หลักสูตร ผู้นำนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รุ่นที่ 1 (PSU EXECUTIVE LEADERSHIP DEVELOPMENT PROGRAM FOR THE FUTURE) ช่วงที่ 5 ระหว่างวันที่ 6 – 8 กรกฎาคม 2559

สวัสดีครับชาว Blog และลูกศิษย์ห้องเรียนผู้นำ

ขอต้อนรับเข้าสู่หลักสูตร ผู้นำนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รุ่นที่ 1 (PSU EXECUTIVE LEADERSHIP DEVELOPMENT PROGRAM FOR THE FUTURE) ช่วงที่ 5 ระหว่างวันที่ 6 – 8 กรกฎาคม 2559

ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสเป็นผู้จัดหลักสูตรเพื่อการพัฒนาผู้นำ ผู้บริหาร และคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

และขอใช้ Blog นี้เป็นคลังความรู้ที่เราจะเรียนร่วมกันสำหรับช่วงที่ 5 ครับ

จีระ หงส์ลดารมภ์


หลักสูตร ผู้นำนักบริหารเพื่ออนาคตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์รุ่นที่ 1

(PSU EXECUTIVE LEADERSHIP DEVELOPMENT PROGRAM FOR THE FUTURE)

6 – 8 กรกฎาคม 2559

สรุปโดยทีมงานวิชาการ Chira Academy

วันที่ 6 กรกฎาคม 2559

การจัดการการเงินสำหรับนักบริหาร

โดย ดร.กุศยา ลีฬหาวงศ์

การบริหารงบประมาณ

เนื่องจาก ม.อ. กำลังจะเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐไม่นานมานี้

อะไรที่ไม่เป็นระบบจะขึ้นกับการกำหนดกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นที่มาของรายได้

ผลที่ตามมาคือ การมาเวลาไหนก็ได้ ทำที่ไหนก็ได้ ในอีกมุมหนึ่งจะหมายถึงสามารถติดต่อได้ 24 ชั่วโมง ดังนั้นสิ่งที่ต้องเป็นห่วงมากขึ้น คือเงินในกระเป๋า ทำอย่างไรที่จะบริหารเงินในกระเป๋าเรา และใช้เงินในกระเป๋าเขาให้ได้

การเป็นเอกชน สิ่งที่จะทำคือเรื่องเงินเป็นเรื่องที่สอง เรื่องที่หนึ่งที่เราต้องทำคือ ต้องขายไอเดีย ขายแนวคิด ทำอย่างไรให้เขาคล้อยตามกับเราแล้วเอาเงินในกระเป๋าเขามาให้เรา

สิ่งที่น่าสังเกต คือ หลายองค์กรดี น่าจะรวย แต่ทำไมต้องกู้แบงค์

1. การเก็บสินทรัพย์ไว้ ให้ดูว่าอะไรที่มีประโยชน์ให้เก็บ อะไรที่ไม่มีประโยชน์ไม่ต้องทำ การเก็บต้องเพื่อวัตถุประสงค์อะไรบางอย่าง

คำถาม คือ ถ้ามีทางเลือก 2 ทาง จะเลือกทางไหน 1. เอาเงินที่เก็บไว้มาลงทุน 2. เก็บเงินไว้ แล้วเอาเงินที่กู้แบงค์มาลงทุน

การร่วมแสดงความคิดเห็น

- โครงการมีคนช่วยตรวจ ช่วยกรอง ไม่ต้องตัดสินใจด้วยตนเอง

- ดูค่าเสียโอกาส และความเสี่ยง

- ความมีระเบียบวินัยของตนเอง และการทำจากแรงกระตุ้นจากภายนอก

- ทำให้รู้ต้นทุนของตนเอง ซึ่งต้องบวกดอกเบี้ยให้เห็นภาพชัดเจน และเป็นการสะสมสินทรัพย์

- ผู้บริหารแบงค์มาขอร้องให้กู้

- การบริหารการเงินผู้บริหารองค์กรอ่อนมาก ๆ

- เปรียบเทียบว่าเงินที่กู้มากับเงินตัวเอง

คำตอบ คือ

1. การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง หมายถึงมีทั้งกำไรและขาดทุน หมายถึงใช่หรือไม่ก็ได้ และทำอะไรก็ตาม ไม่ควรมีความเสี่ยง การออกนอกระบบ จะมีผลกระทบแน่นอน

การไม่เอาเงินเราทั้งหมดมาลงทุน เป็นการบริหารความเสี่ยง แต่การเอาเงินแบงค์มาเหมือนเป็นการหาผู้ร่วมทุน เสมือนว่ามีกำไรเราก็แบ่งเขา ส่วนอีกด้านคือ ถ้าสิ่งที่เราไปลงทุนถ้าเป็น NPL เรายังอยู่ได้สบายคือ กำไรก็แบ่ง ขาดทุนเราก็แบ่งกัน

ประเด็นการลงทุนจึงอยู่ที่การบริหารความเสี่ยง ดังนั้นการใช้เงินแบงค์ เราต้องประเมินแล้วว่าเราได้แบ่งให้เขาพอประมาณ และมีความเสี่ยงก็รับไปพอประมาณเหมือนกัน เป็นต้น

การมีเงินลงทุนทั้งหมด เราก็ไม่ควรเอาเงินเราทั้งหมดไปลงทุนอย่างใด อย่างหนึ่งก็เพื่อกระจายความเสี่ยง

2. สิ่งที่คิดอาจไม่เกิดขึ้น สิ่งที่ไม่ได้คิดอาจเกิดขึ้น เรียกว่าเป็นปัจจัยที่คาดไม่ถึง เรียกว่าUnexpected Factor ดังนั้นเราต้องทำเผื่อเหลือเผื่อขาด เพื่อช่วยให้เราบริหารความเสี่ยงได้ค่อนข้างดี

การเรียกชื่อทางการเงิน

1. Balance Sheet แต่ก่อนเรียกงบดุล ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นงบแสดงสถานะทางการเงิน (เปลี่ยนมาได้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557)

2. งบกำไรขาดทุน (Income Statement) เปลี่ยนเป็นงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ

3. งบกระแสเงินสด

บัญชีหรือกำไรขาดทุนไม่สำคัญเท่ากับว่ามีเงินจ่ายหรือไม่ Cash flow บริษัทไหนขาดสภาพคล่อง ไม่มีเงินใช้จ่าย จะเปรียบเสมือนร่างกายขาดเลือดหมุนเวียน ซึ่งถ้าเลือดไหลออกมากสิ่งที่ตามมาคือช็อค และถ้าช่วยไม่ทันจะตาย ในแง่ขององค์กรหรือธุรกิจจึงเหมือนกัน

ดังนั้นหัวใจสำคัญคือการบริหารสภาพคล่อง ความจริงขาดทุนไม่เป็นไร แต่ถ้ามีเงินหมุนเข้าออกตลอดเวลา องค์กรนั้นอาจสะดุดน้อยกว่าบริษัทที่มีกำไรมาก แต่ไม่สามารถจ่ายเงินอะไรได้เลย

การบริหารการเงิน

สถาบันการเงินในประเทศไทยมีกี่ประเภท และประเภทไหนเกี่ยวกับเรา

การมีเงิน ควรเอาไปวางถูกที่ถูกทาง ไม่เช่นนั้นจะหายไปเรื่อย ๆ อย่างออมทรัพย์ดอกเบี้ยบุคคลธรรมดา 0.5% นิติบุคคล 0% ในขณะที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ แสดงถึงมูลค่าเงินจะลดลงเรื่อย ๆ ถ้าเราเอาเงินนอนไว้เฉย ๆ

หมายเหตุ : 1. เวลามีสมุดแบงค์เวลาปรับสมุดให้ปรับคนละสาขา ให้ปรับสาขาอื่นบ้างอย่าปรับสาขาเดียว

2. เรื่องพร้อม Pay ความจริงตอนนี้ยังไม่พร้อม และมี Hidden Agenda มาก

3. อะไรก็ตามที่เรียกว่าลงทุนอย่าโลกสวย ทุกอย่างมีทั้งหัวและก้อย อย่าคิดว่าออกอย่างใดอย่างหนึ่งสะทีเดียว บางครั้งลงทุนครั้งแรกมีกำไร แต่จะมีปัญหาเรื่องปัจจัยที่คาดไม่ถึง ตอนเข้าประชุมให้ฟังความคิดเห็นคนที่คิดไม่เหมือนกับเราว่ามีความคิดเห็นอย่างไร ต้องฟังเขาเยอะ ๆ แต่อย่าเป็นพวกจระเข้ขวางคลอง การที่องค์กรไหน ที่ประชุมพูดไปในทิศทางเดียวกัน องค์กรนั้นเป็นสัญญาณไม่ค่อยดี

4. Nano Finance คือคู่แข่งของแขก แบบหนึ่งจะอยู่ในระบบแบงค์ชาติ ไม่ได้บอกว่าอยู่ในอุปสรรค แต่อยู่ที่เราทำไม่สะดวก แบงค์ชาติอยู่ในระบบการควบคุมการเงินของโลก

5. ตราบใดที่อยู่ในสังคม เรื่องการเงินจะบอกว่าไม่เกี่ยวไม่ได้แต่จะเกี่ยวมากเกี่ยวน้อยเท่านั้น การเงินในระบบแข็งแรงพอสมควรแล้ว แต่ยังไม่ได้แข็งแรงมาก ไม่เช่นนั้นจะไม่เกิดวิกฤติปี 2540

6. การเงินในระบบมีการปรับเปลี่ยนไป การเงินนอกระบบไม่ได้มีขนาดเล็กกว่าการเงินในระบบเท่าไหร่ แต่แอบ ๆ อยู่ และกลายเป็นของธรรมดาไปแล้ว

การเงินนอกระบบ

ระบบการเงินนอกระบบ ขึ้นอยู่กับผู้รับกับผู้ให้ว่าจะตกลงอย่างไรก็ได้ เป็นเรื่องของคนสองคน แต่พอมีปัญหาเกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของคนสองคนแล้ว สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือพยายามจะเปิดนอกระบบให้มากที่สุด เช่น สินเชื่อรายย่อย สินเชื่อเอนกประสงค์ Car for cash , Home for cash

