ตนสื่อใจดี กายรู้ใส่ใจ วาจาเข้าใจคน

ขอบพระคุณผู้เป็นตัวแทนสโมสรนักศึกษาคณะกายภาพบำบัด ม.มหิดล พร้อมอาจารย์ผู้สนใจและผู้เป็นคณะกรรมการฝ่ายกิจการนศ. รวมทั้งเจ้าหน้าที่คณะฯผู้มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองที่เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติเรื่อง Positive Communication ด้วยความสนใจยิ่งในครั้งนี้ครับผม

ผมขอสรุปบทเรียนและแบบฝึกหัดที่ใช้ตลอดการอบรมรวม 3 ชม. ดังนี้ ทำให้ทุกท่านสรุปต่อยอดจากภาพที่ผมให้ข้างล่างว่า “สรุปบทเรียนอย่างไร”


”เมื่อ Identification จาก facial expression, voice tone & body language จะทำให้เรา Pacing & Leading บทสนทนาตามแต่ State & Purpose ของบุคคลหรือหัวข้อสนทนาเพื่อให้ Match หรือเกิดภาพสะท้อนต่อกัน”


”คิดว่าเป็นการเลือกใช้ภาษาที่ถูกต้อง ทั้งภาษากายและภาษาพูด เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญทั้งคู่ และสามารถนำไปปรับผู้อื่นให้เป็นเชิงบวกให้สามารถสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจากการเลือกใช้ Facial expression ที่ไม่ปิดกลั้น เช่น ขมวดคิ้ว voice tone ไม่ดังเกินไป ไม่เร็วเกินไป Body language ไม่กอดอก เท้าเอว เป็นต้น”

”จะสื่อสารกันเริ่มด้วยการแสดงท่าทางที่เหมาะสม โทนเสียงที่เหมาะสม และคำพูดที่เหมาะสม คือ จุดประสงค์ในการพูดคุย อารมณ์ความรู้สึกของผู้ฟัง และความต้องการของทั้งเขาและเรา การจะรู้อารมณ์ความรู้สึกและความต้องการสามารถรู้และสังเกตได้จากการแสดงท่าทางของเขา วิธีพูดคุยและคิดแยกได้เป็น Introvert/Extrovert หรือแยกตามนพลักษณ์”

”การสื่อสารเชิงบวกจะต้องมาจากการเปิดใจยอมรับในสิ่งที่เหมือนหรือที่ต่าง มีเป้าหมายร่วมกัน และจะมีการนำและเชื่อมโยงไปจนถึงจุดที่ชัดเจนได้ ยอมรับ รับฟัง ตั้งใจ”

”ทำความเข้าใจในตนเองและสารที่จะสื่อให้ชัด ตรึกตรองเพื่อหาวิธีในการสื่อสารจูงใจ จุดมุ่งหมายในการสื่อสารชัดเจน คิดถึงใจเขาใจเรา การสื่อสารเชิงบวกที่ดีสามารถแสดงออกทางสีหน้า น้ำเสียง และภาษากาย”

”สร้างความรู้ความเข้าใจผู้อื่น ให้รู้ใจเขาใจเราและรู้จักการเข้าหาผู้อื่นในทางบวก การแสดงออกของคนแต่ละประเภท เข้าใจนิสัยใจคอของคนๆนั้น บางที่อาจทำให้เราเปลี่ยนทัศนคติกับคนนั้นไปในทางที่ดีขึ้นและเรียนรู้วิธีการเป็นผู้นำอย่างเป็นกลาง”

”เรียนรู้สื่อสารโดยการพยายามเข้าใจผู้ที่สนทนาด้วยโดยใช้ภาษากาย ภาษาพูด ให้เหมาะกับบุคลิกของคนๆนั้น เปิดใจและเข้าใจให้มากขึ้น”

”สีหน้า น้ำเสียง ภาษาร่างกาย บวกกับ เปิดใจ ความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ เมตตา เท่ากับการสื่อสารเชิงบวก”

”การสื่อสารโดยใช้กาย วาจา ใจ ในการสื่อสารโดยไม่มีอคติ จับประเด็นผู้พูด ฟังอย่างตั้งใจ สบตาในขณะรับฟัง และพูดกลับไปอย่างไม่มีอคติ ไม่เอาตนเองเป็นบรรทัดฐาน ใช้สุนทรียสนทนาในการสื่อถึงความรู้สึกความเข้าใจเพื่อให้ผู้ฟังเปิดใจ และสามารถเป็นกัลยาณมิตรต่อกันและกัน”

