สารคดีบุคคล

อดีดทหารรับจ่าง


ชีวิติ…ต้องดิ้นรนด้วยความจน ต้องทำให้จากลูกจากเมีย เข้ามารับใช้ชาติในต่างแดนท่ามกลางสงคราม และคิดในใจอยู่เสอมว่าเรามาหาเงินไปจุนเจือครอบครัว เราไม่ได้มาฆ่าใคร และความซื่อสัตว์ต่อเพื่อนทหารและนายทุกคน ในระยะเวลา2ปี จึงทำให้ “สมบูรณ์ ข่าขันมาลี” ได้รับเลื่อนขั้นขึ้นไปเป็นสารวัตรทหารระดับสูง ถึงแม้จะเป็นแค่นายทหารรับจ้าง

“นายสมบูรณ์ ข่าขันมาลี” เป็นชาวจังหวัดชัยภูมิโดยกำเนิด บ้านเกิดอยู่ที่ ตำบลโนนคูณ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ เป็นบุตรคนที่2 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด3คน ปัจจุบันอายุ64ปี ตอนนี้สุขภาพแข็งแรงดี ย้อนไปในวัยที่ต้องสู้ความลำบากที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัว จนลูกเติบโตและมีงานทำที่ดีทุกคน จนทำให้ลูกๆหันมาดูแลผู้เป็นพ่อเพราะไม่อยากให้พ่อเหนื่อยเหมือนเดิม “นายสมบูรณ์” ได้เล่าย้อนอดีตในวัยที่ต้องลำบาก “ชีวิตนี้ไม่มีถอย” ว่า

“ในตอนนั้นผมเป็นเสาหลักของครอบครัว ผมจำได้ว่า ครอบครัวผมในตอนนั้นลำบากมาก ลูกคนที่3 ก็อายุแค่ 1ขวบ ในตอนนั้นผมทำงานทุกอย่าง มีงานอะไรทำหมดว่าแต่เป็นงานที่สุจริตและได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว และไม่นานก็ได้มีเพื่อนมาชวนไปสมัคเป็นทหารรับจ้าง แต่ว่ากรมทหารที่รับสมัครเขารับแต่คนที่เคยเป็นทหารมาก่อน ผมเลยต้องเอาใบทหารของพี่ชายที่ชื่อ “ทอง” ไปสมัคร ในตอนนั้นกรมทหารที่รับสมัครอยู่ที่ จังหวัดขอนแก่น ต้องการทหารเป็นจำนวนมาก เพราะจะส่งไปเสริมกองกำลังอยู่ที่ประเทศลาว ซึ่งในตอนนั้นได้เกิดสงครามลาวกับเวียดนาม ในปี พ.ศ.2514 ผมจึงตัสสินใจไปสมัครกับเพื่อน6คน โดยเอาใบทหารของพี่ชายมาสวมตังเองไป พอผมสมัครเสร็จทางกรมทหารก็ได้นัดอีก15วัน ว่าให้ไปเตรียมตัวมาใหม่ โดยไม่ให้เอาอะไรไปด้วยนอกจาก เสื้อผ้า 2-3 ชุด จนมาถึงวันผมก็เดินทางไปกรมทหารที่ ขอนแก่น ทันทีพร้อมกับเพื่อนที่ไปสมัครด้วยกัน 6คน”

หลังจากที่ “นายสมบูรณ์” ได้เดินทางไปเป็นทหารรับจ้าง ก็ถูกส่งตัวไปฝึกอยู่ที่ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเวลา 2เดือน ทันที ร่วมกับเพื่อนทหารนับหลายร้อยคน จนฝึกถึงระยะเวลาที่กำหนดก็ได้ถูกส่งตัวไปประเทศลาวทันที เพื่อไปสนับสนุนกับกองทับทหารประเทศลาว

