ปลูกฝังเยาวชนสืบสานวัฒนธรรม เรียนรู้ชุมชนผ่านต้นไม้ยักษ์บ้านสะนำ

กระบวนการที่เราทำอยู่นี้ เราคาดหวังเด็กๆ มีจิตสำนึกรักในวิถีชีวิตของลาวครั่ง และร่วมสืบทอดภูมิปัญญานี้ต่อไป เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีส่วนร่วม สร้างพื้นที่ดี ๆ เติมเต็มสุขภาวะ กาย ใจ ปัญญา สังคม ให้งดงาม และมีภูมิคุ้มกันที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ตลอดจนสามารถถ่ายทอดเรื่องราว และถอดบทเรียนทุกมิติจนสามารถออกมาเป็นหลักสูตรท้องถิ่นในรั้วโรงเรียนจากรุ่นสู่รุ่น เพราะถ้าไม่มีกระบวนการเหล่านี้ วิถีชีวิตของลาวครั่งจะต้องสูญหายไปแน่นอน

ต้

บ้านสะนำ ต.บ้านไร่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี เป็นชุมชนลาวครั่งขนาดใหญ่ที่สุดใน จ.อุทัยธานี ซึ่งมีอยู่ 400 กว่าหลังคาเรือน ซึ่งบรรพบุรุษถูกกวาดต้อนจากสงครามเมื่อครั้งตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์

ชุมชนที่นี่ยังมีวิถีชีวิตดั้งเดิมหลากหลายเฉกเช่นกับคนที่ประเทศลาวทั้งการแต่งกายที่นุ่งผ้าด้วยครั่งสีแดงเป็นเอกลักษณ์ หรือวัฒนธรรมและประเพณีที่ยังคงสืบสาน เช่น ประเพณีปิดบ้าน ประเพณีแห่ค้างดอกไม้ การทอผ้าโบราณ เป็นต้น

ชาวลาวครั่งมีวิถีชีวิตกินอยู่อย่างพอเพียง ใช้ชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติ ทว่าการเจริญเติบโตทางสังคมอย่างรวดเร็ว ที่ชาวลาวครั่งรุ่นใหม่ๆ ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทำให้วิถีชิวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของคนที่นี่ย่อมเสี่ยงผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา


สถาบันพัฒนาเยาวชนและชุมชนเพื่ออนาคต อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ซึ่งก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2548 เพื่อพัฒนาชุมชนและส่งเสริม สนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้เข้ามามีส่วนร่วมและมีบทบาทสำคัญในการดำเนินกิจกรรมของชมชุนด้วยตนเอง จึงจัดทำโครงการ ชุมชนบ้านสะนำ : เติมปัญญา ค้นหาชีวิต มีสุขตามวิถีลาวครั่ง โดยได้รับการสนุบสนุนจากสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม (สำนัก6) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)โดยการทำกิจกรรมร่วมกับเยาวชนบ้านสะนำในการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมและประเพณีชาวลาวครั่งไม่ให้สูญหาย


ปุณพจน์ ศรีเพ็ญจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาเยาวชนและชุมชนเพื่ออนาคต กล่าวว่า ชุมชนบ้านสะนำมีต้นทุนทางสังคมค่อนข้างครบถ้วนทุกมิติ ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต หรือทรัพยากรทางธรรมชาติ ชาวลาวครั่งบ้านสะนำยังคงมีวิถีชีวิตพึ่งพาธรรมชาติซึ่งหาได้ยากท่ามกลางการเจริญเติบโตขอองชุมชนเมืองที่รายล้อม เช่น วิถีการกินอยู่ที่อิงตามฤดูกาลซึ่งหาได้จากป่า ส่วนวัฒนธรรมและประเพณียังมีการสืบบสานจากรุ่นสู่รุ่น โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยากเห็นชุมชนในทางที่ดีงาม เวลาเราจัดกิจกรรมต่างๆ ชาวชุมชนก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือและช่วยเหลืออย่างเต็มใจ เพราะเรานำกระบวนเข้ามาเชื่อมร้อยต่อกัน เป็นการร้อยวิถีชวิตเดิมๆ ให้เป็นเรื่องราวที่ดีงาม เราไม่เอาวิถีชีวิตหรือสิ่งใหม่ๆ ใส่เข้าไปในกระบวนการทำงานร่วมกับชุมชนเลย