หน่วยงานภาครัฐพยายามช่วยจึงมีการทำเป็น Non bank เกิดขึ้น มีกติกาในการทวงหนี้

บัตรเครดิต

มีไว้ใช้แทนเงินสด ไม่ใช่การเอาเงินอนาคตมาใช้ เป็นการเอาเงินในอดีตมาใช้ เพราะฉะนั้นบัตรเครดิตไม่ใช่มีไว้กดเงินสด เพราะดอกเบี้ยสูง และมีค่าบริการการใช้วงเงินซึ่งรวมในดอกเบี้ยด้วย เป็นดอกเบี้ยทุกเดือนและทบต้นทบดอก และอาจรวมดอกเบี้ยถึง 40-60% ต่อปี แต่เขาจะไม่เรียกว่าดอกเบี้ยเขาจะเรียกว่าค่าธรรมเนียม

ตลาดการเงิน

1. ตลาดส่งมอบทันที (Spot Market) – ซื้อขายและจ่ายเงินทันทีที่ได้สินค้า

2. ตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Future Market) – เป็นการตกลงสัญญาเพื่ออนาคต ตัวอย่างเช่น ว่าอีก 3 เดือนข้างหน้าเราจะขอซื้อดอลล่าร์ในราคา 31 บาท แต่ถึงเวลาจริง ๆ ดอลล่าร์ 35 บาท แต่เราสามารถซื้อได้ 31 บาทเป็นต้น

การซื้อขายล่วงหน้ามี 2 แบบ แบบหนึ่งบิดพลิ้วไม่ได้ อีกแบบหนึ่งบิดพลิ้วได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของตลาดการเงิน

นิยามแบงค์ชาติแบ่งตลาดการเงินเป็น 4 ประเภท

1. ตลาดเงิน

2. ตลาดทุน

3. ตลาดเงินตราต่างประเทศ

4. ตลาดอนุพันธ์ – เพื่อป้องกันความเสี่ยง

การมอบอำนาจ ควรมีการกำหนดขอบเขตว่ามอบอำนาจให้ใครทำอะไรแค่ไหนอย่างไร

หมายเหตุ : เวลาเปิดบัญชีหรือทำเครดิตจะเห็นข้อตกลงที่เขียนโดยแบงค์เราต้องอ่านให้ดี และสามารถต่อรองได้ ในฐานะองค์กรค่อนข้างมาก ส่วนในฐานะบุคคลให้พยายามเซ็นกำกับแล้วลงวันที่ไว้

ตัวอย่างในกรณีของมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าลาดกระบังเกิดเรื่องการโกงบัญชี คิดว่าอาจจะเป็นคนในที่ร่วมด้วย ดังนั้นการปรับสมุดบัญชีต่าง ๆ ให้พยายามปรับหลายสาขา หรือหลายตู้อย่าปรับที่ตู้เดียว เพราะในวงการแบงค์มีหลายวิธีที่สามารถโกงได้

ประเภทของสถาบันการเงิน

1. ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงค์ชาติ) เป็นธนาคารของธนาคารเท่านั้น คนที่ทำธุรกรรมกับแบงค์ชาติได้คือธนาคารพาณิชย์เท่านั้น คนโดยทั่วไปไม่สามารถกู้แบงค์ชาติได้

2. สถาบันรับฝากเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจที่รับฝากเงิน สหกรณ์ออมทรัพย์ เครดิตยูเนี่ยน และกองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น

3. สถาบันการเงินที่ไม่รับฝากเงิน เช่นกองทุนรวม บริษัทประกันภัย กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ บริษัทที่ให้สินเชื่อ บริษัทบริหารสินทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น

มีกฎเกณฑ์ไม่เข้มงวดเท่าสถาบันรับฝากเงิน เพราะขึ้นอยู่กับหาแหล่งเงินเป็นที่ไหน คนเดือดร้อนไม่ใช่ประชาชนทั่วไปหรือระบบเศรษฐกิจ เป็นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น

ตลาดการเงิน

1. ตลาดเงิน มีอายุไม่เกิน 3 ปี (ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนต่ำ) เช่น ตั๋วเงินคลัง ตั๋วสัญญาใช้เงิน บัตรเงินฝาก (จะได้ดอกเบี้ยสูงกว่าการฝากเงินทั่วไป เพราะไม่สามารถถอนได้จนกว่าจะครบกำหนด แทนที่จะยืนแถวหน้ายืนเป็นแถวที่สองคือความเสี่ยงสูงขึ้นจึงทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น) การกู้ยืมเงินจะเป็นเรื่องการค้าและลงทุนหมุนเวียน ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นเงินกู้ที่ไม่มีหลักประกัน (Clean loan)

2. ตลาดทุน ปกติควรลงทุนระยะยาว มีอายุเกิน 3 ปี (มีความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนสูง) การกู้ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

2.1 ตลาดแรก (Primary Market) – ตลาดหลักทรัพย์ออกใหม่

- ซื้อโดยตรงจากบริษัท

- วิธีที่อยู่ในตลาดแรกมี 3 วิธี 1. PP เป็นกลุ่มเฉพาะเจาะจงตามกฎหมายบังคับ 2.IPO เป็นการเสนอขายให้ประชาชนเป็นครั้งแรก คือแปลงเป็นบริษัทมหาชนแล้วกำลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ (ควรดูว่าบริษัททำอะไร จะเอาเงินเราไปทำอะไร เพราะเราเสมือนเป็นหุ้นส่วนกับเขา ต้องทำบทบาทการเป็นเจ้าของให้ถูกต้อง) 3. PO เป็นการเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปแล้ว เป็น Right Issue คือการให้สิทธิของใคร ของมันติดตัว เป็นอนุพันธ์ตัวหนึ่ง

2.2 ตลาดรอง

- ในกรณีที่เป็นบริษัทจำกัด ตัวอย่างเจ้าของเป็นรุ่นพ่อ แต่รุ่นลูกไม่อยากทำก็ปิดกิจการไป แต่ถ้าเป็นบริษัทมหาชน ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง อย่างธนาคารกสิกรไทย

- เป็นเรื่องของนักลงทุนจัดการซื้อขายกันเอง ถ้าผู้บริหารชุดเดิมไม่อยู่จะมีผู้บริหารชุดใหม่เข้ามา

- สิ่งที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับตลาดแรกอาจมีบริษัทลูก อย่างแรกคือจัดโครงสร้างมหาวิทยาลัยใหม่ ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยอาจแยกกันได้ ตัวอย่างกทม. มีบริษัทลูกคือกรุงเทพธนาคมเป็นคนทำเป็นต้น

สรุปคือตลาดเงินกับตลาดทุนต่างกันที่ระยะเวลา ตลาดเงินไม่เกิน 3 ปี ตลาดทุนเกิน 3 ปี

การมีผลกระทบกับชีวิตคือเข้ามาตั้งแต่ปี 2535 กฎหมายคลอดปี 2551 แต่ก็ไม่ได้มีการประกันว่าให้ Effective อย่างไร

เงินฝากที่คุ้มครอง

จะคุ้มครองเฉพาะคนไทยที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น และคุ้มครองในบัญชีทุกประเภทที่อยู่กับธนาคาร คุ้มครอง 20 ล้านบาท แต่จากวันที่ 11 สิงหาคม 2559 เป็นต้นไป คุ้มครองแค่ 1 ล้านบาทต่อคนต่อบัญชีต่อธนาคาร

คำแนะนำ 1. อย่าเอาเงินไปไว้ที่แบงค์ใดแบงค์หนึ่งและอย่าทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินแบงค์ใดแบงค์เดียว การจ่ายอาจอยู่ที่แบงค์ใดแบงค์หนึ่งได้ แต่การรับไม่ควรเป็นแบงค์ใดแบงค์หนึ่ง

2. หุ้นกู้ ขึ้นกับองค์กรที่ออกดอกเบี้ยมีความเสี่ยงมากหรือน้อย ถ้าเสี่ยงมากอาจให้ดอกเบี้ยสูงกว่า

หุ้นกู้แปลงสภาพคือสามารถเปลี่ยนจากหุ้นกู้ไปเป็นหุ้นสามัญได้ ควรไปดูว่าสถาบันการเงินนั้นอยู่ภายใต้การดูแลของแบงค์ชาติหรือไม่ ถ้าอยู่ถึงจะอยู่ภายใต้การคุ้มครองเงินฝาก

การลงทุน

1. การลงทุนโดยตรง เช่น เปิดร้านขายของ สร้างหอพัก

2. การลงทุนทางอ้อม คือการเอาเงินไปฝากธนาคาร แล้วธนาคารไปปล่อยสินเชื่อ หรือเอาเงินไปซื้อหุ้นที่ตลาดหลักทรัพย์

คำแนะนำ : เราสามารถทำได้ทั้งสองอย่างเพียงแค่เอาเงินมาจากไหน ถ้ามาจากเราเองก็มีต้นทุนค่าเสียโอกาส เช่นเอาเงินไปฝากหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล หรือเงินที่เราไปกู้มาต้นทุนคือดอกเบี้ยเงินกู้บวกกับสิ่งที่เราหวังว่าจะได้จากโครงการฯ เท่าไหร่ การกู้เงินมากเกินไปก็เสมือนทำงานให้แบงค์เพราะดอกเบี้ยสูง อาทิ ดอกเบี้ยกู้มา 5% ถ้าเราลงทุนต้องได้ผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 7% ถ้าน้อยกว่า 7% จะทำหรือไม่ ถ้าความเสี่ยงสูงแสดงว่า 2% ที่อยากได้อาจไม่ได้ก็ได้ หรือไม่รู้จะทำอะไร จำเป็นต้องทำ หรือหวังที่จะได้โครงการฯถัดไป หรือหวังสิ่งที่ต่อเนื่องจากโครงการนี้ คือคิดถึงโครงการต่อเนื่องและให้คิดทั้งกระบวนการว่าคุ้มหรือไม่

ตัวอย่างในนามมหาวิทยาลัย การเปิดหลักสูตรพิเศษ หรือสัมมนาพิเศษ นอกจากได้ค่าเช่าเพิ่มแล้ว สิ่งที่ได้จะได้อะไรได้อีก เช่น สามารถเปิดร้านกาแฟ แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือการได้ Brand Awareness คือสร้างชื่อเสียงหรือลงทุนโดยไม่ต้องใช้เงินเราเลย ดังนั้นมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องคิด และสิ่งที่น่าสนใจคือมีคำมหาวิทยาลัยอยู่ข้างหลังจะเป็นตัวการันตี หรือ Endorse ได้มาก

