วันที่ 52 เริ่มต้นเวรใหม่ (2 สิงหาคม 2559)

เริ่มต้นเวรใหม่ ทุกวันอังคารจะต้องทำหน้าที่ครูเวร เวรประจำเดือนสิงหาคมนี้คือขายข้าวต้ม จริง ๆ มีคนอยู่เวรนี้สองคนแต่เกิดปัญหาคืออีกคนไม่มา ไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จัก เหมือนจะไม่อยู่โรงเรียนนี้แล้ว ฉันก็ต้องรับผิดชอบหน้าที่ขายข้าวต้มนี้คนเดียว พอหัวหน้าเวรมาตรวจก็ปรึกษากับหัวหน้าว่าสมมุติหนูลาโรงเรียนวันอังคารแล้วใครจะมาขายข้าวต้มแทนคะ หัวหน้าก็บอกว่าครูเป็นคนจัดเวร ครูผิดพลาดเอง ปกติจะให้นักศึกษาอยู่เวรกับครู แต่พบว่าฉันอยู่เวรกับนักศึกษาด้วยกันและเหมือนว่านักศึกษาคนนั้นไม่อยู่โรงเรียนนี้แล้ว ไม่ได้มีปัญหาที่จะขายข้าวต้มคนเดียวแต่ถ้าหากลาโรงเรียนจะทำยังไง หัวหน้าก็บอกว่าจะไปจัดเวรใหม่ ความรู้สึกที่ได้ขายข้าวต้มวันแรกคือร้อนมาก คือข้าวต้มกับขนมจีบจะายข้างกัน ขนมจีบจะขายดีมาก ส่วนข้าวต้มนั้นก็เรื่อย ๆ ขายดีบ้างไม่ดีบ้าง ถ้าขนมจีบหมดคนไม่มีทางเลือกก็ต้องกินข้าวต้ม ยอดขาย 400 บาท ไม่มากไม่น้อย ปกติขายได้ไม่เกิน 500 ถือว่าประสบความสำเร็จ 555

ความกดดันสู่การพัฒนา เมื่อวานตอนที่อาจารย์มานิเทศก็ทำให้รู้สึกกดดันตัวเองนิดหน่อยเพราะยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร มีจุดที่ต้องพัฒนาอีกเยอะ ตอนแรกก็โมโหตัวเองว่าทำไมสอนไม่ดีขึ้นเลย คุมชั้นเรียนได้บ้างไม่ได้บ้าง ครูพี่เลี้ยงก็ให้กำลังใจว่าอย่ากดดันตัวเอง เราทำดีแล้วแค่ต้องพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ครูพี่เลี้ยงก็บอกว่าที่ผ่านมานักศึกษาที่ครูดูแลนั้นกว่าจะคุมชั้นเรียนได้ใช้เวลา 4 เดือน วันนี้ครูคงดูออกว่าฉันนิ่งมาก พูดน้อยกว่าเดิม หนูไม่ได้เครียดนะ ไม่รู้จะเครียดไปทำไม มันไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย ต่อไปนี้ฉันต้องตั้งใจให้มากกว่าเดิม ต้องพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าฉันนี่แหละจะเติบโตเป็นครูที่ดีให้ได้ กำลังใจจากตัวเองเท่านั้นสำคัญที่สุด โปรดติดตามตอนต่อไปว่าครูหมูจะจัดการชั้นเรียนได้หรือไม่

บททดสอบ ตอนแรกก็รู้สึกไม่กล้าที่จะสอนนักเรียนแต่พอถึงคาบเรียนมันก็คือหน้าที่ของเราที่ต้องสอน ทุกครั้งที่เด็กเข้ามาในห้องจะเสียงดังมาก บางทีก็ใช้วิธีนั่งสมาธิ บางทีก็ใช้บทโหด การเตรียมความพร้อมเด็กก่อนเรียนถือเป็นเรื่องที่ยากและท้าทาย แต่ละวันจะเจอบททดสอบที่ไม่เหมือนกัน คาบนี้ก็ใช้วิธีการพูดคุยกับเด็กปกติแต่สอดแทรกคุณธรรม เช่น ถามนักเรียนว่าในห้องนี้นอกจากมีนักเรียนแล้วมีใครอยู่อีกบ้าง นักเรียนก็บอกว่าครูหมูกับครูแอร์ ฉันก็ถามอีกว่าการที่เราคุยกันเสียงดังแล้วครูแอร์นั่งทำงานอยู่ตรงนั้นเป็นสิ่งที่ดีและควรทำหรือไม่ ไม่ใช่ว่าครูไม่ให้พูดอะไรเลยตลอดคาบเรียน แต่ครูเปิดโอกาสให้พูดเกี่ยวกับเรื่องที่เรียน เวลาครูกับเวลานักเรียน พอครูพูดนักเรียนก็ต้องฟัง เวลาที่ครูให้ตอบคำถามหรือทำงานกลุ่มก็เป็นเวลาของนักเรียนที่จะพูดหรือปรึกษากันในกลุ่ม ฉันไม่รู้นะว่าสิ่งที่ฉันทำอยู่นั้นจะได้ผลหรือไม่ แต่ฉันก็พยายามอย่างเต็มที่และจะไม่หยุดความตั้งใจอยู่แค่นี้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกการฝึกสอนของนางสาวศิริพร นำเปี้ย (ภาคเรียนที่ 1/2559)



ความเห็น (0)