถึงเอกสารจากเมืองจีน ซึ่งส่วนใหญ่ยังออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่า “สยาม” จารึกคำเรียกที่สำคัญคือจารึกระเบียงนครวัด ช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 ในคำว่า “สฺยำกุกฺ” และจารึกแห่งวิหารเก่าแก่โปนาการ์ เมืองญาตรัง ปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ในคำเรียกทาสชาวสยามว่า “สฺยำ syấṃ” ซึ่งถูกเรียกแยกกันชัดเจนจากพวกอื่นไม่ว่าจะเป็นจาม จีน เขมรและพุกาม นอกจากนั้นยังรวมถึงจารึกที่เก่ากว่าย้อนหลังไปถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 และ 13 ของพวกเจินละกับคำว่า “โปญฺ สฺยำ” และคำว่า “กุ สฺยำ ๑ โกน ๑”

หมายถึงว่าคำ “สยาม” นั้นอาจเก่าแก่ร่วมสมัยถึงยุคทวารวดีบนที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ซึ่งนักวิชาการส่วนใหญ่ถือกันว่าน่าจะเป็นถิ่นฐานบ้านช่องของชาวมอญโบราณ นักวิชาการชาวมอญท่านหนึ่งได้เคยเขียนไว้ว่า ชาวเขมรรู้จักชาวมอญมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11-12 เรียกในชื่อว่า “Raman” หรือ “Rmman” และ “Ramanya”

และนักวิชาการหลายท่านให้คำ “สยาม” มีความเป็นมาเกี่ยวข้องกับคนไท-ไตมากกว่าคนอื่นๆ ถึงแม้จะมีความเห็นแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิดของคำ เช่น กรมพระยาดำรงฯ และยอร์ช เซเดส์ ว่าคือพวกสุโขทัย จิตร ภูมิศักดิ์ ว่ามีต้นกำเนิดแถวลุ่มน้ำกก ศรีศักร วัลลิโภดม ว่าอยู่แถบเวียงจันทน์ ลุ่มแม่น้ำโขง หรือ พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ ว่ามาจากทางฝั่งตะวันตกของลุ่มเจ้าพระยา ใกล้เคียงกับ รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล ที่ว่าคือสุพรรณบุรีมากกว่าสุโขไทย รวมถึงน่าจะเป็นพวกที่ยกทัพลงไปตีมาลายู และตันมาสี ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 (อ้างอิงจากหนังสือเรื่องยุคมืดของประวัติศาสตร์ไทย พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ บรรณาธิการ 2559)

บันทึกของโจวต้ากวาน ผู้ซึ่งเดินทางเข้ามาในพระนครอาณาจักรเขมรเมื่อปี พ.ศ.1839 กล่าวไว้ว่า “ดินแดนนั้นกว้างเจ็ดพันลี้ ทางทิศเหนือของประเทศนี้ใช้เวลาเดินทาง 15 วัน ถึงจ้านเฉิง ทางตะวันตกเฉียงใต้ ใช้เวลาครึ่งเดือน ถึงเสียนหลอ” (อ้างอิงจากบันทึกว่าด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีของเจินละของโจวต้ากวาน แปลโดยเฉลิม ยงบุญเกิด 2543) ถ้าคำนวณการเดินเท้าในหนึ่งวันเท่ากับ 30 กิโลเมตร ครึ่งเดือนจะเดินทางได้ระยะเท่ากับ 450 กิโลเมตรโดยประมาณ หมายถึง จากพระนครขึ้นเหนือจะกินพื้นที่ภาคอีสานเกือบค่อน ในขณะที่ทางตะวันตกจะกินพื้นที่ข้ามทุ่งน้ำลุ่มเจ้าพระยาไปถึงฝั่งตะวันตก จึงถึงเมืองของพวกสยาม

ผู้เขียนมีความเห็นสอดคล้องกับมุมมองที่ว่าคำ “สยาม” ผูกพันกับพวกไท-ไตเป็นหลัก ตั้งแต่ครั้งยุคทวารวดีเรื่อยลงมา ทั้งยังเห็นว่าเป็นคำที่มีลำดับความเป็นมาร่วมกับรัฐทวารวดีของพวกมอญที่เป็นสายพุทธ มากกว่ารัฐเจินละของพวกเขมรที่เป็นสายพราหมณ์ จนภายหลังการสวรรคตของผีฟ้าแห่งยโสธรปุระ นักวิชาการต่างชี้ตรงกันว่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 นครรัฐในลุ่มเจ้าพระยาต่างถึงเวลาเบ่งบาน เช่นการตั้งกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ.1893 ในชื่อว่า “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยามหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์” ซึ่ง ศรีศักร วัลลิโภดม ได้อธิบายไว้ในวารสารเมืองโบราณตอน “ทวารวดี – ศรีวิชัย: การทบทวนในเรื่องความหมาย” ว่า กรุงศรีอยุธยาคือการรวมกันของสองดินแดนคือ สยามที่มีศูนย์กลางอยู่สุพรรณบุรี กับทวารวดีที่มีศูนย์กลางอยู่ละโว้