งานวิจัย สามารถขอตำแหน่งได้ สามารถทำเงินได้ และสามารถขอสปอนเซอร์ภาคเอกชนเพื่อทำในเชิงพาณิชย์ได้

2. การทำโครงการไหน ให้เอาผลตอบแทนมาเปรียบเทียบกัน หรือให้ดูโครงการฯต่อเนื่องหรือดูทั้งกระบวนการ

3. การบริหารเงินสด การบริหารลูกหนี้ทางการค้า เช่นบางมหาวิทยาลัยบอกว่าไม่จ่ายเงินค่าเทอม เกรดไม่ออก หรือมาเรียนแล้วพาเพื่อนมาด้วยได้ลดค่าเทอม ค่าหน่วยกิต มีไอเดียหลายอย่างที่สามารถนำมาปรับใช้เป็นต้น

4. อาจเริ่มเปิดมุมมองใหม่ว่าในกรณีที่ไม่ใช่ภาครัฐจะสามารถทำอะไรกับมหาวิทยาลัยได้บ้าง ถ้ามีหนี้ระยะสั้นมาก ๆ การนำหนี้ระยะสั้นไปลงทุนระยะยาว โอกาสตายมีสูง หรือการนำหนี้ระยะยาวมาลงทุนระยะสั้นก็ไม่ค่อยดีเพราะหนี้ระยะยาวผลตอบแทนสูง ลงทุนระยะสั้นผลตอบแทนต่ำ ทางแก้คือ หนี้ระยะยาวลงทุนระยะยาว หนี้ระยะสั้นลงทุนระยะสั้น แล้วให้มีการทำเผื่อเหลือคือการป้องกันเหตุการณ์คาดไม่ถึง และควรศึกษาความเป็นไปได้ว่ามีโอกาสทำกำไร ทำการตลาดได้หรือไม่ มีคนอยากเรียนหรือไม่ หาเงินได้หรือไม่ สิ่งที่สนใจคือมีวิชาอะไรที่จะดึงความน่าสนใจเข้ามา บุคลากรจะใช้ที่มีอยู่หรือเชิญข้างนอก สถานที่มีเพียงพอหรือไม่ หรือต้องเช่าข้างนอก

ถ้าเป็นการลงทุนด้วยกำไรจะตัดสินที่ผลตอบแทน หรือบางโครงการฯ ไม่ได้หวังผลกำไรอย่างเดียว ดูว่าคุ้มหรือไม่ดูที่อะไร สิ่งที่จะดูคือในภาครัฐ จะดูที่หลักการและเหตุผล เพราะเป็นหัวใจของโครงการที่เราจะทำ เราต้องสามารถตีโจทย์ให้ได้ว่าเราจะวัดอะไร อย่าง KPI สิ่งที่จะวัด เราต้องดูว่าจะให้น้ำหนักเท่ากันหรือไม่ ถึงตอบได้ว่าโครงการฯ นี้คุ้มหรือไม่ สร้างถนนคุ้มหรือไม่ ดูว่าปัจจัยตรงไหนมากกว่ากัน

การทำงบการเงิน

ในด้านงบหรือทำด้านการเงิน ทำไมบางองค์กรกำไรแต่ขาดสภาพคล่อง แต่บางองค์กรขาดทุนแต่มีสภาพคล่อง เพราะมีเรื่องหลักค้างรับและค้างจ่าย เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ เป็นการใช้ก่อนจ่ายเราต้องกันเงินส่วนนี้ไว้ จึงทำให้รายงานไม่เหมือนกัน ต้องแยกให้ออก

ถ้าอยากดูว่าอันไหนกำไรหรือขาดทุนให้ดูในรายงานผลประกอบการ แต่ถ้าดูว่ารายงานไหนมีเงินสดที่สามารถจ่ายเช็คได้หรือไม่ต้องดูว่าเงินสดมีเท่าไหร่ ให้ดูรายงานแหล่งที่มาและการใช้ไปของเงิน เรียกว่างบกระแสเงินสด

การเซ็นเช็ค

จะไม่สามารถเซ็นได้ เพราะฝั่งซ้ายเป็นยอดตัวเลข แต่ไม่รู้ว่าไปเบิกเงินแล้วหรือยัง การจะดูว่าเซ็นเช็คได้หรือไม่ต้องดูอีก 1 รายงานคือ Bank Reparsed คือเช็คที่ได้มาอาจเข้าบัญชีแล้วแต่ยังไม่ได้ Clearing เช็คที่รับเข้ามาอาจยังไม่ได้เงินก็ได้ ต้องดูตัวนี้เป็นหลัก ให้ดูสิ่งที่ค้างรับและสิ่งที่ค้างจ่าย ต้องดูให้ละเอียดไม่ใช่ดูแค่ว่ายอดเงินในแบงค์มีเท่าไหร่

เช็คที่นำเข้ามาแล้วยังไม่ Clearing อย่าเพิ่งนับให้รอเช็ค Clearing ก่อน

งบการเงิน มี 3 ประเภท

1. งบแสดงสถานะการเงิน – แสดงสินทรัพย์หรือหนี้สินเป็นเท่าไหร่

2. งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ – บอกแหล่งที่มาและใช้ไปของกระแสเงินสด ทั้งสองข้างต้อง Balance กัน

งบกำไรขาดทุน – รายได้หักค่าใช้จ่ายเป็นเท่าไหร่ แล้วสุดท้ายเป้นงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ กำไรสุทธิจะเป็นอย่างไร

3. งบกระแสเงินสด แบ่งเป็นกิจกรรมดำเนินงานคือเรื่องการลงทุน ถ้าการดำเนินกิจการกระแสเงินสดติดลบหมายถึงเลี้ยงตัวเองไม่รอด ถ้ากระแสเงินสดเป็นบวกแสดงว่าเลี้ยงตัวเองได้ แล้วเราจะไปลงทุนหรือขยายกิจการหรือไม่ สิ่งสำคัญต้องทำกระแสเงินสดให้เป็นบวกให้ได้

สรุป การบริหารการเงิน หัวใจคือการบริหารความเสี่ยง เสี่ยงทางการเงิน ทางอื่น ๆ และคาดไม่ถึง ปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงเกิดจากภายในองค์กร และเกิดจากปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราต้องเผื่อปัจจัยภายนอกที่คาดไม่ถึง และควบคุมไม่ได้

ดังนั้นการทำ SWOT ให้ Set Zero คือทุกคนต้องไม่ดูข้อมูลเดิมเลย ต้องไม่เอาของเก่าดูเลย ต้องคิดใหม่ แต่วิธีการยากในการทำให้ได้ SWOT ตามความเป็นจริง

การทำงบประมาณต้องดูว่าเราต้องใช้จ่ายอะไรบ้าง อะไรไม่ต้องใช้จ่าย ใช้จ่ายอย่างไร และเอาเงินจากไหน แล้วนำมาวิเคราะห์ว่างบประมาณที่ตั้งไว้กับที่วิเคราะห์ของจริงเป็นอย่างไร แล้วมีการทำประกันภัย และประกันรายได้ จะลงทุนคนเดียว หรือหา Strategic Partner จะทำแบบ SWOP หรือ Forward ต้องมีการประกันความเสี่ยงหรือไม่

เงินจะมาจากที่ไหน และไปทำอะไรบ้าง มีงบลงทุน และงบค่าใช้จ่าย (ส่วนที่ใหญ่สุดคือเงินเดือน นอกจากนี้มีค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ)

การบริหารความเสี่ยง ให้นำงบเป็นตัวตั้ง และดูการบริหารความจริงเป็นอย่างไรให้ดู Various อย่าดูเป็นตัวเงินอย่างเดียวให้ดูเป็นเปอร์เซ็นต์ด้วย ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นดี ให้หาสาเหตุก่อนว่าทำไมถึงดี ถ้าไม่ดีทำไมถึงไม่ดี ต้องหาสาเหตุให้เจอ

รองอธิการบดี นพ.บุญประสิทธิ์ กฤตย์ประชา

สิ่งที่มีอยู่ในวันนี้ยังไม่สามารถนำไปใช้ข้างหน้าได้เลย เพราะ IT ของ ม.อ. ยังไม่สามารถ Update ได้จริง เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิด แต่ละคณะควรมีการศึกษาข้อมูลทุกสัปดาห์ ที่ต้องทำเร็ว เป็นสิ่งที่ ม.อ. ต้องมาช่วยกันในการหาความจริง เพื่อทำให้เกิดประโยชน์


สรุปโดยทีมงานวิชาการ Chira Academy

วันที่ 6 กรกฎาคม 2559

เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในงานด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

โดย รศ.ยืน ภู่วรวรรณ

ทุกวันนี้เทคโนโลยีทุกอย่างอยู่ในโทรศัพท์มือถือหมดแล้ว เราสามารถหาข้อมูลหรือทำความรู้จักใครได้ผ่านการใช้โทรศัพท์มือถือ อย่างเช่น Siri ในโทรศัพท์เสมือนเลขาฯส่วนตัว หาข้อมูลต่าง ๆ ได้ เราสามารถพูดผ่าน Machine ได้หมดแล้ว เราสามารถคุยภาษาอะไรก็ได้ อยากรู้อะไรสามารถถามได้

ได้ยกตัวอย่างการเขียนสรุปในเอกสารกรมสรรพสามิต เพื่อตั้งเบิก ปัจจุบันสามารถเขียนหนังสือบนมือถือได้ผ่านการพูดผ่านโทรศัพท์มือถือ มี Point writing ที่สามารถพูดไปเรื่อย ๆ แล้วเทคโนโลยีจะพิมพ์ลงเอกสารเอง แล้วเราค่อยมา Edit อีกครั้ง

สรุปคือเทคโนโลยีในปัจจุบันไปเร็วมากต่อการเพิ่มมูลค่าในการทำงานของเรา ตัวอย่างการก่อสร้างคอนโดมิเนียมในปัจจุบันเป็นการใช้เครื่องจักรยกต่อคอนโดมิเนียมหมดเลย เครื่องจักรจึงกลายมาเป็นเครื่องทุ่นแรงเรา

สถิติเป็นการนำเอา Data มาวิเคราะห์ มีภาษา R ไว้ทำ Data Analysis

ทำไมต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน และการเรียนการสอน เปลี่ยนแล้วดีอย่างไร?

