มีหลายคนต้องการที่จะเป็นเจ้าของกิจการ แต่เมื่อพอลงมือก่อร้างสร้างกิจการของตัวเองขึ้นมาในระยะแรกๆ ก็ดูว่าจะขมีขมันทำงาน มีปัญหาหรืออุปสรรคใดเข้ามาก็แก้ปัญหาอย่างไม่ย่อท้อ แต่เมื่อพอระยะหนึ่งหลายคนก็เริ่มล้า ไฟที่เคยลุกโชนในตอนแรกกลับค่อยๆ มอดลง ในบางคนนั้นดูเหมือนจะดับสนิทลงเลยที่เดียว ที่เหลือก็มักจะหาข้อแก้ตัวให้กับตัวเองว่า กิจการที่ทำมีปัญหามากมาย บางครั้งปัญหาเหล่านั้นเราก็แก้ไขไม่ได้ ไม่มีเวลาดูแล หรือทำงานหนักแต่กลับมีรายได้เข้ามาน้อยเหลือเกิน คนที่มีทางเลือกก็หันกลับไปทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน ส่วนบางคนก็ล้มเลิกกิจการเสียแล้วก็เริ่มงานที่สนใจใหม่

ผมอยากจะให้คำแนะนำกับผู้ที่เริ่มต้นกิจการใหม่ๆ นะครับคือ ท่านต้องแน่ใจเสียก่อนที่ท่านจะเริ่มเป็นผู้ประกอบการว่างานที่ท่านกำลังจะทำนั้นเป็นงานที่ท่านรู้สึกรัก และต้องการหาเลี้ยงชีวิตจากอาชีพเหล่านั้น อย่าหลงประเด็นว่างานที่ทำนั้นเป็นโอกาสใหญ่ หากไม่ฉวยไว้ก็คงไม่มีโอกาสอีกทั้งๆ ที่โอกาสที่ท่านเห็นนั้นไม่ใช่งานที่ท่านรักที่จะทำก็ตาม ผมเห็นตัวอย่างแบบนี้ที่ท้ายที่สุดแล้วล้มเหลวมาก็มากพอดูครับ ดังนั้นอย่าเพียงมองว่าโอกาสเป็นสิ่งที่ทำให้เราหาเงินหาทองได้เยอะเพราะ

1. มันไม่จริงเสมอไปหรอกครับว่าโอกาสใหญ่ๆ ที่ท่านหยิบคว้าเอาไว้ จะสามารถทำเงินได้มากมายอย่างที่ท่านคิด
2.
โอกาสไม่อยู่กับท่านตลอดไปหรอกครับ การเป็นผู้ประกอบการที่ประสบผลสำเร็จนั้น ข่าวดีคือท่านสามารถหยิบฉวยโอกาสนั้นได้ แต่ข่าวร้ายคือโอกาสไม่อยู่กับท่านตลอดไปแน่นอน ท่านต่างหากที่ต้องเป็นคนสร้างโอกาสและรักษาสิ่งเหล่านี้ให้อยู่กับตัวท่านเองให้นานที่สุดในยามที่ท่านกระโดดลงไปทำกิจการแล้ว
3.
การดำรงรักษากิจการที่ได้มาจากโอกาสที่ท่านหยิบคว้าไว้มาไว้นั้น ต้องอาศัยความรักในงานที่ทำและต้องมีฝีมือครับ ถ้าไม่ฝึกปรือ หรือไม่รักในงานที่ทำ ก่อนทำลองตัดสินใจดูอีกทีนะครับ

บางครั้งท่านที่อ่านข้อเตือนใจที่ผมเขียนอาจจะยังไม่รู้ซึ้งหรือเข้าใจดีหรอกครับ หรืออ่านๆ ไปก็เห็นมุมมองใหม่ๆ ก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกันแต่ยังไม่เชื่อหรอก หลายท่านที่กำลังหลงไหลอยู่กับโอกาสที่เข้ามาอาจจะไม่คิดแบบเดียวกับผมแน่ แต่ท่านที่ผ่านจุดของการฉวยโอกาสไปแล้วอาจจะเห็นด้วยกับผมว่า มันไม่ง่ายอย่างที่คิดใช่ไหมครับ ข้อสำคัญถ้าท่านไม่รักในสิ่งที่ท่านกำลังทำ กิจการนั้นก็ไปได้ไม่ไกลหรอกครับ ผู้ประกอบการที่ประสบผลสำเร็จนั้นส่วนมากที่ผมเห็นว่าเขาสามารถดำรงรักษากิจการได้มาตลอดรอดฝั่งและยังสามารถขยายกิจการได้จะเป็นผู้รักในงานที่พวกเขาทำจริงๆ พวกนี้ไม่เคยบ่นว่าเลยเวลาทำงานแล้ว หรือไม่ยอมรับโทรศัพท์หรือพูดคุยเรื่องงานหลังเวลาเลิกงานปกติของพวกมนุษย์เงินเดือน ตลอดเวลาที่พวกเขาไปเที่ยว ช๊อปปิ้ง ทานอาหาร หรือนั่งเล่น ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จะคอยสังเกต หรือคิดอยู่โดยตลอดครับว่าสิ่งที่เขาเห็น ได้ยิน หรือ ได้รับคำบอกเล่านั้นจะนำไปปรับใช้ในกิจการของพวกเขาได้อย่างไร ไม่น่าเชื่อนะครับคนจำพวกนี้นั้นก็มีอยู่ในโลกด้วยหรือ แต่เชื่อผมเถอะครับว่ามีอยู่จริงและมีอยู่มากเสียด้วย โดยเฉพาะกลุ่มของผู้ประกอบการครับ

