วันจันทร์ที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๙ เราเดินทางไปค้างคืนที่ คาร์กิล (Kargil) เป็นเมืองใหญ่ที่สองในแคว้นลาดั๊กรองจากเมือง เลย์ อยู่ทิศเหนือของเดลี ห่างออกไปหนึ่งพันกิโลเมตร ความสูง ๒.๗ กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเลมีชื่อเสียในด้าน Kargil War 1999 เป็นสงครามภูเขา ร้อยละ ๙๕ ของประชากรเป็นมุสลิมที่เหลือนับถือพุทธนิกายทิเบต
คนไทยที่เคยไปเที่ยว รีวิวไว้ ที่นี่ รูปสวย รายละเอียดเพียบ
เช้าวันที่ ๒๗ ที่บ้านเรือของศรีนาการ์เราตื่นตีสี่ครึ่งเตรียมออกเดินทาง ตีห้าเจ้าหน้าที่โรงแรมมาตะโกนปลุก หกโมงกินอาหารเช้าเป็นข้าวต้ม มีน้ำชากาแฟและขนมปังปิ้งตามธรรมเนียมทุกเช้า เจ็ดโมงเศษๆ ก็พร้อมออกเดินทางตอนแรกไปทางเหนือผ่านหมู่บ้าน ทุ่งนา และมีต้นไม้สองข้างทางเขียวชะอุ่มผ่านท่อน้ำกระโจนจากภูเขาลงมาลอดใต้ถนน ไปลงลำธารฝั่งตรงกันข้าม เราแวะถ่ายรูปสองนาทีแล้วเดินทางต่อ ไปแวะเข้าห้องน้ำมีร้านขายผ้าอยู่ใกล้ๆมีคนต่อจาก ๑,๒๐๐ รูปีเป็น ๖๐๐ แล้วก็เลยเฮโลกันไปซื้ออีกหลายคน สาวน้อยกับผมยืนรอ ผมเร่ไปถ่ายรูปมัสยิด หนุ่มน้อยคนขายผ้าบอกว่ามัสยิดนี้อายุ ๗๐๐ ปีอยากเข้าไปชมไหม เราขอบคุณและบอกว่าต้องรีบไป แต่เจ้าของร้านใกล้ๆ ก็มาลากเราไปชมเสื้ออินเดียปักมือ ซึ่งเราไม่รู้จะซื้อไปสวมในโอกาสไหน
เดินทางต่อจนไปถึง โซนามาร์ก (Sonamarg) ราวๆ เก้าโมงครึ่งคนส่วนใหญ่ไปขี่ม้าชมวิวมี ๔ คนที่ไม่ขี่ม้า คือหมอลัดดา ดำริการเลิศ, คุณนวลอนันต์ ตันติเกตุ, สาวน้อย และผมเราชวนกันเดินขึ้นเนินไปชมวิวและถ่ายรูปมีคุณอุ้ย ธีรธัช อารีราษฎร์ หัวหน้าทัวร์เดินชมวิวและคอยช่วยเหลือพวกเรา โดยเฉพาะสาวน้อยเราได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ไม่มีฝุ่น เย็นสบายกำลังพอดี (น่าจะราวๆ ๒๐ องศา) ชมวิว และถ่ายรูปวิวเนินเขา ที่มียอดเขาที่มีหิมะคลุมเป็นฉากหลังและมองลงไปข้างล่าง ที่หุบเขามีลำธารไหลลงมาจากเขา เป็นครั้งที่สองที่ผมนึกในใจว่า อินเดียยังมีทรัพยากรน้ำที่ยังนำมาใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่โดยเฉพาะการผลิตพลังงาน
เวลาราวๆ ๑๐.๓๐ น. ก็กลับมารวมพล นั่งรถไปโรงแรม Glacier Heights เพื่อรับประทานอาหารมีไข่เจียวแบบไทยอีกแล้ว