ทำไมต้องเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพราะเราอยู่ในโลกเปลี่ยน

ประเทศไทย 4.0 คืออะไร

ได้ล้อมาจาก Industry 4.0 ของเยอรมันที่บอกว่าอุตสาหกรรมได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก Change ทุกคนต่ออยู่กับอินเตอร์เน็ต อุตสาหกรรมในยุคต่อไปนี้สามารถทำขึ้นมาเพื่อบริการ(Serve) คนแบบ Individual ได้ ทุกคนต้องสามารถแสดงอัตลักษณ์ตัวเองว่าเราเก่งอะไร โดดเด่นอะไร อย่าทำให้เราเหมือนคนอื่น ดังนั้นการศึกษาในยุค 4.0 จึงใช้แนวคิดต่อไปนี้ เริ่มพัฒนาจากเครื่องจักรไอน้ำ มีหุ่นยนต์ มีการติดต่อหุ่นยนต์ หุ่นยนต์สามารถมี Learning Process ด้วยตัวเองได้ ดังนั้นการศึกษาต้องเปลี่ยนเป็น Education 4.0 เช่นกัน เรียกว่า Artificial Intelligence เป็นการสร้าง Program ขึ้นมาแล้วให้ไปเรียนเองเพิ่มเติม และพอ Machine เรียนไปเรื่อย ๆ จะทำให้เก่งและสามารถชนะแชมป์โลกได้

ดังนั้นวันที่บอกว่าประเทศไทย 4.0 คือ การทำงานแบบ Cyber system คือทุกคนมองผ่านจอสื่เหลี่ยมที่มือถือไปที่ Cyber ตัวอย่างที่แบงค์ชาติมีการดึงเอามือถือไปพ่วงกับบัตรประชาชนและแบงค์

คำถามคือ มหาวิทยาลัยจะปรับตัวในเรื่องนี้อย่างไร ?

สิ่งที่สำคัญในปัจจุบันนี้คือ อนาคตทายยาก มหาวิทยาลัยจะสร้างคนอย่างไรไปอยู่ในศตวรรษที่ 21 สิ่งที่เราทำทุกวันนี้เราทำเพื่อ 85 ปีข้างหน้า

มีการคาดเดาว่าปี 2022 โลกจะวิกฤติเพราะอาหารขาดแคลน และมีการประมาณว่าจะเป็น Limit of Growth แต่โดยความเป็นจริง มหาวิทยาลัยมีการทำ Limit ที่ตรงไหน สิ่งที่มนุษย์ต้องการคือจะแก้ปัญหาว่าโตหรือไม่ เพราะเมื่อมีอะไรที่ Limit ก็จะไปสร้างตัวใหม่เพิ่มขึ้นมา

มีการคาดเดาว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าประชากรไทยจะโตเต็มที่แค่ 75 ล้านคน และต่อมาจะมีจำนวนลดลงจาก 75 ล้านคน และเหลือ 45 ล้านคน

ดังนั้นในยุคนี้เป็นยุคที่ Supply over demand โรงเรียนในกรุงเทพฯ ถ้าไม่ใช่โรงเรียนชั้นนำจะเริ่มมีปัญหาเกือบหมด เนื่องจาก Demand ลดลง

ทางแก้ไข เมื่อเป็นเช่นนี้ การปรับตัวต้องเกิดขึ้นทันทีตัวอย่างเช่นการบินไทย ลดกำลังการผลิต ลดขนาดองค์กรลงจากเดิม เป็นต้น

เด็กในวันนี้เกิดน้อยลง Supply Over Demand ในยุคนี้มีการขยายตัวมาก เด็กที่อยู่กับเราในวันนี้เป็นเด็กรุ่นใหม่ เป็น Digital native กบ Digital immigrant

- เด็กในวันนี้เป็น Digital โดยกำเนิด

- อายุยังน้อยเกิดหลัง 1994

- ความต้องการเพื่อตนเอง

- นิสัย ต้องการ Gen ทำ

- คิดอิสระ เสรี ไม่บังคับ

- คนรุ่นใหม่ ยุคใหม่ เทคโนโลยีเข้ากัน

แรงกดดันที่ต้องเปลี่ยนมหาวิทยาลัยสู่ยุคดิจิตอล

แสดงถึงว่าในวันนี้เราเริ่มมี Digital Gap

1. ลูกค้าเราหรือเด็กรุ่นนี้เปลี่ยนไปมากไม่เหมือนก่อน Demand ก็เปลี่ยน

2. เทคโนโลยีมีแต่ของเกิดใหม่ เรื่องใหม่ ๆ เกิดขึ้นไปเรื่อย เทคโนโลยีเร็วมาก ดังนั้นวันนี้เมื่อมีแรงกดดันจากเทคโนโลยีใหม่

3. เรื่องสังคมที่เปลี่ยนเร็ว

ความท้าทายต่อการพัฒนานักเรียนรุ่นใหม่ Generation Z

Generation z มีลักษณะพิเศษ

1. Parallelism เด็กรุ่นใหม่คิดอะไรทำอะไรหลายอย่าง ทำการบ้าน ฟังเพลง เล่นเน็ต ดูทีวีในเวลาเดียวกัน

2. Connectivism เชื่อมต่อกับคน กับข้อมูลข่าวสารง่าย

3. Visualization มีจินตภาพ อ่านการ์ตูน ดูอินเทอร์เนต ไม่ชอบอ่าน

4. Virsualization สามารถอวตารเป็น Avatar ได้หลาย ๆ ตัว

5. Cloud application ไม่เก็บข้อมูล หรือจดจำกับตัวฝากคลาวด์

6. Short เป็นผู้นำอะไรสั้น ๆ เขียนสั้น ๆ SMS ทนต่อการคอยน้อย

คลาวน์เป็นต้นเหตุทำให้รูปแบบการศึกษากลับด้าน Fipped model (ต้องคิดแบบกลับด้าน)

โอกาส สิ่งที่จะเปลี่ยนไปสู่อนาคต

ทุกวันนี้สิ่งที่เป็น Physical กำลังจะปรับตัวเป็น Digital เมืองไทยต้องเอาศักยภาพตัวเองออกมา

1. ไทยมีความหลากลายทางชีวภาพสูง สามารถออกมาเป็นอุตสาหกรรมอาหาร

2. การมีชีวิตที่ยืนยาว Health

3. ไทยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ประเพณี Intelligence

4. สร้างขีดความสามารถประเทศไทย เรื่อง Digital Technology , Robot

5. อุตสาหกรรมข้ามยุค ใช้เทคโนโลยีจากต่างประเทศ

6. ใช้ปัญญา ใช้ความสามารถตัวเอง

ความท้าทายโอกาสที่ต้องเปลี่ยนรูปแบบ

1. ผู้คนอยากมีอายุยืนยาวขึ้น ปัจจุบันอายุเฉลี่ย 70 ปี แต่ในช่วง 10 ปีให้หลังอายุเฉลี่ยดีขึ้นมาก เกิดจากวิวัฒนาการทางการแพทย์ การพัฒนาสุขภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ

2. ทุกวันนี้คนเราต้องการอยากอยู่ตึกที่สมาร์ท ต้องมีระบบที่สนับสนุน วันนี้เราอยู่กับสื่อใหม่ อยู่กับวิถีชีวิตที่เต็มด้วย Mobile รูปแบบวิถีชีวิตเปลี่ยน

การเปลี่ยนแปลงสู่ชีวิตที่มาจาก Digital

1. ประเทศไทยเป็นสมาร์ทไทยแลนด์ ก็ต้องการเป็นสมาร์ทซิตี้ ได้นำภูเก็ตเป็นต้นแบบ คุณภาพการบริการที่ดี

2. คุณภาพชีวิตต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ท้าทายเรา

การเปลี่ยนแปลงสู่ Smart

ถ้ามหาวิทยาลัยเป็น Smart University คณะต่าง ๆ จะเป็น Smart Faculty

นิยาม SMART

1. ต้องทำมหาวิทยาลัยให้ตอบสนองต่อการประยุกต์และใช้งานบริการได้ดี

ทุกอย่างต้องทำให้เบ็ดเสร็จผ่านโทรศัพท์มือถือ ต้องให้อยู่บนมือถือให้ได้

2. เรียนรู้จากสถานการณ์ที่ผ่านมา นำมาปรับแก้ไข

3. สื่อสาร ตอบสนองผลที่เกิดขึ้นต่อผู้ใช้หรืออุปกรณ์อื่น

4. ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้เองอย่างเหมาะสม

ให้อาจารย์ลองอ่านการ์ตูนมังงะ จะฝึกให้จินตนาการจากรูปภาพ เราต้องฝึกตอบสนองและปรับตัวตามสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

ข่าวสารต้องมีการ

สร้างขึ้นมา ส่งต่อ ประมวลผล มีความสัมพันธ์ ตีความ ปรับตัว แสดงผล/กระทำ

Smarter campus คือ องค์กรที่สร้างบน SW/HW ที่สนับสนุนกรทำงานของอุปกรณ์เป็นล้านตัวที่สามารถส่งข้อมูลระหว่างกันเป็นพันล้านรายการ

ความท้าทายอันยิ่งใหญ่คือ เราต้องทำให้ ม.อ.เป็น Go Digital

มุมมองทางด้านดิจิตัล

- Digital Campus ,

- Cloud ทุกวันนี้เป็น Cloud Computing ขีดความสามารถจะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นเมื่อมี Data มากจะกลายเป็น Big Data การที่คนอยู่กับ Data จำนวนมากจะได้เปรียบ

- Digital Infrastructure

ภายใต้อนาคต ของในห้องนี้ทุกอย่างจะต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ต

สามสิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ

ต้องบูรณาการสามเทคโนโลยีเพื่อเป็นฐานการพัฒนาการศึกษาของไทยให้ก้าวหน้า ยั่งยืน

1. การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ M2M รับส่งข้อมูล

2. Cloud Computing ประมวลผลและใช้ข้อมูล

3. Big Data วิเคราะห์ แปลผล สร้างความรู้

Internet of Things (IoT)

