สื่อสารสานพลังชีวิตทุกช่วงวัย Therapeutic Communication

มีหลายเคสที่ทำให้ผมเกิดความรู้สึก "มหัศจรรย์" ระหว่างความเข้าใจในกิจกรรมบำบัดจิตสังคมกับความพยายามฝึกทักษะเมตตาขณะดูแลคนไข้ คนทำงาน และหลากหลายกลุ่มคน

อาทิตย์นี้ผมเจอเคสหลากหลายการรับรู้สึกนึกคิดทำให้เห็นว่า "แม้ว่าเราจะฝึกอ่านใจคนได้...คนที่ต้องตื่นรู้ อยู่ตัว หัวใจงาม ในการรักดูแลตนเองให้พร้อมก่อนดูแลผู้อื่น ก็คือ เอาสติคืนมาให้ระลึกตั้งใจ ใส่ใจ ไว้ใจ คล้ายส่องกล้องถ่ายรูปที่ชีวิตตนเอง แล้วซูมเลนส์โฟกัสเข้าไปที่ความรู้สึกแท้จริงแห่งตนดังสัมปชัญญะให้รู้ตัวเพื่อรุ้ใจ เข้าใจ และมั่นใจคิดบวกในการใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท"

เคสแรกวัย 7 เดือน มีภาวะกล้ามเนื้อไม่เก็บพลังงานและความตึงตัวต่ำ ที่มีความสามารถเล่นเสียง กลอกตา ยิ้ม ได้ดีเยี่ยม ทั้งๆที่มีความตึงตัวต่ำของกล้ามเนื้อคอ การกลืนน้ำลาย แขน ขา ในฐานะนักกิจกรรมบำบัดจิตสังคมอย่างผมจึงค่อยๆสังเกตขณะที่น้องกายภาพบำบัดกดจุดวอลต้าเพื่อให้น้องหายใจได้โล่งขึ้น แต่น้องกำลังสื่อสารอะไร เหมือนจะร้องไห้ก็ไม่มีน้ำตา เสียงโอดครวญน่าสงสารแล้วจับที่แววตาสักครู่ ก็จับความรู้สึกได้ว่า "สายตาที่จ้องมองแม่กำลังส่งเสียงเจ็บจัง แม่ช่วยหนูด้วย" จากนั้นผมก็ทดลองโดยเริ่มจากใช้กระจกเบี่ยงเบนความเจ็บปวดให้น้องมองตัวเองในกระจกขึ้นลง แล้วขอน้องกายภาพบำบัดตรวจสัมผัสว่า น้องหายใจโล่งขึ้นในท่านอนตะแคงอย่างไร ต่อด้วยการใช้อุปกรณ์เขย่ามีเสียงฉาบเล็กๆตีกัน ที่หูทีละข้างของน้อง ตามด้วยการใช้ทั้งกระจกกับอุปกรณ์เขย่ามีเสียง ก็พบว่า "น้องหยุดร้อง ลืมความเจ็บ หายใจโล่งขึ้น" สุดท้ายลองให้คุณแม่เป็นผู้ที่คุยด้วยก่อนที่น้องจะระลึกความเจ็บได้อีก ก็เป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะพูดคุยในสามนาที คุณแม่ไม่เคยคุยกับลูกมาก่อน ก็ตั้งคำถามได้ "ร้องทำไม อย่าร้องไห้" ผมก็เริ่มชี้นำให้ลองร้องเพลงสั้นๆ บอกรักลูก บอกชมลูกดีมากเก่งมาก แล้วค่อยๆคุยเล่นๆว่า เราจะทำอะไรกันต่อไปจากนี้ เรากำลังทำอะไร โดยงดการใช้คำที่ชวนให้คิดลบหรือถ้าไม่เป็นน้องก็ไม่รู้หรอกว่าเจ็บอย่างไร "อย่าร้อง ไม่ร้อง ทำไมต้องร้อง เจ็บเหรอ หยุดร้องเดี๋ยวก็หาย สู้ๆนะ ฯลฯ" ควรใช้คำที่เอาใจเขามาใส่ใจเรา เช่น หนูเจ็บ แม่จะร้องเพลงให้สบายตัว หนูเก่งมาก อดทน หนูทำได้ แม่ให้กำลังใจ แม่คุยด้วย ก็พบว่าสักพักน้องก็อารมณ์ดีขึ้นและค่อยๆเปลี่ยนท่าทางพร้อมสอนคุณแม่ให้อุ้มด้วยใจจดจ่อและภาวนาด้วยจิตมุ่งมั่นหรือจิตวิญญาณแห่งความเมตตา กรุณา มุฑิตา และอุเบาขา อย่างค่อยเป็นค่อยไป