”การแสดงสีหน้า น้ำเสียง การกระทำภาษากาย เป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เรารู้ว่า คนที่เราคุยกัน เขารู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร ทำให้เราได้เข้าใจเขาและเขาก็เข้าใจเรามากยิ่งขึ้น แต่ในทางเดียวกัน เราใช้ในทางผิด ใช้ไม่เป็น อาจทำให้ผู้ที่เราสื่อสารด้วยเกิดความเครียด เกิดความขัดแย้งกันได้ เราต้องเปิดตา เปิดใจ เข้าใจเขามากขึ้น เพื่อทำให้เราและเขาอยูาร่วมกันได้อย่างมีความสุข”

”การสื่อสารเชิงบวกต้องรู้จักสังเกตพูดคุยร่าเริง แต่ก็ต้องสังเกตถึงระดับความร่าเริง เพราะถ้าเขาเศร้าหรือกังวลอยู่อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยน เลือกว่าจะฟังเขาหรือพาเขาออกมาจากอารมณ์ตรงส่วนนั้น”



”การแสดงออกทางสีหน้า น้ำเสียง ภาษากาย ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเข้าใจ บางคนไม่เข้าใจ ซึ่งก็จะส่งผลกลับมาเหมือนกระจกสะท้อน”

”สังเกตผู้จะสื่อสารด้วยก่อนว่า อารมณ์ความรู้สึกเป็นอย่างไร ควรจะคุยกันด้วยอย่างไร ใช้โทนเสียงที่เรียบง่ายไม่ดุดัน อ่อนน้อม พยายามคุยแบบไม่ไร้สาระ หรือคุยในเชิงบวก ใช้ภาษากายที่เมตตา ดูสนใจในสิ่งที่ผู้พูดกำลังสื่อสาร ใช้หน้าตาท่าทางที่เป็นมิตร สุภาพ เรียบร้อย ดูน่าเชื่อถือ รักษาควบคุมระดับโทนเสียง เรื่องที่คุย และภาษากาย แยกแยะบทบาทและภาษาของผู้พูด มีจังหวะให้คิดไตร่ตรองทบทวน สร้างแรงบันดาลใจและให้ความช่วยเหลือ”

”สังเกตได้จากสีหน้าท่าทาง การแสดงออก น้ำเสียง ทุกคนมีฐานความคิดแตกต่างกัน การเข้าหาจึงแตกต่างกัน แต่ถ้าพูดเป็น แสดงออกเป็น จะทำให้คนรับรู้สิ่งที่เราต้องการจริงๆ และเขาจะตอบกลับด้วยความจริงใจ”

”ต้องใช้สีหน้า น้ำเสียง ภาษากาย ในการสื่อสารออกมา ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล จะต้องมีการที่รู้จักกัน เปิดใจ สื่อถึงกัน เป็นพื้นฐาน แล้วก็ต้องมีอารมณ์สื่อสารออกมา อาจจะต้องให้เวลาในการดึงความคิดตาม”

”ใช้การแสดงออกช่วยเสริมความเข้าใจ คือ การแสดงออกทางสีหน้า การออกทางภาษากาย เช่น การวาดมือ การชี้นิ้่วออก และโทนเสียง ซึ่งทั้ง 3 องค์ประกอบนี้ เราต้องปรับใช้ให้เข้ากับบุคคลที่เราพูดคุยด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการพูดคุยมากที่สุด”

”การสื่อสารเชิงบวกต้องรู้จริต จับเท็จ รู้จักแสดงท่าทาง สร้าง First impression โดยต้องรู้คุณลักษณะว่าคนที่เราไปคุยอยู่ในลักษณะใด และต้องใช้หลักคำพูดความต้องการ ขอบคุณ ขอโทษ ซึ่งการจะสื่อสารนั้นต้องมาจากภาษากาย โทนเสียง เป็นส่วนใหญ่”

”เราต้องเข้าใจตัวตนของเราหรือสิ่งที่ต้องการสื่อสาร จากนั้นนำเข้าสู่การสื่อสารโดยเราอาศัยภาษากาย น้ำเสียง การแสดงสีหน้า ที่ชัดเจน และมีความหมาย ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน การสื่อสารเชิงบวกอาศัยการเชื่อมโยงของทั้งสองฝ่ายเพื่อการสื่อสารที่สมบูรณ์ เราต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีอารมณ์ร่วมไปด้วยกัน”

”การสังเกตและการเรียนรู้พฤติกรรมของคู่สนทนา และทำตามเพื่อให้เข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อเข้าใจเราจะเปิดใจให้คนอื่นได้มากขึ้น เมื่อเราเปิดใจ อีกฝ่ายก็จะเปิดใจด้วย จากนั้นมีการสร้างเป้าหมาย ชักนำให้เข้าใจเราและใช้ท่าทาง สีหน้า น้ำเสียง ให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจที่จะคุยกับเรา”