เป็นการขยายขอบเขตของอินเตอร์เน็ต ปัจจุบันเพื่อการเชื่อมต่อ สื่อสารกับสิ่งของ devices และ physical objects

หมายถึงเทคโนโลยีสิ่งที่ก่อให้เกิด การบรณาการข้อมูลในโลกความจริง และบริการเข้ากับเทคโนโลยีเครือข่าย

การประยุกต์ใช้ Internet of Things (IoT) ในชีวิตจริง

- กิจกรรมประจำวัน

- Glowcaps ไม่ลืมกินยาอีกต่อไป

- MIMO ดูแลลูกน้อย

- Bodyguardia ดูแลตัวเรา

- Nest บ้านเย็นก่อนเข้าบ้าน

- Wemo ไม่ต้องห่วงว่าลืมปิดไฟ

- Hue คุมแสงสว่างแบบรีโมต

- Cobra กุญแจรถอยู่ไหน

- Echelon ไฟถนนอัจริยะ

- Aircasting แชร์คุณภาพอากาศ

- Airqual วัดสภาพแวดล้อม

- Alarms เตือนภัยล่วงหน้า

Smart Campus เป็นการเชื่อมอุปกรณ์ IoT จำนวนมากเข้าด้วยกัน รับส่งข่าวสารระหว่างกัน

- ทุกอุปกรณ์มีไอพีแอดเดรส

- พร้อมเชื่อมต่อ และส่งรับข้อมูลผ่านเครือข่าย

ปัจจุบันอยู่ภายใต้ Big Data และทุกขณะมีข้อมูลถูกส่งขึ้นคลาวด์ The Big Data

นิยาม คลาวด์ เน็ตเวิร์กเป็นศูนย์กลางกับการทำงาน

ดังนั้นการเรียนรู้ในวันนี้ต้องเป็น Cloud Knowledge

ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่บนก้อนเมฆอยู่แล้ว 1. App 2. Data

คลาวด์เข้าถึงได้ด้วยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เป็นข้อมูล เนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต

  • คลาวด์ เริ่มพัฒนาการมาจากเว็บ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต
  • สองทิศทาง นำเข้าและเรียกดูง่าย
  • ผู้คนร่วมช่วยกัน ใส่ข้อมูล
  • มีทั้งระบบเปิดและปิด
  • ช่วยเก็บเนื้อหา ความรู้ไว้ใช้ร่วมกันได้มาก เป็นทรัพยากรการศึกษา
  • ตัวอย่างเช่น วิกิพีเดีย ยูทูป เฟสบุกซ์ ฯลฯ

Power law ข้อมูลมาก อยากรู้อะไร ดูบนคลาวด์

- ข้อมูล ความรู้บนคลาวด์ เมื่อเรียกใช้ มีมาก Power law ,Long tail , Pareto distribution

- ข้อมูลข่าวสารบนคลาวด์มีท่วมท้น

ข้อมูลบนคลาวด์ กับการทำงานผ่านคลาวด์

- Image เริ่มสร้างจากสิ่งที่ทำให้ข้อมูล Visible

- เราต้องทำให้บนมือถืออ่านได้

- การทำให้องค์กรเรา Visible ต้องทำให้มองว่าใครเป็นคนมองเรามา

- เราต้อง Aware ตัวเองที่ Refresh Analog จำนวนมาก

- รูปแบบการเรียนรู้เปลี่ยนแปลงไปอยู่บนก้อนเมฆ ดังนั้นเราต้องปรับตัวเพราะการเรียนการศึกษากำลังเปลี่ยนไป

เรียนรู้จากตัวอย่างการทำงานบนคลาวน์

- โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือที่อยู่กับตัวเรา

- ตัวอย่างเมื่อมีเสียงเข้ามาที่โทรศัพท์มือถือ ส่งไปCompute ที่คลาวน์ แปลงเป็นภาษาอื่นแบบ Real Time หรือพูดแล้วเทคโนโลยีสามารถพิมพ์ให้ได้เลย เราจะได้ร่างหนึ่งแล้วค่อยมา Edit เลย เทคโนโลยีใหม่จะมา Replace ของเดิม แล้วของเดิมจะหายไป เราอยากให้ Cyber มาผสมกับ Physical เป็น Cyber Physical System

สรุป คือ โทรศัพท์มือถือในวันนี้เป็นการเชื่อมต่อรูปแบบใหม่ที่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ได้ทันที

คลาวน์โตเพราะทุกคนช่วยกันสร้าง ช่วยกันแชร์ ช่วยกันใช้ เติบโตเพราะเป็นสมบัติร่วมกัน คล้าย ๆ กับ Wikipedia

ตัวอย่างการสอนภาษาอังกฤษ วิธีที่ดีที่สุดคือการเรียนทางสังคม

มหาวิทยาลัยพยายามสร้างคน Active และจะทำให้การทำงานเกิดความสนุก

โลกยุคจากนี้ไปจะสื่อสารกันทางเทคโนโลยีมากขึ้น ด้วยกลไกนี้จึงมาจากเทคโนโลยียุคใหม่ ธุรกิจเหล่านี้อยู่ที่ชายขอบ เราไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีอะไร แค่เพียงนิดเดียวถ้าไม่ปรับตัวอาจมีปัญหาเช่น Nokia หรือ Kodak ดังนั้น วันนี้จึงมีอะไรบางอย่างที่เกิดเร็ว มีการรวมตัวกัน มีการสร้าง Avatar เป็นตัวการ์ตูนที่เป็นตัวแทนเราแต่ไปอยู่ในโลก Cyber

สรุปคือจินตนาการบางอย่างสร้างได้ง่าย ตัวที่เป็น Real Product เล็กนิดเดียว

Service Science เป็นสาขาใหญ่มาก ดิจิตอลจะเปลี่ยนแปลงบทบาทการทำงานในอนาคตเป็นอย่างไร การเรียนการศึกษาต้องกระจายรูปแบบเป็น Cyber มากขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องการเงินจะเปลี่ยนเป็น Digital เป็นเดบิต แบงค์ชาติต้องทำ พร้อม Pay เป็น Digital Finance มหาวิทยาลัยก็ต้องปรับตัวเช่นกัน

ระบบการเงินในเศรษฐกิจดิจิตอลสำหรับประเทศไทย any-id

- การจ่ายเงินเป็นหัวใจสำคัญของการซื้อขาย

- การใช้ digital currency

- การซื้อขายแบบ Micro finance

- มีการสร้างระบบการเงินใหม่ Bitcoin, digital wallets

Social Economy ของใหม่สำหรับอนาคต

- เศรษฐกิจที่อาศัย Connectivity

- มีบริการแบบใหม่ ๆ New service

- การดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม Social Economy เช่น Wikipedia ,Coursera, Khan Academy

- ตัวอย่าง UBER, Airbnb, Facebook, Alibaba etc.

Mobile Economy

- มีจำนวนโทรศัพท์มือถือมากกว่าจำนวนคน

- การดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจทำได้บนมือถือ New contexts, New behavious ,New business model

- สังคมก้มหน้า

เทคโนโลยีความมั่นคงปลอดภัย และ IPR

- More connectivity = More collaboration = Emerging new intellectual property rights

- ความมั่นคงปลอดภัยคู่กับ Digital Economy

สถาปัตยกรรมรวมของ Digital Economy

- Social network

- Mobile device

- Cloud

- Big data

- Analytics

- Online App

- Security

การสร้างเว็บที่คุณภาพต้อง Responsive

- กำหนดเป้าหมายชัดเจน

- ออกแบบโครงสร้างที่ดี

- ไม่แบ่งจอ ใช้กับโมบายได้

- เป็นสื่อแบบ Rich media? คีย์เวิร์ด

- เรียบง่าย ง่าย ง่าย

หลังปี 2007 เทคโนโลยี + การสื่อสาร + ความคิด + ออกแบบ + สังคม = สื่อสังคม

- ทั้งหมดที่เป็นดิจิตอล + อีเมลล์, เว็บไซต์ , อนุทินบนเว็บ/ปูม บันทึก Logs (Blogs) , สตรีมมิ่งวีดิโอ , วิกิ (เครื่องมือเขียนร่วมกัน), พอดคาสติ้ง (การส่งเอ็มพีสาม ; การดาวน์โหลดบนไอพอตหรือเครื่องเล่นอื่น , เว็บที่โต้ตอบกันได้ & ทีวี & โทรศัพท์มือถือ SMS, RSS

อยู่กับสื่อใหม่ นิเวศน์+ดิจิทัล Digital Eco-systems

- สังคม = ความสัมพันธ์

ภาษาคณิตศาสตร์ Y=f(x1,x2,…) เช่น ครอบครัวเป็นฟังก์ชั่นความสัมพันธ์ของ พ่อ,แม่,ลูก,…

ครอบครัว = f(พ่อ,แม่,ลูก,..)