เคสสองวัย 1ุ6 ปี มีภาวะสมองพิการติดล้อเข็น ไม่ชอบออกกำลังกาย และชอบสื่อสารทางไลน์และใช้ไอทีได้ดีเยี่ยม เมื่อร่างกายไม่ค่อยได้ออกกำลัง จิตใจที่แปรเปลียนอารมณ์ตามฮอร์โมนก็ชวนให้น้องสื่อสารกับคนที่น้องชอบบ่อยครั้งจนถึงมากถึง 10 ครั้งต่อวัน ด้วยความที่ขาดคุณพ่อเป็นต้นแบบในการเติบโตวิถีทางเพศและทักษะทางสังคม เช่น การรู้จักรักตนเองให้ออกกำลังกายใจตามต้นแบบคุณแม่และได้แรงเสริมทางบวกจากคุณพ่อ ก็จะผสมผสานวิธีการสื่อสารให้เข้าใจการแสดงบทบาททางเพศที่เหมาะสมและพอเหมาะ เคสนี้ผมจำเป็นต้องสื่อสาร "ความรักความเข้าใจให้คุณแม่ได้ปรับทัศนคติคิดบวกและส่งเสริมการสื่อสารเชิงบวกให้น้องรักและดูแลตนเองมากๆก่อนที่จะแสดงความรักแก่ผู้อื่นมากจนไม่เกิดคุณค่าในใจแห่งตน


เคสสามวัย 18 ปี มีภาวะอารมณ์สองขั้ว นับตั้งแต่คุณพ่อต้นแบบได้เสียชีวิตตั้งแต่ 14 ปี คุณหมอสั่งให้ทานยานานมากแต่ขาดการส่งฟื้นคืนสุขภาวะอย่างเปนระบบ ประกอบกับคุณแม่ก็ต้องรับภาระหลายเรื่องจนเกิดภาวะเครียดวิตกกังวล ผมจึงเริ่มสื่อสารเพิ่มแรงจูงใจให้คุณแม่รักตัวเองให้พร้อมและฝึกสติคิดด้วยสุ จิ ปุ ลิ ก่อนที่จะสื่อสารให้กำลังใจและแรงบันดาลใจลูกชาย แต่เคสนี้ก็เพิ่งสื่อสารกลับมาหาผมว่า "พี่ป๊อปคือผู้ที่ฝึกให้เขารู้ใจตัวเองให้มั่นใจร้องเพลงและเล่นกีตาร์ตามที่ชอบ แต่ก็ขาดในสิ่งที่ผมอยากรู้มากๆ แล้วก็ไม่มีโอกาสได้เข้าใจมัน...วันนี้ผมเข้าใจมันแล้ว มันคือเหตุทุกอย่างที่ทำให้ผมไม่กล้าและกลัวการทำความรู้จักกับเพื่อนผู้หญิง ผมเข้าใจจากคุณลุงตอนที่กลับมาอยู่ที่บ้านคุณตาคุณยายที่ใต้ คุณลุงคือผู้ให้คำตอบเรื่องการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ทำให้ผมเริ่มนอนหลับ ความจำดีขึ้น มีแรงออกกำลังกายใจ เพราะก่อนหน้าที่คุณหมอหาว่าผมประสานหลอน คิดสวดมนต์เพื่อไถ่บาปด้วยเหตุที่ผมเข้าใจผิดถึงการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเองคือบาป" ตอนนี้ผมเลิกทานยาเพราะจิตแพทย์ว่า ผมมีสติรู้คิดและมีความรู้ความเข้าใจในตนเองดีขึ้นแล้ว อดีตที่ผ่านมาคุณหมอ พี่ป๊อป และคุณแม่ คงลืมที่จะตอบผมเรื่องวิถีทางเพศและมัวมองแต่ปัญหาทางใจแบบทางการแพทย์มากเกินไป