ชุมชนต่างๆ ในลุ่มเจ้าพระยานั้นก็ควรเป็นพวกคนเชื้อสายไท(ย) เสียส่วนมาก กินอาณาบริเวณตั้งแต่สุโขไทไล่มาอยุธยาลงไปจนถึงประจวบคีรีขันธ์เป็นอย่างน้อย สังเกตจากชื่อตำบลชื่อบ้านนามเมือง ที่เรียกกันด้วยภาษาไท(ย)พื้นถิ่น เช่นในจารึกวัดศรีชุม แถบเมืองสุโขไทเต็มไปด้วยชื่อเรียกชุมชนไท(ย)อย่างชัดเจน อาทิสองแคว บางขลง บางยาง พระบาง ขุนลุนตา ขุนดา ขุนด่าน เชียงแสน และเมืองลุม

กรุงศรีอยุธยาก็ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำที่เรียกกันในภาษาชาวบ้านไท(ย)ว่า หนองโสน หรือในตำนานเมืองนครศรีธรรมราช อ้างถึงบางตะพาน เมืองประจวบคีรีขันธ์ ตำบลติดชายทะเลที่พระพนมทะเลศรีสวัสดิ์ฯ ยกขบวนไปทำนาเกลือ ซึ่ง สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้คัดสรุปงานค้นคว้าของ จิตร ภูมิศักดิ์ เรื่องสังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา ว่าอยู่ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 19

การที่ผู้คนเรียกชื่อตำบลต่างๆ เหล่านี้เป็นภาษาชาวบ้าน ก็ส่งนัยยะว่าเป็นคำเรียกโดยคนดั้งเดิมคนพื้นถิ่นมาเก่าก่อน หมายถึงชาวบ้านพวกนี้ควรเป็นพวกคนไท(ย) ซึ่งความเก่าก่อนนี้เองบ่งชี้ถึงการเคลื่อนย้ายขยายตัวมายังพื้นที่ดังกล่าวเมื่อนานมาแล้ว เป็นการสนับสนุนความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งยาวนานระหว่างคำ “สยาม” และคน “ไท(ย)” บนลุ่มเจ้าพระยาในอีกทาง

ในแนวทางหนึ่งที่อาจเป็นไปคือ คำว่า “ยำ” ซึ่งสืบค้นได้ว่าเป็นคำยืมเก่าแก่ชนิดสองพันปีในย่านอุษาคเนย์ หากบนความรับรู้ของชาวบ้านขึ้นไปจนถึงชั้นผู้ปกครอง ในช่วงเวลาก่อเกิดคำ “สยาม” ได้กลายร่างเป็นคำไท(ย) ทั้งรูปคำและความหมายไปทั้งตัวแล้ว แตกต่างจากคำว่า “ศรี” ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปรหรือถูกผสมผสานกับความเชื่อพื้นถิ่น ทั้งยังถูกยกด้วยคนชั้นปกครองในทั้งย่าน ให้เป็นคำชั้นสูงสงวนไว้สำหรับการตั้งชื่อนครรัฐที่ยิ่งใหญ่ หรือพระราชาผู้เกรียงไกรเท่านั้น

เมื่อถึงตรงนี้ให้มีข้อน่าสนใจ จะว่าเป็นเหตุบังเอิญก็พอได้ ระหว่างพัฒนาการของคำว่า “บาง” และคำว่า “สยาม” ของพวกไท(ย) เพราะคำว่า “บาง” เป็นคำไท-ไตแท้ๆ ที่เดิมหมายถึง สิ่งบางๆ ไม่หนา และเป็นคำเดียวกับคำเก่าของออสโตรนีเซียนสายอินโดนีเซียว่า “bang” แปลว่าการแผ่ออกไปบนผิวน้ำ ได้กลายมาเป็นชื่อเรียกชุมชนที่แผ่กระจายตัวไปบนผิวน้ำที่ลุ่มต่ำน้ำหลากท่วม เก่าแก่อย่างน้อยพุทธศตวรรษที่ 18-19 ปรากฏให้เห็นแต่บนลุ่มเจ้าพระยา ถึงในปัจจุบันคำว่า “บาง” ในความหมายอย่างหลังนี้ ก็ยังพบเฉพาะในเขตลุ่มเจ้าพระยาไล่ลงไปรอบอ่าวไทยแค่นั้น (อ้างจากบทความเรื่องบางและลาง: ประวัติศาสตร์บนความคลาดเคลื่อน สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช 2559) ในขณะที่คำว่า “สยาม” ตามแนวทางของบทความนี้ก็ปรากฏคู่กับพวกไท(ย) ลุ่มเจ้าพระยาเช่นกัน