ก่อน ๑๑.๓๐ น. เราก็ออกรถเดินทางต่อ เพื่อหลบรถบรรทุกตอนเดินทางผ่าน Sojilla Pass ที่เป็นถนนไม่ดี บางช่วงเป็นถนนดินวกวนตามไหล่เขา ยาว ๓๐ กิโลเมตร เพราะมีข้อตกลงกันว่ารถเล็กเท่านั้นที่ใช้ทางได้ก่อนเที่ยงหากเราออกก่อนเที่ยง ก็จะต้องไปผจญฝุ่นรถบรรทุก ซึ่งเราก็เจอรถบรรทุกจนได้ แต่เป็นรถบรรทุกของทหาร คนขับรถของเราขับเก่งมากแต่น่าหวาดเสียว เพราะแกขอทางแซงรถบรรทุกตรงที่น่ากลัวว่าหากถนนตรงไหล่ทางทรุด เราก็ตกเขาทั้งคันรถทันทีแกขับแบบนี้นับสิบครั้ง และบางช่วงภูเขาข้างบนเป็นดิน ลักษณะเดาว่าร่วนๆ น่าสงสัยว่าอาจถล่มลงมาเมื่อไรก็ได้
เนื่องจากถนนไม่ดี จึงมีทีมซ่อมถนนเป็นระยะๆ และบางช่วงรถต้องจอดหลีกทางให้กันการเดินทางจึงช้ามาก
ช่วงนี้คุณเปานั่งทางขวามือ ได้มีโอกาสถ่ายรูปถนนที่วนไปวนมาบนไหล่เขานับสิบชั้น สวยงามมากและบนยอดเขา มีหิมะคลุมมีกองหิมะทับถมเป็นน้ำแข็งเป็นแนวยาวตามหลืบเขาเป็นระยะๆ กว่าสิบแห่งบางช่วงลงมาถึงถนน และมีคนขอหยุดรถลงไปจับน้ำแข็งที่กำลังละลาย หมอสมศักดิ์เล่าว่าเย็นมาก และเป็นน้ำแข็งจริงๆช่วงนี้ภูเขามีต้นสนประปรายสลับกับหญ้า
ก่อนเข้าแคว้านลาดั๊กมีลานน้ำแข็งใหญ่อยู่ทางขวามือน้ำแข็งยังมีอยู่อุดมสมบูรณ์มีรถจอดข้างทางจำนวนมาก เข้าใจว่ามีบริการเล่นสกี
๙๖ กิโลเมตรก่อนถึง คาร์กิล มีป้ายต้อนรับเข้ารัฐลาดั๊กภูมิประเทศเปลี่ยนไป เป็นถนนอยู่บนไหล่เขาที่ไม่สูงมาก อย่างตอนผ่าน Sojilla Pass มีลำธารขนานไปกับถนนน้ำไหลเชี่ยว เป็นน้ำจากหิมะละลาย สีฟ้าขุ่นทำให้รู้สึกสดชื่นสองข้างทางยังมีกองหิมะ/น้ำแข็งและธารน้ำแข็ง (เดาว่าเป็นธารชั่วคราว ไม่ใช่ธารล้านปี อย่างที่เราเคยสัมผัสที่ Jungfraujorg สวิตเซอร์แลนด์) เป็นระยะๆ และอากาศสดใสไม่มีฝุ่นอย่างที่เราคุ้นมา ๓ วัน รถแล่นผ่าน High Altitude Warrior School ลักษณะเป็นแคมป์ที่มีเต็นท์เราทราบเพราะมีป้ายบอก และถ่ายรูปมาตั้งแต่ออกจากศรีนาการ์ ยิ่งใกล้พรมแดนรัฐลาดั๊ก ก็ยิ่งเห็นทหารถือปืนรักษาการณ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งกองทหาร
คณะของเราแวะถ่ายรูปวิวที่จุดหนึ่ง มีคนมาขอทาน
หลังจากนั้นก็เข้าเมืองแรกของรัฐลาดั๊ก ชื่อ Drass เป็นเมืองชายแดน รถแล่นผ่านเขตแดนอยู่ใกล้ๆมีพิพิธภัณฑ์การสู้รบกับปากีสถานเราแวะเข้าห้องน้ำ เห็นพิพิธภัณฑ์ผมก็น้ำลายหก แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นทัวร์ธรรมชาติ ไม่ใช่ทัวร์ประวัติศาสตร์
เมื่อเข้ารัฐลาดั๊ก ทีมทัวร์ต้องไปรายงานตัวที่สถานี Tourism Development Authority of Kargil การข้ามขตรัฐของอินเดียมีพิธีกรรมมากรวมทั้งบริษัททัวร์ก็ต้องเปลี่ยนชุดที่คาร์กิลทีมของศรีนาการ์กลับไป ทีมของเลย์มารับที่นี่