”ต้องดูอาการของผู้สนทนา แล้ววิเคราะห์พฤติกรรมของผู้สนทนาว่าอยู่ในสภาวะใด เราควรปรับสีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง การพูดเพื่อให้เข้ากับสภาวะของผู้สนทนา”

”การสื่อสารอย่างมีคุณภาพที่ประกอบด้วย ภาษากาย น้ำเสียง คำพูด ซึ่งการสื่อสารออกไปนั้น ต้องสื่อความหมายที่เราต้องการสื่อออกไปได้ ตรงประเด็น โดยที่ตัวเรานั้นกลั่นกรองคำพูดออกไป นอกจากนี้ยังต้องสังเกผู้ฟังด้วยว่าเขาเหมาะแก่การรับสารแบบไหน ควรจะใช้คำพูดที่เหมาะแก่เขา”

”ต้องเริ่มสบตา เลียนแบบท่าทาง เรียนรู้ความต้องการของเขา ในการสื่อสาร ใช้การแสดงออกของภาษากาย สีหน้า การใช้นำ้เสียง แค่ภาษากายก็สามารถสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้ ใช้เสียงและภาษาพูดเข้ามาเสริม”



”สบตาคู่สนทนา ภาษากาย ท่าทาง สีหน้า และโทนเสียง ควรปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และบุคคลที่เป็นคู่สนทนา ก่อนจะพูดควรคิดก่อนว่า คู่สนทนานั้นเป็นบุคคลประเภทใด เพื่อที่จะสามารถเลือกวิธีการสนทนาให้ราบรื่นและเข้าใจอารมณ์กันได้ดีทั้งสองฝ่าย ใช้ความจริงใจเข้าหากัน”

”จะต้องมีการแสดงออกทั้งภาษากายและภาษาพูดไปในทางบวก เช่น ยิ้มแย้ม แจ่มใส ท่าทางเป็นมิตร เนื้อหาที่แสดงออกมาต้องแสดงออกมาในทัศนคติเชิงบวก แสดงให้เห็นข้อดีของสิ่งนั้นๆ มีจุดประสงค์ชัดเจนที่กล่าวไปในเชิงบวก ไม่กลับไปกลับมา”

”ต้องอาศัยวิธีการสื่อสารที่ดี คือ การแสดงออกทางสีหน้า ท่าทางของร่างกาย และระดับของเสียง เพราะสามสิ่งนี้ จะแสดงออกถึงความคิดจริงๆของเรา ผู้รับสารก็มีหลายแบบ ต้องใช้การสังเกตว่า ทำแบบไหนเขาจะเข้าใจได้ดีกว่า และเราต้องแสดงถึงความต้องการที่แท้จริง”

”มีความคิดเป็นระบบ มีการสะท้อนความคิดของแต่ละบุคคล มีผลสรุปที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้ การสื่อสารเชิงบวกสามารถแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง ฯลฯ”

”เราจำเป็นที่จะต้องรู้เขารู้เรา รู้ว่าเขาเป็นยังงัย จึงคิดถึงวิธีว่า เราจะสื่อสารแบบไหนให้เหมาะสมกับผู้ที่เราจะสื่อสารด้วยโดยดูทั้งภาษาที่ใช้ การแสดงออก การใช้อารมณ์ ความรู้สึก เพื่อสร้างสัมพันธภาพในการสื่อสารให้บรรลุเป้าหมายที่เราต้องการ”

”ใบหน้า ยิ้มแย้ม เสียงนุ่มนวล ภาษากายเป็นมิตร ภาษาใช้คำเชิงบวก”

”ต้องรู้จักการเข้าหาคนแต่ละแบบ โดยวิธีเข้าหาก็อาจจะต่างกันเพราะคนมีหลายแบบ การเข้าหาส่วนใหญ่ยิ้มแย้ม แสดงอารมณ์เชิงบวก ทัศนคติเชิงบวก ภาษากายที่เป็นมิิตร ภาษาที่ทำให้ผู้ที่สนทนาด้วยฟังแล้วรู้สึกปลอดภัย”

”ความจริงเพื่อประกอบด้วยหลายขั้นตอนที่ต่อเนื่องกันโดยเริ่มแรก ประเมินผู้ที่สัมพันธ์กับเรา การปรับอารมณ์และภาษากาย เพื่อให้สื่อสารสัมพันธ์มากขึ้น โดยบางครั้งไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดเพียงอย่างเดียว อาจใช้ภาษากาย อารมณ์สีหน้า หรือแววตา จนถึงการหายใจ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเปิดช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในการสื่อสารได้มากยิ่งขึ้น”

