หลงทางในโอ๊คแลนด์

อ.หนึ่ง
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

และแล้วด้วยความซุกซนอยากรู้อยากลอง ศึกษาสายรถเมล์ คิดว่าทำการบ้านมาดีแล้ว นั่งรถเมล์สาย ที่คิดว่าผ่านหน้าบ้าน ปรากฏว่ามันวิ่งออกไปอีกทางหนึ่ง ผมกระโดดลงระหว่างทาง แถวย่านชุมชมที่มีร้านค้า ข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่งเห็นป้ายไฟอิเล็กทรอนิกส์บอกสายรถเมล์ สาย 879 ที่ผ่านหน้าบ้าน ใจเย็นสบายล่ะ เดี๋ยวนั่งสายนี้กลับก็ได้ ว่าแล้วก็แวะเข้าไปซื้อกีวี่ ได้สองถุง ถามคนขายว่าจะกลับ ไปแถวบ้านพัก ย่าน windsor park ไปยังไง พนักงาน ๓-๔ คนช่วยกันรุมดูแผนที่ก็ยังงงๆ ผมนึกในใจ นี่บ้านที่เราพักมันอยู่บ้านนอกหรือไงทำไมไม่มีใครรู้จัก สักพักพนักงานเรียกหัวหน้าออกมา บอกว่าหัวหน้าฉันรู้เส้นทางดี ว่าแล้วหัวหน้าหนุ่มสายเลือดอินเดียก็เอานิ้วแหวกแผนที่ในไอโฟนจนสุดแล้วส่ายหัวยึกยักทำท่าไม่แน่ใจว่าจะกลับไปได้อย่างไร ผมนึกในใจ ไม่เห็นยากแค่นั่งรถเมล์สายนี้กลับก็น่าจะได้แล้ว ว่าแล้วผมก็กระโดดขึ้นรถเมล์ สายที่ผ่านหน้าบ้าน จับพิกัดดูจีพีเอสดูเพื่อความแน่ใจ แต่ เอ๊ะ ทำไมมันวิ่งออกไปคนละทาง คนบนรถเล์มีผมกับฝรั่งสาวผมทองอีกคน นึกในใจยังมีเพื่อน พอป้ายถัดไปเพื่อนร่วมทางผมก็ลง ทิ้งให้ผมอยู่กับพนักงานขับรถเพียงลำพัง ผมรีบถามพนักงานขับรถ ตอนติดไฟแดงว่าผ่านทางที่ผมจะไปไหม พนักงานคนขับบอกว่า ตอบไม่ได้เพราะเค้ากำลังดูไฟแดงอยู่ พอได้จังหวะ เค้าก็บอกว่าผมขึ้นรถผิดทาง ต้องขึ้นอีกฝั่ง ผมมองข้างทาง จะลงตอนนี้ดูไม่ค่อยปลอดภัย แถวนี้ไม่ค่อยมีบ้านคนเลย มืดก็มืด ไปลงที่ปลายทางแล้วกัน อู่สุดท้ายมันชื่อ ลองเบย์ มันน่าจะเป็นอ่าวที่มีคนพลุกพล่าน เดี๋ยวเรานั่งสายเดิมกลับก็ได้ แต่ผคิดผิด พอรถวิ่งไปสักพัก แสงไฟเริ่มลดลง เส้นทางเริ่มมืดลงเรื่อยๆ บ้านคนเริ่มห่างๆ กัน ประมาณ ๒๐ นาที โชเฟอร์ก็บอกผมว่าถึงป้ายสุดท้ายแล้ว ผมถามว่าแล้วถ้าจะกลับเข้าเมืองต้องคอยป้ายไหน พนักงานขับรถผมยาวชี้ไปที่ป้ายตรงข้าม อัยหย๋า !!!!!! มีแต่ม้านั้งผุๆ หนึ่งตัวกับเสาไฟแสงสลัวๆ สีส้มๆ ว่าแล้วรถเล์ก็วิ่งหายเข้าหลังพุ่มไม้หายไป เอาว่ะ เป็นไงเป็นกัน นั่งรอมันตรงนี้ สุดสายแล้วมันต้องวิ่งกลับทางเดิม