เคสสี่วัย 23 ปี มีภาวะหมอนรองกระดูกเสื่อมระดับบั้นเอวข้อที่ 4-5 มันไหลออกมาทำให้กดเส้นประสาทจนเจ็บหลังส่วนล่างไปทางขวา ซึ่งเกิดขึ้นตอนเล่นบาสช่วงม.ุ6 จนเข้าเรียนมหาลัย แต่จนปัจจุบันตั้งแต่พ.ค. 2559 ทำงานได้ แต่ก็ส่งผลให้เดินแล้วเจ็บ เดินได้ช้าลง คุณหมอก็ส่งกายภาพบำบัดก็ไม่ดีขึ้น ได้การปะคบร้อน อัลตราซาวด์ และดีงหลังด้วยเครื่อง นานสามเดือน ต่อมาเริ่มนั่งเจ็บ ต้องใช้มือยันไว้ขณะนั่งทำงานและนั่งขับถ่าย นั่งได้นานแค่ 10 นาที ลุกก็ปวดขึ้นๆลงๆระดับ 6-7 จาก 10 คะแนน เปลี่ยนนักกายภาพบำบัดมาอีกทีก็ดูใส่ใจดีมาก แต่ห้ามนอนหงายและห้ามนั่งมาหนึ่งเดือน น้องรู้สึก "ทรมานมากๆที่จะต้องนอนคว่ำหน้าทุกคืน นอนไม่หลับ หายใจไม่ออก จุกท้อง ทานไม่ค่อยได้ นั่งทานก็ลำบาก นั่งส้วมก็ลำบาก ใช้มือยันก็ลุกยาก ต้องพึ่งคนอื่น เสียใจและอยากขอโทษพี่ๆที่ทำงานเพราะต้องลางานมาหนึ่งเดือนเพื่อมาทำกายภาพบำบัดจันทร์ พุธ ศุกร์ และอาจารย์บอกว่า ถ้าไม่ดีขึ้นจะส่งหมอให้พิจารณาผ่าตัดดีไหม รู้สึกเศร้าและกลัวว่าจะไม่หายขาดและจะทำงานที่ตนเองรักมากๆไม่ได้อีกแล้ว" ผมรู้จักเคสนี้ตั้งแต่เด็กผู้มีหัวใจงดงามแคร์ความรู้สึกผู้อื่นมากมายจนเกินไปคล้ายๆผมมาก ผมจึงจิตอาสาไปฝึกสื่อสารเชิงบวกให้น้องด้วยการฝึกจิตใต้สำนึก การทดลองนั่งนอนยืนและปรับอิริยาบทด้วยการเข้าใจความรู้สึกรักตนเองโดยรู้ใจในความมีชีวิตชีวาของกล้ามเนื้อข้างขวาที่พอขยับค้างได้ 10 วินาทีด้วยปวดแบบตะคริว 1 /10 คลายด้วยการหลับตาทำสมาธิแล้วขยับข้อเท้าช้าๆ ไปจนดีขึ้น เมื่อความตึงเจ็บปวดแบบหนักๆย้ายขึ้นไปที่ต้นขาขวา 3/10 ก็ใหหายใจเข้านับค้างพร้อมเกร็งกล้ามเนื้อน่องนับ 1-2-3-4-5 แล้วเป่าลมหายใจออกยาวๆดังๆ ให้ตนเองได้ยินห้ารอบ ก็ดีขึ้น จนติดตามความเจ็บปวดแบบจี้ดๆเจ็บๆ ที่จุดเส้นประสาทจากกลางหลังส่วนหลังไปเลี้ยงที่กล้ามเนื้อสะโพกติดช่วงก้นซ้าย 6-7/10 ก็ให้หายใจเข้าพร้อมเกณ้งกล้ามเนื้อก้นสะโพกเท่าที่ทนเจ็บได้แล้วหายใจออกแบบถอนหายใจทันที ห้ารอบ ก็เบาขึ้น ทำแบบนี้ในทุกๆท่า ลองตะแคงไปด้านขวา ลองนอนหงาย พร้อมหลับตาทบทวนความตึงเครียดของทั้งกล้ามเนื้อที่สบายขึ้น 0-1/10 จนถึงลุกขึ้นเองอย่างอิสระ 2-3/10 ก็ร่างกายจัดการได้ด้วยตนเองดีขึ้นสบายใจขึ้น ส่วนการทบทวนอารมณ์ฐานหัวคิดกังวล ฐานหัวใจเศร้า จนถึงฐานท้องหงุดหงิดโมโห ก็พบว่า มีอารมณ์ทั้งสามส่วนโดยเฉพาะมีน้ำตาซึมๆว่า น้องเค้าเก็บความรู้สึกแย่ๆกับความบกพร่องทางร่างกายสะสมมานานจนจับจังหวะการเต้นของหัวใจด้วยมือขวาแล้วแทบไม่ได้ยินเสียง ในหัวมีแต่ความกลัวว่าจะไม่หาย ในหัวมีเรื่องราวการเลิกกับแฟน การที่เพื่อนไม่ค่อยแคร์ความรู้สึก การที่เพื่อนนัดแล้วมาสาย การที่รู้สึกทำให้คนดูแลน้อยใจ การที่ลางานมาจนคิดไปเองว่าหลายคนลำบาก ฯลฯ ก็ฝึกการเคาะคลายอารมณ์ในท่านั่งเอนหลังพร้อมการสื่อสารใจให้ย้อนกลับไปสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตและยังค้างคาใจ หรือ Unfinished Business ก็ให้ตัดภาพในใจออกให้หมด พร้อมภาวนา "ถึงแม้เราจะกลัว เศร้า และโกรธ เราจะเปิดใจ โล่งใจ สบายใจ ยอมรับและรักตนเองให้มากๆ" ก็พบว่าจากที่ไม่มีความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองเลย ก็พอจะตั้งใจใน 21 วันพร้อมผมให้ความรู้สุขภาพจิตศึกษาที่เชื่อมโยงกับภาวะเรื้อรังทางกายอย่างชัดเจนด้วยความมั่นใจที่ 5/100 ก็ไม่ง่าย ถ้าผมเป็นน้องเคสนี้ ก็จะเป็นกำลังใจให้รักตนเองต่อไปในทุกๆวัน


