กีฬาสีโรงเรียนนกฮูกครั้งที่เท่าไหร่

น้องจ้าบอกว่า อยากอ่านเรื่องกีฬาสีโรงเรียนนกฮูกที่พ่อเขียนอีก

เป็นโจทย์ที่ยากมากที่อยากให้พ่อเขียนเรื่องนี้ เพราะพ่อเขียนเรื่องกีฬาโรงเรียนของลูกติดต่อกันมานานหลายปี จนไม่รู้ว่าจะมีมุมไหนให้พ่อได้เขียนอีก พ่อมาร่วมงานกับลูกตั้งแต่พี่แป้งอยู่ชั้นประถม ตั้งแต่ลูกยังไม่ได้เข้าเรียนด้วยซ้ำ แต่พ่อยังจำเหตุการณ์ในปีต่างๆได้จนเกือบหมด ประหนึ่งว่าเหตุการณ์ต่างๆนั้นมันฝังอยู่ในชิ๊ปและถูกเรียกออกมาดูได้ตลอดเวลา

พ่อยังคงจำวันที่น้องจ้ารวนป่วนไปทั้งบ้าน ไม่ยอมอาบน้ำแต่งตัว จึงถูกพ่อทิ้งออกไปส่งพี่แป้งก่อน ปล่อยให้จ้าร้องไห้ตามเสียงดังลั่นบ้าน แล้วลูกค่อยมาพร้อมแม่ในช่วงสาย ยิ้มแก้มป่องเหมือนไม่ได้เกิดอะไรขึ้น พ่อยังจำวันที่พี่แป้งมาบอกด้วยความดีใจว่าได้รับเลือกจากรุ่นพี่ให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ และพยายามฝึกซ้อมการเป็นผู้นำเชียร์ตูดสั่นไปสั่นมาโดยมีน้องจ้าเป็นคนนั่งมองอย่างตั้งใจ และมันก็เป็นความฝันของน้องจ้าที่จะเป็นลีดเดอร์อีกคนหนึ่ง พ่อได้เห็นวัฒนธรรมการเชียร์ของนักเรียนโรงเรียนนี้ นั่นคือการที่ลีดเดอร์นำเชียร์ไปด้วย เต้นไปด้วย ตะโกนร้องเพลงอย่างสุดใจขาดดิ้น ในขณะที่กองเชียร์นั่งเล่น นั่งคุย ไปนั่งกับอีกสีหนึ่งอย่างกลมกลืน ได้เห็นขบวนพาเหรดที่ใช้เสียงพูด ซ้าย ขวา ซ้าย แทนเสียงกลอง (เพราะมันไม่มีกลองให้ตี)

ทั้งหมดนี้จึงทำให้พ่อไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรเกี่ยวกับกีฬาสีของลูกได้อีก

มิหนำซ้ำ ในปีนี้ ในวันที่ลูกจะมีการแข่งขันกีฬา (อันที่จริงควรเรียกให้ถูกว่า ประชัดความสามารถด้านการควบคุมฝูงมนุษย์เด็ก) พ่อกลับไม่สามารถมาร่วมงานได้เหมือนทุกปี

"พ่อจ๋า จ้าสังหรณ์ว่าจะมีกีฬาสีเร็วๆนี้แหละ จ้าอยากเป็นลีดเดอร์อีก" เธอพูดกับผมในช่วงเช้าวันหนึ่งตอนที่ไปส่งเข้าโรงเรียน

กระทั่งเย็นวันจันทร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๕๙ ที่ผ่านมา เธอก็บอกผมว่า "โรงเรียนจะมีกีฬาสีวันศุกร์ที่ ๑๗ นี้แหละพ่อ จ้าได้เป็นลีดเดอร์อีกแล้ว ตื่นเต้นจัง อยากให้พ่อมาด้วย" นี่ไงครับ วิธีการพูดเพื่อกดดันพ่อแบบนี้ เธอเรียนรู้มาจากหญิงใหญ่ของบ้านชนิดถอดแบบออกมาเลย