- สังคม คือความสัมพันธ์และการอยู่ร่วมกันของ คนกับคน คนกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมรอบตัวคน คนกับสิ่งที่อยู่เหนือธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ที่มีเทคโนโลยีคั่นกลางนิเวศน์ดิจิทัล คือการอยู่ร่วมกันของคนกับสิ่งแวดล้อมทางดิจิทัล มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเข้ากับ นิเวศน์ดิจิทัล

การเปลี่ยนแปลงระบบสื่อสารมวลชนเข้าสู่สื่อใหม่แบบออนไลน์

- ต้องรู้เท่าทันสื่อ

- ต้องให้ความสำคัญกับสื่อและการเรียนรู้แบบใหม่

- เร็ว มีผลแรง และหายไปเร็ว

- เราต้องเป็นคนเก่งที่มองเรื่องนี้เป็น ต้องนำทีมประชาสัมพันธ์เดิมมาช่วยกันเปลี่ยนแปลงให้มีสื่อสารองค์กร และใช้ประโยชน์ในการสร้าง Visible ให้เก่ง

- เป็นตัวสร้าง Image สามารถสร้าง Drama เป็นการสื่อสารองค์กร และเป็น Virus ได้ง่ายคือปากต่อปาก

วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่จึงเกี่ยวข้องกับจริยธรรมการใช้ข้อมูลข่าวสาร

1.สิทธิข้อมูลส่วนบุคคล (Information rights)

- เป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิบุคคลหรือองค์กรที่มีต่อสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับตนเอง

2. ทรัพย์สินทางปัญญา (Property rights)

- เป็นเรื่องสิทธิปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาในรูปของดิจิทัล

3. ความรับผิดชอบความเสียหาย (Accountability)

- ความรับผิดชอบต่อกรณีความเสียหายหรือสูญเสียต่อคนที่เกี่ยวกับการเก็บหรือใช้สารสนเทศหรือทรัพย์สินทางปัญญา

4. คุณภาพระบบที่นำเสนอ (System Quality)

- มาตรฐานของข้อมูลหรือระบบในด้านการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลและความปลอดภัยของสังคมที่ผู้ดำเนินการต้องกระทำ

5. คุณภาพชีวิต (Quality of life)

- คุณค่าที่ได้รับจากสังคมสารสนเทศและสังคมฐานความรู้

สรุป การทำงานทั้งหมดสิ่งที่เป็นดิจิตอลจะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และมหาวิทยาลัยต้องไปในแนวหน้า เพราะแนวหลังจะเจอปัญหามาก


สรุปโดยทีมงานวิชาการ Chira Academy

วันที่ 7 กรกฎาคม 2559

Group Assignment & Presentation Lesson Learned – Share and Care : บทเรียนจากหนังสือ(เล่มที่ 3)

กลุ่มที่ 1 Innovation : The classic traps

หนังสือ Innovation จะแปลก รูปแบบจะมี Inbox ให้อ่าน มีคนเขียน 10 ทีม 10 คน

บทที่อ่านเป็นเรื่องนวัตกรรมที่จะเกิดแต่มี Traps ที่ไม่ทำให้เกิดนวัตกรรม คนเขียนคือ Elizabeth Moth Hunter

กับดัก 4 อย่าง

1. Strategic Mistake ตัวอย่างเรื่องนี้บอกถึงกับดักนวัตกรรมและวิธีแก้แต่ละเรื่องเช่น กับดักเรื่องโครงสร้าง วางกลยุทธ์แคบไปหรือปีนไม่ถึง ทางแก้ไขคือวางกลยุทธ์ให้กว้างขึ้น อย่าให้ปีนสูงเกิน

2. Process ตัวอย่าง ถ้ากระบวนการเข้มข้นเกิน ต้องให้ความยืดหยุ่นมากขึ้น อย่าควบคุมมากเกินไป ไม่เช่นนั้นจะไม่เกิด

3. Structure ตัวอย่าง ถ้าโครงสร้างไม่ดีอาจทำให้ Connection หลวมไป ต้องแยกในกลุ่ม เราต้องช่วยกันสร้างกลุ่มนวัตกรรม และกลุ่มที่เป็น Business ต้องสร้างนวัตกรรมให้มี Soft Science มาช่วยให้ต่อยอดไปด้วย

4. Skill Mistake ตัวอย่างผู้นำอ่อนแอ ดังนั้นทางแก้คือเลือกผู้นำที่ส่งเสริมให้เกิด Collaboration Culture

ในหนังสือได้แสดงถึงตัวอย่างที่ทำเป็นหลัก และได้ยกตัวอย่างที่ทำใน HW เป็นการหานวัตกรรมจากมิติอื่น ในการขยายกรอบและค้นหาสิ่งที่ดี อย่าง Time Magazine ได้เริ่มมี Line Product และออกรูปแบบอื่น ๆ ด้วย แทนที่จะ Scope เท่าเดิม ก็ออกแบบอื่นเพื่อตอบสนองลูกค้าทุกกลุ่ม

ตัวอย่างเรื่อง Process Mistake กระบวนการไม่ยืดหยุ่น เป็นกระบวนการวางแผน เช่นรายการของ BBC ก็ได้มีรูปแบบ สารคดีที่พยายามปรับโปรแกรม การทำงานในรูปแบบเดิม ๆ น่าจะเปลี่ยนไปมาก

เรื่องโครงสร้างไม่สนับสนุน มีหลายองค์กรที่ในหนังสือที่พูดถึง

และเรื่องสุดท้ายคือ Skill Mistake ผู้นำต้องส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกัน ประสานให้เกิดการสร้างนวัตกรรมร่วมกัน

ตัวอย่างสำหรับ ม.อ. เช่นเรื่องยางพารา เรามี Innovation แต่คนอื่นนำไปทำ กำไรที่ได้ได้เฉพาะค่าจ้าง และค่าผลิตนิดเดียว ซึ่งสิ่งนี้จะเกิดกับดักในการเชื่อมระหว่าง Innovator กับ Business

หมอนรองต้นคอที่ทำด้วยยางพารา หรือยางพาราปูพื้นสนามฟุตซอล หรือสระว่ายน้ำ จะพบว่ามีถนนที่ใช้ยางพาราแล้วมีข้อสงสัยว่าเป็นร่อง ทำให้ถนนทรุดหรือไม่ มี Product ที่ขายได้หลายตัวแต่อาจทำไม่ดี มีสิ่งที่ถ่ายทอดหลายตัว เช่นอุปกรณ์หมุนปรับกลไกเคลื่อนที่ มีโลหะ Sensor สำหรับชุดกรองน้ำ โดยคณะวิทยาศาสตร์ หรือคณะแพทยศาสตร์ มีที่รองส้นเท้าขายอยู่ หรือการทำเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีที่ทำอยู่ที่คณะแพทยศาสตร์ สปอ.สามารถตรวจได้หลายเรื่องโดยไม่ต้องมาที่ ม.อ. นักวิจัยทำเสร็จแล้ว แต่การกระจายไปแต่ละที่อยู่ในจุดที่จำกัด และหลายคนอาจยังไม่ทราบว่ามีการตรวจแบบ Real Time และมีการส่งสัญญาณขึ้นมา แต่เราจะนำไปต่อยอดได้อย่างไร ซึ่งพบว่าที่ ม.อ. มีหลายจุดที่ต้องพัฒนาทั้ง 4 เรื่อง คืออย่าให้มีการจำกัดโครงสร้างแคบเกิน เปิดโอกาสให้นวัตกรรมเกิด มีการเชื่อมโยง และสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรม แล้วโอกาสที่จะทำรายได้จากนวัตกรรมได้ 10 – 100 ล้านบาทก็สามารถเป็นไปได้

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ดร.จีระ ได้เสริมว่า Collection ของ Harvard ดี การสู้กับคนอื่นได้ต้องหาความรู้ทุกวัน ต้องมีความบ้าคลั่งในการหาความรู้ ต้องสร้างให้เป็นนิสัย และมีบทความอันหนึ่งเขียนโดย Peter Drucker เน้นเรื่องความจริงและตรงประเด็นเหมือน ดร.จีระ เขาเป็นคนที่ไม่บ้าคลั่ง Theory มากเกินไป

Paper นี้เกี่ยวข้องกับ ม.อ.โดยตรง ซึ่ง Elizabeth ได้อธิบาย 4 เรื่องที่เป็นกับดักแล้วนำไป Apply กับ ม.อ. ซึ่งทางผู้นำเสนอพูดถูกที่ว่า ม.อ. เอางานวิจัยไปสร้าง New Idea และสร้างมูลค่าเพิ่ม ถ้าทุกท่านรวมพลังกันเอาชนะอุปสรรคด้วยจะดีมาก ให้ลองถาม Leadership ว่ามี Skill เหล่านี้หรือไม่ สิ่งที่ต้องการคือมี Inter Personal Skill มีจริงหรือไม่ บางครั้ง ม.อ.มีการสั่งการที่มากเกินไป ไม่มี Dialogue ที่ตรงตามความเป็นจริง จึงอยากให้ความสำคัญเรื่อง Inter Personal Skill และอย่าประมาทกับของเล็ก ๆ

Paper นี้พูดเรื่อง Strategy , Process , Structure เราพูดถึงหน่วยงานเต็มไปหมด เราต้องพูดถึง Customer

ศักยภาพในห้องนี้มหาศาล แต่ถ้าไปประกบกับวัฒนธรรมองค์กรจริง ๆ จะได้หรือไม่

กลุ่มที่ 2 The Discipline of Innovation

เป็นเรื่องความเชื่อมโยงกับนวัตกรรม ผู้ประกอบการ นักธุรกิจอุตสาหกรรมต่าง ๆ Peter Drucker มองว่าเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะถ้าไม่สามารถสร้างนวัตกรรมในตนเองได้จะไม่สามารถแข่งขันได้

แหล่งเกิดนวัตกรรมมาจากไหนแบ่งเป็น 2 ส่วน ที่มามาจากตัวระบบของผู้ประกอบการมี 4 สาเหตุมาจากที่มาตรงนั้น เกิดจากปฏิกิริยาในเชิงสังคม

จุดกำเนิดของนวัตกรรมอันแรกที่เกิดในตัวอุตสาหกรรมคือเหตุการณ์ที่เกิดโดยไม่คาดคิด บางอย่างอาจเป็นสิ่งที่ดีและบางอย่างอาจเป็นสิ่งไม่ดีได้ ซึ่งสามารถนำมาทำเป็นนวัตกรรมใหม่ได้ ได้ยกตัวอย่าง IBM ได้มีการผลิต Accounting Machine ให้กับธนาคารแต่ไม่ซื้อ แต่คนที่ซื้อเป็นระบบห้องสมุด และมีหลายส่วนได้นำไปใช้ ได้ก่อให้เกิดประโยชน์มาก ทำให้งานทุกอย่างง่ายขึ้น เป็นตัวอย่างหนึ่งของคอมพิวเตอร์ที่นำไปใช้โดยไม่คาดคิด และต่อยอดให้เกิดความสำเร็จ

สิ่งที่ไปไม่ได้หรือไม่ได้ลงรอยกัน แต่พอผลิตขึ้นมาสามารถนำไปใช้ได้ ได้ยกตัวอย่างวิวัฒนาการทางการแพทย์ บางครั้งไม่สามารถน่าจะเป็นไปได้ แต่สามารถเป็นแหล่งก่อนวัตกรรมได้เช่นเครื่องมือทางการแพทย์ หรือ การนำยางพาราไปใช้เป็นหมอนหนุนคอ เป็นต้น