“นายสมบูรณ์” ได้เล่าย้อนอดีตต่ออีกว่า ผมขึ้นเครื่องอยู่ที่สนามบินกาญจนบุรี ไปลงที่สนามบินในประเทศลาว คนในประเทศลาวเรียกกันว่า สนามบินลองแก่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทับทหารด้วย ล้อมรอบไปด้วยภูเขาที่เต็มไปด้วยหมู่บ้านชาวแม้ว พอไปถึงเขาก็ให้พักอยู่ใน “ลองแก่ง” รอรับคำสั่งที่จะไปอยู่แนวชายแดนบนหลังเขา ภูเขาที่จะไปอยู่ชื่อว่า ภูเขาภูเซอร์ พอเดินทางไปถึงชายแดน ทหารบางคนก็นั่งน้ำตาซึมคิดถึงบ้านขึ้นมาทันที เพราะทั้งวันทั้งคือได้ยินแต่เสียงระเบิดเสียงปืนเป็นระยะ เพราะทหารทั้งสองฝ่ายยิงปะทะกันไปมา แต่ผมก็คิดอยู่ในใจตลอดว่า บ้านเราจน เราออกบ้านเพื่อมาหาเงิน เราไม่ได้มาฆ่าใคร ในแต่ละวันผมก็นอนอยู่ในหลุมหลบภัยที่สร้างขึ้นเองอยู่ในป่า กลางวันก็ออกเดินล่าตระเวนตามแนวชายแดน ต้นไม้ที่อยู่ในป่าล้มทับกันไปมา ส่วนต้นที่ยังไม่ล้มเต็มไปด้วยรอยกระสุนปืน ผมเป็นคนขยันอยู่แล้วจึงค่อยช่วยเหลือเพื่อนและผู้พันที่เป็นหัวหน้ากองร้อง อยู่ตลอด”

นายสมบูรณ์ ได้เล่าถึงการใช้ชีวิตครั้งแรง เมื่อได้ไปสัมผัสการใช้ชีวิตอยู่กลางป่าตามสันภูเขาท่ามกลางสงคราม

นายสมบูรณ์เล่าต่อไปอีกว่า “อยู่อีกไม่นานก็ถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีอย่างหนัก จนฐานที่ตั้งที่อยู่บนภูเขาแตก ทำให้มีทหารตายนับ สิบนายจากการทิ้งระเบิด และตอนนั้นนับว่าเป็นโชคดีหรือ โชคร้ายของผม ซึ่งเขาตรวจสอบพบว่าทหารที่เสียชีวิตไป มีคนหนึ่งซึ่งแอบอ้างชื่อผู้อื่นมาสมัคเป็นทหาร ทำให้ทางกลมทหาร เขาสั่งตรวจสอบ ทหารที่มีชีวิตอยู่ ว่าใครแอบอ้างชื่อคนอื่นมาสมัคบ้าง ผมก็เลยยอมรับความจริงกับ ผู้พลไปว่า แอบอ้างชื่อพี่ชายมา หลังจากนั้นผมก็ได้ถูกส่งกลับ จากแนวชายแดน ลงมาที่ค่ายพักทหาร ลองแก่ง ผมเดินทางมาถึงค่ายพักทหารก็ได้พบกับ “นายพลลำปาว” ซึ่งเคยฝึกผมตอนที่ฝึกทหารใหม่อยู่ จังหวัดกาญจนบุรี เขาก็ได้บอกกับผมว่า “ข้าไม่ให้เองไป เพราะเองเป็นคนดีขยัน มีใจกล้าหายไม่กลัวตาย” หลังจากนั้นผมก็ถูกย้ายมาประจำการอยู่ที่ ค่ายพักทหาร ลองแก่ง โดยท่านนายพลไม่ให้ตัวผมขึ้นไปรบ อยู่กับเพื่อนบนแนวชายแดนอีก”

หลักจากที่นายสมบูรณ์ลงมาจากแนวชายแดน เพื่อถูกตรวจสอบว่าจะได้ถูกส่งตัวกลับบ้าน แต่กลับถูกคำสั่ง ให้มาอารักขาทหารชั้นผู้ใหญ่ เพราะตัวเขาเองไม่ได้อย่ากลับบ้านไปตอนนี้เลย นับว่าเป็นผลดี กับการซื่อสัจและได้ทำดีมาตลอด จนทำให้มีผู้ใหญ่รักใคร่ สมบูรณ์ลงมาอยู่ค่ายพักทหารลองแก่ง ได้ไม่นาน ก็ถูกเลื่อนยศ จากทหารอารักขาไปเป็นสารวัตรทหาร ซึ่งมียศสู้ขึ้นกว่าแต่ก่อน และได้รับคำสั่งให้ไปคุ่มทหารที่เข้ามาใหม่ในค่าย จนครบตามสัญญาที่กำหนด ในการมาเป็นทหารรับจ่าง หรือทหารพราน ซึ่งเป็นเวลาสองปีเต็ม