"จ้าครับ พ่อคิดว่าลูกน่าจะขยับมาเป็นประธานสีได้แล้วนะ นี่ก็ป.๕ แล้ว ลูกไม่เบื่อบ้างเหรอ" ผมพูดออกไปเพียงเพื่อถ่วงเวลาที่จะบอกอะไรบางอย่างแก่ลูกสาว ที่กำลังตื่นเต้นอยู่ข้างๆ

"จ้าได้อยู่สีฟ้าแหละพ่อ" เธอยังคงพูดต่อไปโดยไม่ได้หันหน้ามาหาผู้เป็นพ่อที่กำลังเหยียบคันเร่งขยับรถออกจากหน้าโรงเรียน

"โรงเรียนนี้ประจำเลย ชอบมาบอกในช่วงใกล้ๆแบบนี้ทู้กที แล้วนี่เด็กๆจะเตรียมตัวกันทันได้ยังไง" เจ้าตัวเล็กที่นั่งข้างๆยังคงพูดต่อไป ผมจึงหยอดไปว่า "แล้วลูกคิดว่าจะเตรียมตัวกันไม่ทันเหรอ พ่อก็เห็นเค้าบอกกันล่วงหน้าไม่กี่วันอย่างนี้ทุกปี ลูกๆก็ยังจัดการกันได้อย่างดีนี่นา"

ใช่แล้ว มันเป็นอย่างนี้จริงๆครับ ด้วยความที่โรงเรียนมีขนาดเล็ก มีนักเรียนเพียงไม่กี่คน เขาจึงมีกันแค่ ๒ สี คือฟ้ากับเหลือง นักเรียนจะเป็นผู้จัดการกิจกรรมทั้งหมด คุณครูเป็นเพียงผู้ดูแลและเป็นกรรมการเท่านั้น มันเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เริ่มมีกีฬาสีของโรงเรียน

"แล้วลูกทำอะไรบ้างล่ะ" ผมยังคงทำหน้าที่ชงต่อไป

"จ้าเป็นลีดเดอร์ จ้าดูแลรูปแบบขบวนพาเหรด และพวกเราก็ตกลงกันแล้วว่า จะแต่งตัวกันแบบส่งเสริมวัฒนธรรมนะพ่อ ตอนแรกก็คิดกันว่าจะแต่งตัวแบบแฟนตาซีดีมั้ย แต่จ้าว่าน่าจะแต่งชุดไทยๆกันดีกว่า พ่อต้องมาให้ได้นะ"

"เอิ่ม...ลูกครับ วันศุกร์นี้พ่อมาร่วมงานไม่ได้แหละ เพราะว่าพ่อติดธุระเสียแล้ว และที่สำคัญ พ่อต้องเป็นวิทยากรบรรยายในช่วงบ่ายด้วย" ผมบอกออกไปแล้วคอยดูปฏิกิริยาของคนข้างๆ

"ว้า เสียดายจัง จ้าอุตส่าห์ดีใจที่พ่อไม่ต้องทำงานบริหารแล้ว นึกว่าจะว่างเสียอีก"

และตลอดทั้งสัปดาห์นั้น ผมก็ได้ฟังเธอเล่าถึงกระบวนการซ้อมเชียร์ การเตรียมขบวนพาเหรด ฟังเพลงที่ต้องร้องกวนสีเหลือง เห็นลูกหอบเชือกฟางมาทำพู่ที่บ้าน (ที่ต้องทำซ้ำๆเหมือนกันทุกปี ไม่รู้ของเก่าๆมันหายไปไหนหมด) เอากระดาษแข็งมาตัดและทำเป็นตัวอักษรต่างๆ

ผมรู้ว่า ลูกสาวมันตื่นเต้นทุกครั้งที่จะมีกิจกรรมแบบนี้

ในวันจัดกิจกรรมจริงๆของลูกนั้น ผมได้ไปโรงเรียนเขาในช่วงเวลาสั้นๆ หลังจากรีบเคลียร์ที่โรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว อันที่จริงจะเรียกว่าไปก็คงลำบาก เพราะผมโผล่ไปให้กำลังใจลูกเพียงแป๊บเดียว ใช้เวลาไม่ถึง ๒๐ นาที