”ใช้น้ำเสียง ท่าทาง คำพูด ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เหตุการณ์ และตัวบุคคล โดยผ่านกระบวนการไตร่ตรอง ค้นหา สังเกต มีการวางแผน ใช้เหตุผล ทั้งหมดนี้ก็เพื่อนถ่ายทอดให้เกิดความเข้าใจและเจตนาทั้งในการชื่นชม แนะนำ ตักเตือน สะท้อนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น”

”ลักษณะท่าทางที่แสดงออกมาทั้งทางสีหย้า แววตา ภาษากาย โทนเสียงที่ใช้ โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ ที่เผชิญอยู่ วิเคราะห์เหตุการณ์ จัดประสงค์ที่จะสื่อ แล้วเลือกใช้ลักษณะต่างๆในการสื่อสารให้เหมาะมสม เข้าใจความรู้สึกผู้ที่เราสื่อสารด้วย”

”ใช้น้ำเสียงที่เหมาะสม ไม่ขู่ตะคอก ใช้ภาษากายช่วยในการสื่อสาร แสดงสีหน้าออกมาอย่างเหมาะสม รู้จักควบคุมอารมณ์ เชื่อมโยงถึงกันโดยใช้ตามองกัน ใช้คำที่เหมาะสมประกอบกับความรู้สึก คิดก่อนที่จะพูด”

”การแสดงท่าทีอาการต่างๆ น้ำเสียง ภาษากายทุกอย่างต้องทำให้คนที่เราสื่อสารเปิดในได้อย่างถูกต้อง โดยสดงให้เห็นถึงจุดประสงค์ที่เราต้องการจะส่งและต้องดูปฏิกิริยาตอบรับจากผู้รับสารว่า เข้าใจสารของเราหรือไม่ โดยการสื่อสารแต่ละอย่างจะมีลักษณะน้ำเสียงแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่ง”

ทำให้เห็นกลุ่มเล็กๆ จะเป็นกลุ่ม Introvert หรือมีความคิดนามธรรมสูงภายในใจให้สื่อสารออกมาได้ไม่ชัดเจน เช่น การจัดกลุ่มแข่งขันไตรกีฬาของสัตว์บก สัตว์น้ำ และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ประมาณ 4 กลุ่มๆ ละ 5 คน ของผู้เข้าร่วมอบรมทั้งหมด อีกกลุ่ม Extrovert หรือมีความคิดรูปธรรมภายในใจให้สื่อสารออกมาได้รวดเร็วแต่ไม่ชัดเจน เช่น การหนีเสือปะจระเข้แล้วแปลงร่างเป็นสัตว์อื่นๆ ประมาณ 3 กลุ่ม และอีก 3 กลุ่ม ที่มีทั้งสองแบบ แต่จะสื่อสารสร้างสรรค์แบบสัมพันธ์กันมากหรือน้อย เช่น ร้อยเรียงเรื่องเล่าการไปชมสัตว์ข้างล่างในสวนสัตว์ จะอยู่ที่ประสบการณ์การเรียนรู้ทักษะการสื่อสารเชิงบวกมาตั้งแต่ 0-14 ปี ตามหลักจิตวิทยาการพัฒนาปมอารมณ์ภายในจิตสังคมของแต่ละรายบุคคลและครอบครัว
ความสำคัญของการฝึกทักษะการสื่อสารเชิงบวก คือ รู้ภาษากายให้ถ่องแท้เพื่ออ่านใจตนและคนอื่นๆ ด้วยความใส่ใจในความต้องการพื้นฐานแรงจูงใจ (ความรัก ความอยู่รอด ความหิว ความง่วง ฯลฯ) ของแต่ละราย และเรียนรู้ที่จะรับฟังแบบเปิดใจแห่งกัลยาณมิตร ด้วยการสบตาไว้ใจและการเลียบแบบท่าทางให้มั่นใจในภาษาอารมณ์ของคู่สนทนา



ต่อมาก็ได้มาฝึกหัดภาษากายและอารมณ์คุณค่า แต่ทำให้ผมเห็นว่า ทั้งกลุ่มนศ.กับกลุ่มอจ.กับจนท.ที่มีช่องว่างระหว่างวัยกับประสบการณ์คุณค่าสะสมแห่งความสำเร็จในชีวิตที่กำลังดำเนินอยู่ทุกขณะมีความแตกต่างเหลือเกิน ทำให้ความรู้ความเข้าใจและความกล้าที่จะพัฒนาตนเองด้วยการเข้าร่วมเรียนรู้แบบลงมือกระทำได้ไม่เต็มศักยภาพ คงต้องชวนให้ผมกลับไปขบคิดถึงการจัดกิจกรรมที่ร่วมพลังต่างช่วงวัยให้มีความเชื่อมโยงพลังกายวาจาใจมากขึ้นกว่านี้






บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดชีวิต



ความเห็น (1)

ขอบพระคุณมากครับพี่โอ๋