ผมเคยได้พูดคุยกับเจ้าของโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งเรื่องการจัดการศึกษาให้กับเด็กในยุคสมัยใหม่ เจ้าของโรงเรียนท่านนี้เป็นเจ้าของรุ่นที่สองที่สืบทอดกิจการโรงเรียนอนุบาลมาจากคุณแม่ของเขา อันที่จริงแล้วเธอเป็นคนที่เรียนหนังสือเก่งมาก แต่ก็ไม่ได้จบสายวิชาชีพครูมาโดยตรง เรียนมาทางการบัญชีและการตลาด เมื่อคุยกับคุณครูท่านนี้หลายๆ ครั้งพบว่าหลังจากจบการศึกษาด้านการบัญชีและการตลาด เธอก็ได้ไศึกษาต่อต่างประเทศทางด้าน MBA และจบกลับมา จากนั้นก็เข้าทำงานในบริษัทการเงินแห่งหนึ่งเป็นเวลา 4 ปีก่อนที่จะลาออกมาเพื่อช่วยสานต่อกิจการที่บ้านคือโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ สิ่งที่ฉายแววของการเป็นเจ้าของกิจการที่ดีในตัวของเจ้าของท่านนี้คือ เธอเป็นคนรักเด็กและแสวงหาความรู้เรื่องการพัฒนาการเรียนการสอนที่จะทำให้เด็กมีความเฉลียวฉลาดรู้จักคิดอยู่ตลอดเวลาครับ ผมถาเธอว่าทำไมถึงไม่ทำงานในบริษัทการเงินต่อหลังจากทำมาได้ถึง 4 ปี เธอก็บอกว่าอันที่จริงแล้วสถาบันการเงินที่เธอทำอยู่นั้นเป็นสถาบันการเงินที่ดีและหน้าที่ของเธอก็ดูจะมั่นคงถ้าอยู่กับบริษัทนี้ต่อไป แต่ที่เธอกลับมาช่วยที่บ้านบริหารโรงเรียนนั้นเพราะเธอมีความรู้สึกลึกๆ ข้างในว่าเธอต้องการที่จะสอนหนังสือ เด็ก ได้อยู่และได้ดูแลเด็ก แต่เธอก็พยายามจะบอกตัวเองมาตลอดว่าความรู้สึกเหล่านั้นที่เกิดขึ้นนั้น ไม่น่าใช่ความต้องการที่จริงของเธอหรอก ในท้ายที่สุดแล้วเธอก็หนีความจริงในใจตัวเองไปไม่พ้น คือต้องขอลาออกจากงานและกลับมาบริหารโรงเรียนอนุบาลที่เธอรัก

ตลอดเวลาที่เราพูดคุยกัน คุณครูท่านนี้ก็จะสอบถามผมอยู่เรื่อยๆ ว่าผมมีวิธีการสอนลูกศิษย์ของผมอย่างไร มีวิธีการอะไรที่แปลกแตกต่างไปจากการสอนทั่วๆ ไปหรือวิธีการสอนที่ผมใช้สอนนิสิตอยู่นั้นสามารถนำไปปรับใช้ในการสอนกับเด็กได้หรือไม่อย่างไร และในความคิดเห็นของผมนั้นควรจะใช้วิธีไหนในการจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กได้ดียิ่งขึ้น เรานั่งสนทนากันหลายครั้งครับ ที่น่าสนใจคือเธอไม่ได้เอาแต่ถาม แต่คำตอบที่เธอได้รับไปนั้น เธอก็นำกลับไปลองใช้อยู่โดยตลอดและนำผลก็การทดลองใช้มาเล่าให้ผมฟัง ซึ่งบางอย่างก็ดีและเหมาะสำหรับเด็ก บางอย่างก็ยังไม่เหมาะสมสำหรับเด็กเล็กแต่ใช้ได้ผลกับเด็กที่โตแล้ว

ข้อดีของเธอคือ เธอไม่เคยบ่นให้ผมฟังเลยครับว่าเธอเหนื่อยกับการทำแบบนี้ ทุกครั้งที่เราคุยกันเธอจะดูเหมือนอยากรู้มากขึ้นเรื่อยๆ และเธอก็อ่านหนังสือ ตำรับตำราทางการศึกษาของเด็กมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย สิ่งนี้เป็นคุณลักษณะที่ผมอยากนำมาแลกเปลี่ยนให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันครับ เพราะเป็นคุณลักษณะที่ผมพบในผู้ที่ทำงานที่ตนเองรัก มากที่จะทำงานในลักษณะที่คิดแค่ว่าต้องทำ เพราะเมื่อท่านรักในสิ่งที่ท่านทำแล้ว คำว่า ไม่มีเวลา นั้นผมคิดว่าไม่มีในพจนานุกรมของเธออย่างแน่นอนครับ เพราะถ้าท่านทำในสิ่งที่ตัวเองรักแล้วเวลานั้นท่านจะหาให้มีได้เสมอครับ และนั่นเป็นการเรียนรู้ที่ผมคิดว่าคุ้มค่ามากจากการที่ได้คุยกับเจ้าของกิจการท่านนี้ครับ

บุริม โอทกานนท์
6
พฤศจิกายน 2549