น้องจ้ายังคงทำหน้าที่ได้อย่างดี นำเชียร์อย่างสนุกสนาน และแน่นอน เต้นไปด้วย ร้องเพลงเสียงดังๆไปด้วย บางครั้งก็วิ่งเข้ามากระตุ้นน้องๆให้ร่วมร้องเพลง หลายครั้งต้องวิ่งไปตีกลองสร้างจังหวะ เพราะเจ้าสามหนุ่มที่รับหน้าที่มานั้นมันเอาแต่คุยกันเองสามคน มิได้สนใจสิ่งแวดล้อมอื่นใดแม้แต่น้อย

สิ่งหนึ่งที่เป็นพัฒนาการที่ดีที่เห็นในวันนี้ คือการที่ลีดเดอร์นำทัพกองเชียร์บางส่วนมาเชียร์นักกีฬาที่ขอบสนามแชร์บอล อย่างนี้สิถึงจะได้บรรยากาศแข่งกีฬาสักหน่อย ไม่งั้น คนแข่งก็แข่งไป คนนั่งน้องเพลงก็ร้องเพลงไป มันเลยทำให้ดูครึกครื้นขึ้นมาอีกโขเลย (จากเดิมที่ครึกครื้นระดับสูงอยู่แล้ว) ผมเห็นนักเรียน ป.๕ บางคนมาเป็นกรรมการกีฬาร่วมกับครู ต้องคอยแยกน้องๆออกจากกันเวลาแย่งบอลติดพัน ต้องคอยบอกกติกาน้องเวลาเล่น เพราะนักกีฬาบางคนยังดูงงๆว่าจะเล่นยังไง จะส่งบอลให้ใครดีระหว่างสมาชิกในสีเดียวกันหรือกับเพื่อนคนสนิทที่อยู่คนละฝั่งสี เรียกเสียงฮาจากผู้ชมข้างสนามเป็นระยะๆ

ผมสังเกตเห็นว่าปีนี้มีพ่อแม่มาร่วมงานเยอะกว่าปีก่อนๆ บางคนเตรียมตัวมาร่วมแข่งกีฬาระหว่างครูและผู้ปกครอง มีพ่อแม่หลายคนพาลูกมาสวัสดีลุงหมอคนที่ทำคลอดออกมา จะว่าไปก็หลายคนเหมือนกันแฮะ ลูกคนสร้างบ้าน ลูกช่างไฟ ลูกหมอหลายคน ลูกหมอฟันบางคน ลูกครู ลูกเพื่อน ลูกรุ่นน้อง ลูกลูกศิษย์ โห...แก่ลงไปเยอะเลยเว้ย ลุงแป๊ะ

ก่อนจะออกมาจากโรงเรียน ผมเดินเข้าไปบอกน้องจ้า ขอจูบหน้าเมือกๆก่อนแยกจากกัน เธอดูยุ่งเกินกว่าจะใส่ใจกับการมาของพ่อเพียงเวลาสั้นๆเท่าไหร่นัก มันทำให้ผมรู้สึกดีกับพัฒนาการของลูกขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

นี่แหละครับ กีฬาสีโรงเรียนนกฮูก

ธนพันธ์ ชูบุญเขียนเสียยาวเพราะลูกเริ่มอ่านหนังสือยาวๆได้แล้ว

๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๙ บนฟ้า ๑๑ กิโลเมตรเหนือเกาะพะงัน

เล่าช้าไป ๑ เดือน เพราะหมดมุกแล้ว

ปล. เครดิตรูปจากพี่หนุ่ม เพราะผมไม่ได้ถ่ายรูปเองเลยตั้งแต่เห็นว่า ช่างภาพคนนี้มาถ่ายรูปอยู่ในงาน อิอิ


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

ดูรูปในนี้ชัดเจนแจ่มแจ๋วกว่าดูในเฟซเยอะเลยนะคะ อ.แปร๊ะ

เขียนเมื่อ 

น้องดูมีความสุขมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ค่ะ

ปีนี้ผู้ปกครองมาร่วมเยอะจริงด้วย แล้วก็มีรูปสวยๆ เยอะด้วยเพราะหนึ่งในผู้ปกครองเป็นช่างภาพชื่อดังของหาดใหญ่นะ