ถนนในเขตลาดั๊กสภาพดีรถจึงวิ่งได้เร็วแต่ก็มีบางช่วงที่ถนนไม่ดี ฝุ่นตลบสองข้างทางเป็นภูเขาหิน บางช่วงเห็นชัดว่าเป็นลาร์วาแต่ก็มีหินชะนวน ผมเห็นคนงานแซะออกเป็นชั้นๆ ดูแล้วคนไม่มีความรู้ ธรณีวิทยาอย่างผม เดาว่ามีหินหลายชนิดยิ่งใกล้คาร์กิล เนินเขาริมแม่น้ำก็เริ่มมีต้นไม้มากขึ้นๆ ส่วนใหญ่เป็นต้นเบิร์ช (birch) สูงชะลูดเห็นได้ชัดเจนว่าเป็๋นฝีมือมนุษย์ที่ทำกำแพงหินกั้นเนินเขาเป็นชั้นๆเก็บความชุ่มชื้นไว้เมื่อหิมะละลาย
ถึงคาร์กิล และเข้าโรงแรม Zojila Residency Hotel เวลาประมาณ ๑๕.๓๐ น. เราได้ห้องพัก ๒๐๑ อยู่ชั้น ๓ดีที่มีเจ้าหน้าที่ช่วยขนกระเป๋าเพราะแค่เดินขึ้นตัวเปล่าก็ต้องค่อยๆ เดิน มีคนรู้สึกปวดหัว หรือเหนื่อยเล็กๆ น้อยๆ หลายคนบอกยากว่าเพราะขึ้นที่สูงอากาศจาง หรือเพราะเหนื่อยจากการเดินทางเราขึ้นไปอาบน้ำและพักผ่อนที่ห้อง พอ ๑๗.๓๐ น. ก็ชวนกันออกไปเดินชมเมืองมีคนแนะให้เดินไปทางซ้ายของโรงแรมพบว่าเป็นอาคารห้องแถวสร้างใหม่ยังไม่เสร็จเดินไปหน่อยเดียวสาวน้อยรู้สึกไม่สบาย จึงเดินกลับโรงแรมได้ถ่ายรูปวิวเมืองนิดหน่อย
กลับไปนั่งคุยกับทีมที่เดินทางมาด้วยกันที่หลังโรงแรม ริมแม่น้ำโซจิลาตามชื่อโรงแรมอากาศเย็นสบายคุณดอร์เจย์ (Labsang Dorjay) เจ้าของบริษัททัวร์จากเลห์มารับและทักทายด้วยการเอาผลแอปริค็อตแห้งมาแจก บอกว่าเป็นผลผลิตจากต้นที่บ้านของตนเองที่เลห์คุยกันได้ความว่าเคยเป็นลามะอยู่ ๑๘ ปี ที่อินเดียใต้แล้วไปอยู่ไต้หวัน ๑๑ ปีต่อด้วยไปเป็นล่ามให้วัดทิเบตที่ลอนดอน ๒ ปี เพิ่งเปิดบริษัททัวร์ได้ ๒ วันพูดได้ ๘ ภาษาเขียนได้ ๕ ภาษา
กินอาหารเย็นแล้วกลับห้องนอน
ที่คาร์กิล คนยังเป็นมุสลิมแต่ก็มีพุทธทิเบตปนบ้างหน้าตาคนเป็นแขกปนทิเบต
วิจารณ์ พานิช
๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๙
ห้อง ๒๐๑ Hotel Holiday Ladakh, Leh, India
1 ลาก่อนแคชเมียร์ดินแดนเขียวชะอุ่ม
2 ดินแดนแห่งนาข้าว
4 มัสยิดของหมู่บ้าน อายุ ๗๐๐ ปี
5 ผ่านทิวทัศน์สวยงาม
7 ที่โซนามาร์กลูกทัวร์ ๒๓ คนขี่ม้าชมวิว
10 อาคารหลังคาเขียวคือโรงแรมที่เรากินอาหารกลางวัน
12 กองหิมะที่ทับถมเป็นน้ำแข็ง จะละลายหมดในฤดูร้อน
13 เข้าเขตรัฐลาดั๊ก ทัศนียภาพเปลี่ยนไป
14 วิวที่ Sojila Pass
15 ยิ่งใกล้คาร์กิลความเขียวชะอุ่มก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
16 ถนนเมืองคาร์กิลไม่มีทางเท้า
17 แม่น้ำโซจิลาและถนนบนไหล่เขาทางออกจากเมืองคาร์กิล
18 ล็อบบี้โรงแรมโซจิลา
19 ใกล้ๆ โรงแรม
20 ใกล้ๆ โรงแรม