ดังนั้นคำว่า “สยาม” จึงคงเทียบชั้นได้กับชื่อของเมืองหรือนครรัฐขนาดสำคัญพอดีตัว ที่ยกเอาผู้ล่วงลับมาเป็นสิริคุ้มครองตน ตามวิถีเก่าแก่ของไท-ไตผู้นับถือศาสนาผีมาแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ สืบทอดความเชื่อกันลงมาจนถึงปัจจุบันในรูปของ “เจ้าที่เจ้าทาง” และความหมายแบบพื้นบ้านของ “กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยาฯ” จะสามารถออกได้ว่า “เมืองแห่งผีปู่ย่าตายาย”

สุพัฒน์ เจริญสรรพพืช

จันทบุรี 2 สิงหาคม 2559

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน รอยไถของจักรวาล



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

"...นั่นหมายถึงคำว่า “ยำ” ของชาวลุ่มเจ้าพระยา เป็นคำเก่าแก่ที่มีความหมายเหมือนกับคำ “ยำ” หรือ “ยา” หรือ “ยัง” ของพวกอุษาคเนย์อื่นๆ อย่างชัดแจ้ง เป็นคำยืมโบราณจากต้นทางภาษาบาลี-สันสกฤตด้วยกันทั้งสิ้น ในความหมายร่วมรากว่า การให้ความเคารพ ความนับถือ ในผู้คนที่เป็นหัวหน้าหรือถูกยกย่อง ผู้คนที่เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ ผู้คนที่สูงวัยอายุแก่กว่า จนถึงผู้คนที่เป็นเจ้าของเก่าก่อนดั้งเดิม ผู้ที่ล่วงลับและบรรพชนทั้งหลาย ..." ???

Please give reference to Pali and/or Sanskrit language as to คำ “ยำ” หรือ “ยา” หรือ “ยัง” ของพวกอุษาคเนย์อื่นๆ อย่างชัดแจ้ง เป็นคำยืมโบราณจากต้นทางภาษาบาลี-สันสกฤตด้วยกันทั้งสิ้น (in Latinized Pali or Sanskrit please ie. yama, ya, ya.m )

From RHys-Davis Pali to English Dictionary,

-- yama: the ruler of the kingdom of the dead. (m.)

-- ya: which; what; whatever. (relative pron.)

-- ya.m: yaṃ: which; whatever thing. adv. because of. (adv.)

เขียนเมื่อ 

ผมเข้าใจว่ามาจากคำพระเวทว่า yama ที่แปลว่า the god of dead คุณจิตร ภูมิศักดิ์ พบคำว่า "ยำ" ใช้ในย่านนี้และตีความไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าว แต่ไม่ได้ระบุว่าต้นทางมาจากไหน และคำนี้ไม่ได้อยู่ในโฟกัสของคุณจิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งมุ่งไปที่คำพื้นบ้านมากกว่า เช่น มาจากคำว่า "ซำ" ของทางพวกลุ่มน้ำกก เป็นต้น ในการสืบค้นครั้งแรกของผมก็ยังไม่ทราบว่าเป็นคำจากไหน จนไปเจอคำอ่านในจารึกของอาณาจักร kutei บนเกาะกะลิมันตัน และสืบไปยังภาษาอินโดนีเซียบนเกาะชวา จึงพบรากที่มา ว่าน่าจะเป็นคำนำเข้าจากทางอินเดียมากกว่า ในการสืบค้นครั้งหลัง ไปอ่านจารึกนครชุม จึงถึงบางอ้อ ว่าคนไทยสมัยโน้นก็ใช้คำนี้อย่างสามัญ ถึงแม้ความหมายจะเพี้ยนไปบ้าง เป็นการแสดงความเคารพนับถือ แต่ก็สื่อรวมไปที่บรรพชนเหมือนความหมายต้นราก ซึ่งหากสังเกตจะเห็นความต่อเนื่องของความหมายว่า "ผีปู่ย่าตายาย" ลงมาจนถึงอยุธยา ธนบุรี และกรุงเทพมหานคร...ที่ไม่ได้แปลว่านครแห่งเทพชั้นสูง แต่แปลว่านครที่เคยเป็นของบรรพชน ซึ่งถูกยกขึ้นเป็นพิเศษนั่นเองครับ