“ความสุขของชุมชน คือ ความสุขที่มีชีวิต” ไม่ใช่การเอาของไปให้ไปแจก ทุกคนต้องมีรอยยิ้มจากใจที่เกิดจากการทำกิจกรรมร่วมกัน

ทว่าเราก็ไม่อาจปฏิเสธวิวัฒนาการทางสังคมที่ย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แม้วันนี้วีถีชีวิตของชาวลาวครั่งบ้านสะนำยังคงอยู่ แต่ในอนาคตเราก็ตอบไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร หากไม่รับการสืบสานอย่างต่อเนื่องด้วยจิตสำนึกของเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่สามารถพูดได้เต็มปากไม่ต้องอายใคร ว่า เขาคือ ชาวลาวครั่ง และรักษาวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ด้วยหัวใจ

นายปุณพจน์ กล่าวอีกว่า รากเหง้าของชาวลาวครั่งบ้านสะนำเกือบที่จะถูกลืม โชคดีที่ยังมีคนที่รักษาต่อแต่ก็ไม่มาถึงคนรุ่นนี้ ถ้าเราไม่มาเชื่อมคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ รากเหง้าที่ดีงามก็จะหายไป โครงการ ชุมชนบ้านสะนำ : เติมปัญญา ค้นหาชีวิต มีสุขตามวิถีลาวครั่ง จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีชาลาวครั่ง มีเด็กๆ เป็นแกนนำเดินเรื่อง ซึ่งจะต้องเข้าไปเรียนรู้ในชุมชน โดยมีบ้านดินเป็นสถานที่ก่อการดี ซึ่งบ้านดินหลังนี้เกิดจากน้ำพักน้ำแรงและทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วม เพราะทุกคนช่วยกันบริจาคดินมาช่วยกันปั้นขึ้นมา และในอนาคตบ้านดินหลังนี้ก็จะเป็น พิพิธภัณฑ์วัฒนธรรมชุมชนให้ทุกคนได้เรียนรู้

“เรานำเด็กเข้าไปเรียนรู้และมีส่วนร่วมในชุมชน เช่น งานบุญประเพณีเด็กก็จะต้องเข้าร่วมกิจกรรม และช่วยผู้เฒ่าผู้แก่ในการจัดเตรียมข้าวของในส่วนที่พอจะทำได้ หรือจะเป็นการนำเอาขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมและประเพณีเข้าสู่รั้วโรงเรียน โดยได้รับความช่วยเหลือจากโรงเรียนวัดบ้านสะนำในการจัดสรรเวลาให้เราเข้าไปทำกิจกรรมหรือนำไปเป็นส่วนหนึ่งของบางรายวิชา เช่น การสอนเด็กทำขนมโบราณ การรำมวยโบราณ การแต่งกาย เป็นต้น” นายปุณพจน์ กล่าว

ป่าหมากผืนสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย


บ้านสะนำ มีป่าหมากผืนใหญ่ขนาด 50 ไร่ เป็นป่าชุ่มน้ำผืนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ บริเวณป่าหมากนี้ยังมีต้นเซียงยักษ์ขนาด 60 คนโอบ ขึ้นเด่นเป็นสง่า ถือเป็นสัญลักษณ์ประจำหมู่บ้าน และยังมีศาลหมู่บ้านตั้งอยู่ซึ่งจะมีการประกอบพิธีเปิดบ้านในช่วงเดือน เม.ย. ของทุกปี ป่าหมากผืนนี้จึงเป็นเหมือนศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านสะนำมาเนิ่นนาน


