ความดีทั้ง 5 ความชั่วร้ายทั้ง 4 : หลักการปกครองของขงจื้อที่ผู้บริหารควรศึกษา


ความดีทั้ง 5 ความชั่วร้ายทั้ง 4 : หลักการปกครองของขงจื้อที่ผู้บริหารควรศึกษา

โดยวาทิน ศานติ์ สันติ (15/5/2559)

ใครคิดจะเป็นผู้บริหารที่ดี เป็นเจ้าคนนายคนให้ลูกน้องรัก นำพาธุรกิจไปสู่ความเจริญ ไม่ได้หมายความว่าจะใช้แต่อำนาจวาสนาบุญบารมีเก่าหรืออำนาจเงินเท่านั้น แต่ควรจะศึกษาหลัก "ความดีงามทั้ง 5" และ "ความชั่วร้ายทั้ว 4" ของขงจื้อประกอบด้วย จึงจะเรียกว่าเป็นบริหารหรือผู้ปกครองที่มีคุณภาพ

อาจารย์อันธิฌา แสงชัย ได้กล่าวถึงหลักการดังกล่าวไว้ในบทความเรื่อง "ความงาม (เหม่ย) และจักรวาลวิทยาในปรัญญาขงจื้อ" ผมเห็นว่าดีมีประโยชน์จึงขออนุญาตนำความมาบอกต่อพร้อมขออนุญาตขยายความเพิ่มเติมดังนี้ครับ

จื่อจังถามขงจื้อว่าทำอย่างไรถึงจะสามารถปกครองคนได้

ขงจื้อตอบว่า ให้เคารพหลักความดีทั้ง 5 ละเว้นความชั่วร้ายทั้ง 4

หลักความดีทั้ง 5 ประกอบด้วย

(1) #วิญญูชนเมตตาแต่ไม่ฟุ่มเฟือย คือการให้ประโยชน์แก่ผู้คนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช้อำนาจที่ได้มาแต่บรรพรุษจนเหลิงในอำนาจอย่างฟุ่มเฟือย ให้คุณให้โทษเท่าที่สมควร

(2) #ทำงานหนักแต่ไม่บ่น คือการเลือกทำงานหนักในสิ่งที่ควร ใช้คนให้เหมาะสมกับงาน ไม่ใช้งานเกินความจำเป็น

(3) #ต้องการแต่ไม่ละโมบ โดยเฉพาะการที่คนเราต้องการมนุษยธรรมแล้วควรได้มนุษยธรรม ไม่ใช่ละโมบเห็นแต่ผลกำไรจนขาดมนุษยธรรม

(4) #ภาคภูมิแต่ไม่ยโส คือไม่ควรดูหมินดูแคลนต่อวิญญูชนไม่ว่าจะของตนเองหรือผู้อื่น ไม่ว่าจะมาดีมีจน หรือยิ่งใหญ่หรือบุคคลธรรมดา ควรมองผู้อื่นด้วยความเคารพเสมอ

(5) #น่าเกรงขามแต่ไม่ดุร้าย คือจงทำตนสง่างามทั้งการแต่งกาย การวางตัว ความคิด เพื่อให้ผู้อื่นให้ความเคารพ ไม่ใช่ใช้อำนาจจนผู้อื่นเกรงกลัว

จื่อจังถามขงจื้อต่อว่า อะไรคือความชั่วร้ายทั้ง 4 ขงจื้ออธิบายว่า

(1) #ไม่สอนแต่ฆ่า คือควรสอนหลักการทำงานให้ลูกน้อง ไม่ใช่ว่าให้ลูกน้องทำงานไปตามยถากรรม เมื่อเกิดความผิดผลาดกลับลงโทษ

(2) #ไม่เตือนแต่คาดหวังสำเร็จ ควรหมั่นอบรมตักเตือน กระตุ้นลูกน้อง พูดคุยสนทนาถามสารทุกข์สุขดิบ อย่าเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่สักแต่คาดหวังเอาแต่ผลสำเร็จอย่างเดียว

(3) #ออกคำสั่งช้าแต่ต้องการผลเร็ว อันนี้เหมาะกับระบบประเทศไทยมากที่มีขั้นตอนเอกสารคำสั่งที่มากมายวุ่นวายหลายขั้นตอน คำสั่งเปลี่ยนแปลงบ่อยไม้แน่นอน จนทำให้เกิดผลเสียต่อการทำงาน

(4) #เมื่อต้องแจกจ่ายไม่ควรตระหนี่ถี่เหนียว รู้จักให้รางวัลแก่ลูกน้อยใจเวลาอันควร หรือให้โบนัสเมื่อถึงเวลา เพราะขวัญกำลังใจสำคัญที่สุดในการทำงาน มีลูกน้องเก่งแต่ขาดการให้กำลังใจ ก็ไม่มีใครอยู่ด้วยได้นาน

เมื่อเข้าใจปรัชญาด้านการบริหารงานของขงจื้อ ก็จะประสบความสำเร็จในการทำกิจการ ยิ่งรู้จักปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัย หรือรูปแบบขององค์กร องค์กรก็จะเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เมื่อผู้บริหารซื้อใจผู้ใต้บังคับบัญชาได้ เมื่อไหร่ที่ผู้ใต้บังคับบัญชารักผู้บริหารแล้ว ความเจริญก้าวหน้าและความประสบความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ปรัชญาขงจื้อยืนหยัดมากว่าสองพันปี ยืนยันแล้วกับประเทศจีนที่ยึดถือมาทุกยุคทุกสมัย ปัจจุบันประเทศจีนจึงกลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกอย่างไม่ต้องสงสัย

ขอบคุณข้อมูลจาก อันธิฌา แสงชัย จากบทความเรื่อง ความงาม (เหม๋ย) และจักวาลวิทยาในปรัชญาขงจื้อ จากหนังสือ โครงการเวทีวิจัยมนุษยศาสตร์ไทย. ดิน น้ำ ลม ไฟ : ธาตุ จักรวาล พิษภัย จากมุมมองมนุษศาสตร์. กรุงเทพฯ : สยามปริทัศน์. 2558.

ขอบคุณภาพวาดรูปขงจื้อจาก teen.mthai.com

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อารยธรรม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี



ความเห็น (0)