“ตอนนั้นผมเองก็คิดว่า เราเป็นแค่ทหารรับจ่างค่าแรงวันละ 50 บาท ผมไม่ได้คิดว่า ตัวเองจะได้มาเป็นสารวัตรทหารขนาดนี้ อยู่มาช่วงหนึ่งผมถูกสั่งให้ ขึ้นเครื่องบิน ไปรับศพทหารที่โดนยิงด้วยระเบิดปืนใหญ่ บนแนวชายแดน ที่มีทหารทั้งสองฝ่าย กำลังปะกันอย่างดุเดือด ช่วงที่ผมกำลังอุ้มศพเพื่อนทหาร ขึ้นเครื่องบิน ตอนนั้นลูกระเบิดมาจากไหนก็ไม่รู้ “ B52”แต่ยังดีที่ช่วงนั้นผมยืนอยู่ในหลุ่มหลบภัย เพื่อนก็วิ่งหนีกันทัน ตอนนั้นผมคิดในใจว่ายังไงก็ไม่รอด เพราะลูกระเบิด แตกอยู่ใกล้ผมมาก เสียงดังจนหูดับ รู้สึกตัวอีกที ผมไม่เป็นอะไรเลย มีแต่เศษดินเต็มตัวไปหมด ในขณะนั้น ค่ายที่อยู่บนแนวชายแดน ถูกโจมตีเป็นครั้งที่สอง ทำให้ทหารหนีเอาตัวรอดลงไปจากแนวชายแดน ไปยังค่ายพักทหารที่อยู่ลองแก่ง จากแนวชายแดงลงไปถึงลองแก่ง ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร ซึ่งต้องเดินข้ามภูเขาสองลูก ในตอนนั้นเพื่อนที่ไปถึงค่ายใหญ่ก่อน ก็บอกกันว่า “ พลทหารทองตายแล้ว” ในกลมทหานผมได้ฉายาว่า “ทอง” หลักนั้นผมก็ทั้งเดินทั้งตามเพื่อนลงไปที่ค่ายลองแก่ง ช่วงนั้นเป็นเวลากลางคืน กว่าผมจะเดินลงมาถึงค่ายใหญ่ก็ปาไปเกิบเที่ยงคืน ซึ่งทุกคนในค่ายต่างก็ตกใจเพราะนึกว่าผมตายแล้ว

พอผมลงมาอยู่ค่ายใหญ่ได้ไม่นานทางกลมทหาร ก็ได้มีคำสั่งว่าทหารท่านได ต้องการกลับบ้านเพราะในตอนนั้นสถานการณ์ ในแนวชายแดนเริ่มดีขึ้น ผมจึงขอตัวกลับบ้านพร้อมกับเพื่อนที่มาด้วยกัน 4 คน จากทั้งหมด 6 คนเพราะอีกสองคนได้เสียชีวิต อยู่ในแดนส่งครามไปแล้ว”

ด้วยความดีและความซื่อสัจจึงทำให้ “ นายสมบูรณ์” ได้เลือนระดับขึ้นมาเป็นสารวัตรทหารและด้วยคติประจำที่ว่า “ผมจนผมมาหาเงินไม่ได้มาฆ่าใคร” นายสมบูรณ์จึงมีชีวิตรอดเดินทางกลับบ้านไปหาครอบครัวที่ชัยภูมิอย่างปลอดภัย


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน รายวิชาพัฒนานิสิต



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

เป็นเรื่องน่าสนใจมากครับ เป็น "บุคคลสำคัญในชุมชน" ประเด็นนี้ก็เหมือนเครื่องมือศึกษาชุมชนที่เราศึกษาผ่านประสบการณ์ชีวิตของคนสำคัญ หรือ "คนตำนาน" ของชุมชนนั้นๆ

เป็นเรื่องที่นิสิตเขียน/สัมภาษณ์เอง เหรอครับ หรือสืบค้นมาเผยแพร่