สิริวรรณ ศรีเพ็ญจันทร์ ผู้ประสานงานโครงการฯ กล่าวว่า ป่าหมาก หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า ป่าหมากล้านต้นแห่งนี้เปรียบเสมียนหัวใจของชุมชนบ้านสะนำ เพราะระบบนิเวศน์ยังคงอุดมสมบูรณ์ นอกจากมีต้นหมากแล้วยังมีพืชชนิดๆ ขึ้นมากมาย อย่างเช่น ค้างคาวดำ ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรที่พบมากสุดก็ที่ป่าหมากแห่งนี้ แต่ด้วยป่าหมากไม่ใช่ป่าชุมชนเพราะมีเจ้าของหลายเจ้ารวมกันทำให้ในอนาคตเจ้าของที่ดินอาจจะโค่นต้นหมากที่ปลูกมาตั้งแต่บรรพบุรุษนี้ไป ซึ่งขณะนี้มีบางรายก็เริ่มตัดต้นหมากไปบ้างแล้ว เพื่อไปปลูกพืชชนืดอื่นทดแทน เพราะขั้นตอนการเก็บหมากยุ่งยากหลายขั้นตอนกว่าจะได้เงิน

ดังนั้นเราจึงต้องทำให้ชุมชนหรือเจ้าของที่ดินได้เห็นความสำคัญของป่าหมาก ให้เขารู้สึกอยากเก็บรักษาไว้เพราะเป็นระบบนิเวศน์ที่สำคัญในชุมชน ซึ่งเราก็ได้นำเด็กๆ เขาไปทำกิจกรรม หรือศึกษาธรรมชาติในป่าหมากบ่อยๆ ดังนั้นที่นี่จึงเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ให้เด็กๆ และเชื่อมคนทำงานร่วมกันได้ ชาวบ้านก็กลับมาให้ความสำคัญขึ้น ซึ่งเรากำลังหาแนวทางในการทำเป็นป่าชุมชนอยู่ในขณะนี้ หรืออาจจะหาแนวทางที่ให้เจ้าของที่ดินไม่ต้องตัดต้นหมาก โดยจะต้องทำอย่างไรให้เขาได้เลี้ยงชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงป่าหมาก อาจจะมีการส่งเสริมปลูกพืชที่สร้างรายได้ควบคู่ไปด้วย เช่น สมุนไพร เครื่องเทศ เป็นต้น หรือจะเป็นการเพิ่มมูลค่าของต้นหมาก เช่น กาบหมากที่สามารถนำไปขึ้นรูปด้วยความร้อนเป็นจานได้ ซึ่งตรงนี้เราต้องหาแนวทางเข้าไปส่งเสริมหลายๆ ทาง


“กระบวนการที่เราทำอยู่นี้ เราคาดหวังเด็กๆ มีจิตสำนึกรักในวิถีชีวิตของลาวครั่ง และร่วมสืบทอดภูมิปัญญานี้ต่อไป เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีส่วนร่วม สร้างพื้นที่ดี ๆ เติมเต็มสุขภาวะ กาย ใจ ปัญญา สังคม ให้งดงาม และมีภูมิคุ้มกันที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ตลอดจนสามารถถ่ายทอดเรื่องราว และถอดบทเรียนทุกมิติจนสามารถออกมาเป็นหลักสูตรท้องถิ่นในรั้วโรงเรียนจากรุ่นสู่รุ่น เพราะถ้าไม่มีกระบวนการเหล่านี้ วิถีชีวิตของลาวครั่งจะต้องสูญหายไปแน่นอน” สิริวรรณ กล่าว

เยาวชนคนรุ่นใหม่จึงเป็นความหวังของชุมชนในการเป็นผู้สืบมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนให้ยั่งยืนสืบไป


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาส สสส.



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

อยากเห็นต้นไม้นี้..๖๐..คนโอบ...เจ้าค่ะ