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดชีวิต



ความเห็น (5)

-สวัสดีครับพี่หมอ

-ตามมาเยี่ยมยามถามข่าว..

-สบายดีเหมือนดังเช่นเคยนะขอรับ??

-ขอพลังกาย..พลังใจ...เกิดขึ้นในทุกๆ วันนะครับ..


ขอบพระคุณมากครับคุณเพชรน้ำหนึ่ง

ขอบพระคุณมากครับคุณครูเพ็ญศรี

เขียนเมื่อ 

รับรู้ผลการบำบัดของน้องป๊อบได้อย่างน่ามหัศจรรย์จริงๆค่ะ รู้สึกได้เลยว่าจิตใจเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ไม่แปลกใจเลยว่า เมื่อรู้จักจัดการใจตัวเองได้อย่างที่ป๊อบทำได้ ทำให้มีพลังมากมายในการช่วยจัดการใจให้คนอื่นๆได้ แถมด้วยความสามารถทางด้านกายภาพด้วย ทำให้แก้ปมได้ทั้งทางกายทางใจเลยนะคะ เป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ในการช่วยให้คนอื่นดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีคุณค่าจริงๆค่ะ ชื่นชมมาก

ขอบพระคุณและชื่นชมความรักความเข้าใจจากคุณแม่ต้นแบบของผมผู้ผมเคารพรักเสมอมาครับพี่ดร.โอ๋

หมายเลขบันทึก

611783

เขียน

04 Aug 2016 @ 12:08
()

แก้ไข

06 Aug 2016 @ 12:00
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 6, ความเห็น: 5, อ่าน: คลิก