กระบวนการทางนวัตกรรมต้องมีการปรับปรุง และดูแล ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการผลิต ฯลฯ ตัวอย่างเช่น หนังสือพิมพ์เป็นสินค้าชนิดเดียวในโลกที่ขายราคาต่ำกว่าทุนแต่สามารถอยู่รอดได้ ที่อยู่รอดได้เพราะฆ่าโฆษณา เพราะได้ผลิตมาต้นทุนสูงจึงได้มีการคิดค้นเรื่องค่าโฆษณาเพื่อมาสนับสนุน รายได้หลัก 80% มาจากการโฆษณาเหล่านี้ เช่นเดียวกับระบบโทรทัศน์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้แสดงถึงการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เกิดโฆษณา

การเปลี่ยนแปลงในเชิงอุตสาหกรรม และการตลาด มีการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น การทำแบบเดิมจะไม่สามารถอยู่รอดได้ ทุกอย่างต้องปรับเปลี่ยนหมด เมื่อตลาดเปลี่ยน เอกชนสามารถทำการตลาดได้ดีมากยิ่งขึ้น จึงต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรให้น่าสนใจมากขึ้น

แหล่งที่มาทางสังคม การเปลี่ยนแปลงประชากร เรื่องผู้สูงวัย ระบบมัธยมศึกษาน้อยลง ใครจะมาเรียน โครงสร้างเปลี่ยนไป ผู้สูงวัยมากขึ้น เด็กน้อยลง เป็นตัวผลักดันให้สถาบันการศึกษาปรับปรุงวิธีการใหม่ของตนเองให้เกิดนวัตกรรมใหม่ขึ้น

การเปลี่ยนแปลงในเชิงรับรู้หรือเชิง Perception เป็นเชิง Mood หรืออารมณ์ มากกว่าเชิง Action หรือการกระทำที่มากกว่าความจริง เช่นเรื่องสุขภาพ การรับรู้เรื่องการพัฒนายา วิธีการรักษา มีการใช้วัคซีนป้องกันโรค แต่พอถึงจุดหนึ่งคนเริ่มปรับวิธีการคิดคือ รักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อไม่ไปรับการรักษาโรคอีกต่อไป จึงมี Fitness Center มีกางเกงสุขภาพ รองเท้าสำหรับการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลง Perception ในสังคม

การเกิดความรู้ใหม่ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ เช่นยางพารา ซึ่งนวัตกรรมที่เกิดความรู้ใหม่ดีได้ต้องเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากหลายศาสตร์ผสมกัน

Discipline of Innovation เกิดได้จากการวิเคราะห์ช่องทาง เพราะความจริงไม่ได้เกิดจากความเฉลียวฉลาด หรืออัจฉริยะ แต่เกิดจากการหาช่องทางแปลกใหม่ ซึ่งนำสู่การวิเคราะห์นวัตกรรม ขึ้นอยู่กับบริบทและข้อมูลต่าง ๆ

นวัตกรรมไม่ใช่สิ่งที่ซับซ้อน แต่อาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่อาศัยการเปลี่ยนแปลงเป็นฐาน เป็นความจริงแท้ที่อยู่ใน Original เน้นการกระตุ้นให้ Entrepreneur คิดสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ต้องยอมรับว่าหลัง ๆ เราใช้นวัตกรรมไปใช้ในด้านต่าง ๆ และเน้นที่ Product Innovation มากเกินไป สำหรับ ม.อ. สามารถเป็น ชุมชน Innovation , Process Innovation ให้เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ เช่นการเรียน การสอน อยากให้บทความเหล่านี้กระจายไปที่นักศึกษาอ่านด้วย

ได้ยกตัวอย่างที่ World Economic Forum ว่าประเทศจีนกับอินเดียที่ไหนเก่งนวัตกรรมมากกว่านั้น ดร.จีระ มองที่อินเดียเพราะมีบังกาลอร์ แต่ดร.ศุภชัยมองถึงความยิ่งใหญ่ของจีน แต่ความจริงการมีนวัตกรรมอยู่ที่การสร้างความยิ่งใหญ่ในสิ่งที่ริเริ่มแต่ไม่ใช่การ Copy เท่านั้น Growth ของจีนไม่ได้มาจาก Innovation จริง แต่อินเดียมาจาก Innovation จริงเพราะเขาเก่งทางด้าน IT สรุปคืออยากให้บทความนี้เข้าไปอยู่ในตัวของผู้บริหารทุกคน สิ่งที่ Peter Drucker เขียนได้สะท้อนความจริง

ตัวอย่าง ม.กรุงเทพ เน้น Creative Industry ม.รังสิตก็ได้มีการพัฒนาไปมาก ส่วนม.อ.อย่าประมาท เพราะที่อื่นเขาก้าวไปเร็วมาก

ต้องเน้นความรู้ที่ข้ามศาสตร์ และมีความคิดที่ดี ต้องเรียนสังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ Industry ต้องให้รู้ว่า Peter Drucker มองจาก Reality ทำไม 1985 ยังมีความ Classic อยู่ สิ่งที่เขาได้คือ เขาเรียนรู้จากนักเรียนทุกวัน และเขาไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง

กลุ่มที 3 The Customer Centered Innovation Map

ที่มาของเรื่องนี้ Harvard Business Review เคยตีพิมพ์ในปี 2002 แล้วได้มีการตีพิมพ์ใหม่ทำให้มองเห็นว่าเราสร้าง Innovation ขึ้นมา บริษัทต่าง ๆ ต้องพยายามทำให้สินค้าเจริญก้าวหน้า ทุกบริษัทจะ Focus ที่ Product , Leadership , Customer , Excellent แต่มีส่วนน้อยมากที่เขามุ่งไปที่ Customer เราจะหาวิธีแก้ไขอย่างไร คือถ้ามองไปที่ Product คือสินค้าและบริการ มองตั้งแต่เริ่มต้นและจบงาน เรามีขั้นตอนในการปรับปรุงผลงานให้ดีได้อย่างไร

ขั้นตอนได้มีการวิเคราะห์ในรูปของสินค้าและ Software ต่าง ๆ ได้ Idea ว่าถ้าเรามุ่งไปที่ Job ของ Customer และพบว่าทุกงานดีหมด

1. ทุก Job ต้องมี Process ในการทำงาน มีโครงสร้างที่ดีเหมือนกันหมด

2. ลักษณะของ Job แตกต่างกัน ทำอย่างไรให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น

3. วิเคราะห์จากโครงสร้าง Job สู่การสร้าง Innovation

เราจะพบว่าทุกขั้นตอนในการทำงานมีช่องทางในการปรับปรุงตลอด เราต้องมองหา Idea ในการปรับปรุง Innovation ขึ้นมา ให้หาโอกาสในการสร้าง Innovation โดยใช้ Job Mapping คือทำแผนที่ผลงาน จุดประสงค์ต้องมองที่ Customer เป็นหลักคือถ้าลูกค้าใช้บริการของเราตั้งแต่เริ่มต้นถึงสุดท้ายแล้วลูกค้ารู้สึกว่าทำงานสิ้นสุดลงแล้วทำงานด้วยดี ประสบความสำเร็จได้อย่างไร สิ่งนี้คือเป้าหมายของการทำ Mapping ซึ่งมี 8 ขั้นตอน

1. Define เพื่อหาว่าเป้าหมายเป็นอย่างไร

2. ต้องหาข้อมูลเตรียมความพร้อม

3. Set เตรียมพร้อมทำงาน

4. Confirm การทำงาน

5. Executive ทำงานให้สำเร็จ

6. Monitor ตรวจสอบ

7. ปรับปรุงและพัฒนา

8. ดูว่าเป็นการสรุป

บาง Product / Service อาจมีขั้นตอนเพิ่มเติม ที่ผู้ฝึกหัดทำตามขั้นตอนนี้จะได้ Idea ที่สร้าง Innovation สิ่งที่เรามอง เรามองเป็น Step เสร็จแล้วการทำงานหรือวางแผน การสร้าง Innovation ไม่ว่าจะเป็นบริการหรือสินค้า จะมีการประชุมร่วมกันในทุกฝ่ายรวมถึงลูกค้าที่ทำงานร่วมกับเราให้ดูว่า Job Mapping ที่เราทำทั้งหมดจากความคิดเห็นของแต่ละคนเป็นอย่างไร ให้ไปที่ Step level ดูที่ Sequence ที่ต้องปรับเปลี่ยน แนวคิดสามารถไปประยุกต์ใช้เพื่อสร้าง Innovation ได้อย่างไร

สรุปคือ Innovation แฝงอยู่ในทุกงานที่ทำอยู่ เราต้องมองไปเห็นที่ขั้นตอนการทำงาน เช่นโรคธาลัสซีเมีย ก่อนแต่งงานต้องไปตรวจก่อนว่าเป็นหรือไม่ ทุกวันนี้มีหลายขั้นตอน และยุ่งยาก จึงอยากให้พัฒนาขั้นตอนตรวจเป็น Step เดียว ไม่ยุ่งยาก และไม่แพง ถ้าพัฒนาได้จะพัฒนาเป็น Innovation ที่นำไปใช้ได้หลายงาน จึงอยากให้ไปมองที่ Customer เพื่อนำไปปรับใช้ในการพัฒนาอีกหลายขั้นตอน

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

รายละเอียดมาก แต่หลัก ๆ ม.อ. คิดอะไรต้องคิดถึงคนที่จะมาซื้อและใช้บริการกับเรามากที่สุด Customer Centric และแนวโน้มในอนาคตคือ Co-Creator คือการทำงานร่วมกัน เราต้องร่วมสร้างสิ่งที่ดี แล้วการเรียนการสอนจะพัฒนาขึ้นมาเอง มหาวิทยาลัยได้สร้าง Value ให้กับ Customer และคุณค่าของเขาคืออะไร ม.อ.ต้องมีแก่นขึ้นมา 1-2 อันเพื่อดู Job Mapping ดูขั้นตอนในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดประโยชน์ที่แท้จริง อย่างการทำ Quality Control ทำอะไรก็ตามให้นึกถึงลูกค้าในอนาคตให้ดี ยกตัวอย่าง ดร.กฤษณพงษ์ มองว่า Blue Ocean เป็นอย่างไร หลักสูตรต้องสร้างให้มีคุณค่าและมูลค่าต่อนักศึกษาอย่างแท้จริง