ผมโทรไปบอกลินดาโฮสต์ที่บ้านว่าผมนั่งรถผิด มาลงที่ลองเบย์ จะกลับไปบ้านช้าหน่อย คิดว่าอีกครึ่งชั่วโมงน่าจะถึงบ้าน ลินดาถามว่าแน่ใจรึ ผมบอกว่าไม่แน่ใจ แต่อยู่ที่ป้ายสุดท้ายของรถเมล์สายนี้ ผมขยับเอาหมวกคลุมหัวมาใส่ และรูดซิบเสื้อกันหนาวขึ้นให้สุด ลมหนาวโบกสบัดมาพาลมเย็นหนาวเหน็บเข้ามา สักพักรถเมล์วิ่งออกมา แต่มันเป็นคนละสายกับที่ผ่านหน้าบ้านผม ผมทำใจดีสู้เสือ ไม่เป็นไรรอคันต่อไป อีกสัก ๕ นาทีก็มีรถเมล์วิ่งออกมา เป็นรถคันที่ผ่านหน้าบ้านผม ผมรีบโบกมือด้วยความดีใจ แพร็บเดียวเค้าเปลี่ยนหมายเลขรถ เป็น Sorry Not a Service อัยยะ นี่กลับโดยไม่รับผู้โดยสารเลยรึ อีก 10 นาที ก็มีรถเมล์วิ่งมาอีกคัน เขียนเหมือนกัน ว่า not a service เป็นอย่างนี้อยู่ ๓ คัน อย่าล้อเล่นน่า รถเมล์เมืองเจริญจะหมดเร็วกว่าเมืองกรุงเทพได้อย่างไร นี่เพิ่ง ทุ่มครึ่งเอง สักพักหนึ่งมีผู้ชายเดินออกมาจากป่าด้านหลัง พยักหน้าให้ ผมมองในแขนเขาหนีบขวดสี่เหลี่ยมเป็นน้ำใสๆ ผมนึกเดาในใจว่าคงเป็นเหล้า แน่เลย นึกถึงสิ่งที่ลินดาเล่าว่าเดี๋ยวนี้นิวซีแลนด์ไม่ปลอดภัยเหมือนเก่า ในบางที่ มีคนติดยา หรือขี้เมา จี้ แย่งเอาเงินจากนักท่องเที่ยว ผมมองไปที่ฝรั่งคนนั้น ดูแล้วหุ่นพอๆ กัน น่าจะสู้ไหว สักพักหนึ่งดูแล้วฝรั่งน่าจะกลัวผมแย่งเหล้ามาดื่มมากกว่าที่เค้าจะกลัวผม เค้าก็เลยเดินเลี่ยงหนีหายไป ลินดาโทรมาอีกครั้งหนึ่ง ถามว่าผมอยู่ตรงไหน ผมบอกว่าผมอยู่รถเมล์ป้ายสุดท้าย ในขณะเดียวกันมีรถนิสัน มาจอดเปิดกระจกลง ผมมองไปในรถแทบจะสุดแสนดีใจลินดานั่นเองเธอขับรถมารับผม โอ้ นี่เธอซิ่งมาหรืออย่างไร มาได้รวดเร็ว จริงๆ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ถึงแม้ว่าบ้านเธอจะยู่ไกล หรือเธอจะดุผมที่ผมเอาไข่ไก่ที่เลี้ยงอย่างอิสระราคาแสนแพงของเธอไปกินสองใบ แต่ความมีน้ำใจในไมตรีจิตที่ดูแลกระเหรี่ยงอย่างผมอย่างดี นี่เองที่ทำให้ผมชอบคุย กับเธอ และอยากอยู่กับโฮสต์นี้ต่อไ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน รุจโรจน์ แก้วอุไร



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

อาจารย์เล่าได้สนุก ลุ้นดีค่ะ

เขียนเมื่อ 

ผมเคยหลงแบบอาจารย์

แต่นั่งหลับเลยป้าย

เลยเดินกลับ

5555