Customer อีกอย่างที่ฝากไว้คือต่างประเทศ CLMV ดังนั้นต้องมีการปรับให้สอดคล้องกับคนเหล่านั้น รับฟังความคิดเห็น มีการปรึกษาหารือกับส่วนต่าง ๆ มากขึ้น Job Mapping จะเสมือน PDCA แม้ไม่มี Innovation ก็ต้องทำอยู่ดี ประเด็นคือต้อง Identify Customer ให้ออกและให้เขามีส่วนร่วมในการปรับปรุงข้อมูลต่าง ๆ ให้มองที่ Demand Side มากขึ้น

กลุ่มที่ 4 How GE is Disrupting itself

GE เริ่มก่อตั้งมา 121 ปี เริ่มตั้งแต่ ปี 1889

LGT : Local Growth Team คืออะไร มีรายได้ 117 พันล้านเหรียญ มีพนักงานอยู่ 300,000 คนทั่วโลก ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของ GE ได้แก่ MRI หรือ CT Scan ที่อยู่ในหน่วยงานทางการแพทย์ใหญ่ ๆ

GE ทำเศรษฐกิจระดับโลกบนฐานท้องถิ่นบน Mass Communication พยายามขายในประเทศที่เกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย หรือประเทศที่กำลังพัฒนา ประเด็นคือ Reverse Innovation มาเมื่อไหร่ และทำไมต้องมา เพราะกลุ่มนี้มีเงินน้อย ต้องผลิตเครื่องที่เคลื่อนที่ได้และใช้งานได้ง่าย เป็นลักษณะนวัตกรรมย้อนกลับ ทำไมต้องมีนวัตกรรมเหล่านี้ สาเหตุคือ 1. ถ้ามีของที่แพงแล้วเป็นของ Premium แต่มาขายถูก Brand จะเสียหรือไม่ 2. ถ้าขายของถูก Margin จะต่ำลงหรือไม่ 3.GE ของของใน Premium แต่ทำไมขายของราคาถูกในตลาดใหม่

Reverse Innovation ทาง GE ได้มีการไปคุยกับนักธุรกิจที่จีน และอินเดียว่ามีแนวโน้มตลาดและราคาเป็นอย่างไร ได้สรุปว่า CEO ที่ดีต้องทำการบ้านหรือวิเคราะห์โดยนำข้อมูลมาร้อยเรียง และมีนโยบายสรุปว่า GE จะทำข้อมูลที่ดีที่สุด โดยการเปลี่ยนแผนทำ Local Growth Team มี 5 Characteristics

1. ให้อำนาจในการเลือกผลิตสินค้าเองว่าผลิตอะไร

2. เริ่มจาก Zero Base innovation คือการ Focus ในสินค้าที่ผลิตอย่างแท้จริง คือ Build from scrath

3. Zero Base Organization ใช้คนในพื้นที่ จ้างคนในพื้นที่ และให้คนในพื้นที่ดูแล

4. สามารถปรับวัตถุประสงค์งานให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุดเนื่องจากอยากได้เครื่องที่ถูก เพราะคนจีนยังใช้บริการเหมือน 30 บาทรักษาทุกโรคเหมือนไทยอยู่ อยากใช้งานในเครื่องที่เคลื่อนที่ได้ และคุณหมอในชนบทไม่เชี่ยวชาญในเครื่องยาก มีทีมไปดูแล

5. Strong support from the top ทาง GE มีการลงทุน 3 พันล้านเหรียญ เพื่อให้ได้นวัตกรรมใหม่ และลงทุนคนเพื่อคิดนวัตกรรมใหม่ และสุดท้ายสามารถผลิตได้ 278 ล้านเหรียญต่อปี เหตุผลที่ CEO ต้องดูแลเพราะ

- ลดปัญหาทีมของบริษัทแม่และทีม Local ต้องรู้ Segment ของตนเองอยู่ตรงไหน

- ให้ทีม Local ไปเรียนรู้ Global ได้

- เอา Innovation ที่ได้ในประเทศนี้ไปขายในประเทศที่ร่ำรวยแล้วได้ด้วย สามารถขายได้มากขึ้น

สรุป ม.อ. เป็นท้องถิ่น สามารถใช้ Customer Oriented สามารถคิดในเชิงฐานลูกค้า มีหลักสูตรพิเศษอะไร และจะขายหลักสูตรที่เป็นม.อ.อย่างไร ส่วนอีกเรื่องคือ Empowerment ให้แต่ละบริษัท หรือคณะสามารถทำเรื่องอะไรได้เอง

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

Reverse Innovation น่าจะเป็น Issue ที่ ม.อ. คิดร่วมกัน สิ่งแรกคือ ชุมชนกับ ม.อ. สิ่งที่อยากฝากไว้คือ PSU 1 ตอนจบ อยากให้ลองคิดที่จะตั้ง Campus เล็ก ๆ ใน CLMV ต้องรีบไปทำตอนที่ตลาดยังไม่แน่น เราต้อง Reverse ไปหาลูกค้า

ประเทศรวยทำขายประเทศจน แล้วประเทศจนก็ตั้งบริษัทของตนเองแล้วไปขายในประเทศที่พัฒนาแล้ว

ม.อ.ลองมีการนำเสนอ Project การตั้ง University ที่เมืองนอก

กลุ่มที 5 Innovation Killers

เรื่องผู้ฆ่านวัตกรรม ทุกวันนี้ทุกคนมองว่าเป็นสิ่งที่ดีงามแต่ปรากฏว่าถูกฆ่าทุกวันเพราะความเข้าใจผิด หรือทำผิด

ทำไมถึงมีการวิเคราะห์เครื่องมือทางการเงินมาทำลายคนที่สร้างนวัตกรรม

การใช้การลดค่าเงินสด Discount Cash flow และการวิเคราะห์ผลตอบแทนการลงทุน ทำให้ผู้จัดการประเมินผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนต่ำเกินไป

การลดค่าเงินสด หรือคิด Net present Value พบว่า เส้นทาง A มีการคิดผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนโดยกิจกรรมต่าง ๆ โดยทั่วไปจะเปรียบเทียบต่อปี คือถ้าไม่ทำและลงทุนในนวัตกรรมใหม่และเดินตามเส้นทางตัวเอง กระแสเงินที่ได้เข้ามาเป็นอย่างไร ผลต่างมากเพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุนหรือไม่ แต่ความเป็นจริงเส้นทาง B อาจไม่ถูกต้องเพราะโลกธุรกิจมีความเสี่ยงเกิดขึ้น มีการลดค่าเงิน มีเรื่องคู่แข่ง ดังนั้น โดยการไม่ลงทุนแล้วคิดว่าจะได้เส้นทาง B จะเป็นเรื่องที่ผิด สิ่งที่ได้ตามมาคือการสูญเสียแชมป์หรือความเป็นผู้นำ

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Kodak หรือ Nokia ถ้าลงทุนนวัตกรรมตั้งแต่แรกเริ่มจะยังคงผงาดในความเป็นผู้นำ แต่ใช้การลงทุนแบบ B ทำให้การเป็นผู้นำนวัตกรรมมากเกินไป

ผู้ฆ่าตัวที่สองคือการใช้ Fix Cost ต้นทุนคงที่ และ Suck Cost ต้นทุนจม อย่างไม่ฉลาด เช่นการผลิตต้องมีการสร้างเครื่องจักรขึ้นมา ไม่สามารถเอาคืนได้ การคิดโดยลงทุนทางนี้มากเกินไปจะเป็นผลลบต่อการสร้างนวัตกรรม ทำให้ไม่สามารถสู้คู่แข่งที่ไม่มีต้นทุนคงที่ ต้นทุนจมและทำเลย ดังนั้นบริษัทที่มัวพะวงกับต้นทุนคงที่และต้นทุนจมอาจตามไม่ทัน

พิจารณาเรื่องกำไรต่อหุ้นมากเกินไป ความเป็นจริงนวัตกรรมหลายอย่างกว่าที่จะพัฒนาและสร้างผลตอบแทนได้มากจะใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี ถ้ามัวแต่คำนึงถึงกำไรต่อหุ้นมากเกินไปอาจทำให้พลาดโอกาสสำคัญ ดังนั้น CEO ที่ฉลาดอย่าเน้นที่ Earning Per Share มากเกินไป

Process ที่ทำลาย Innovation มีขั้นตอนในการตรวจระยะเวลา และสิ่งที่จะทำต่อไป มีการตรวจวิเคราะห์ความเหมาะสมในการลงทุน และเมื่อผ่านขั้นตอนนี้จะอยู่ในระยะ Development Process เป็นตามที่คาดหรือไม่ ถ้าได้ให้ทำต่อไป

ความจริงจึงควรใช้ Discovery Planning คือรู้ว่านวัตกรรมควรทำ และน่าสนใจที่จะทำ ไม่ต้องพูดถึงมูลค่านั้น เพียงแต่ให้นึกถึงสมมุติฐานว่ามีอะไรที่ไม่สามารถเป็นไปตามนั้นมากกว่าให้ใช้เพียงแค่ Check list ตามสมมุติฐาน มีอะไรให้ปรับปรุงแก้ไขเรื่อง Assumption ที่สามารถนำไปสู่ผลตอบแทนขั้นต่ำที่วางไว้ ถ้าตอบได้ให้ทำนวัตกรรมนั้นต่อไปอย่าเพิ่งไปฆ่ามัน

เวลาทำอะไรก็ตาม อย่าไปทำลายโอกาสที่ดีกับบริษัทโดยไม่ได้ตั้งใจ

สรุป ในม.อ.ไม่ควรหยุดนิ่ง เพราะถ้าหยุดนิ่งจะถูกคนอื่นแซง และการลงทุนด้านนวัตกรรม ให้เริ่มต้นตั้งแต่ Zero ให้มั่นใจว่าดีและทำไปเลย ไม่เช่นนั้นจะเป็นการฆ่านวัตกรรมโดยไม่ตั้งใจ

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

ได้เสริมให้มีการวิเคราะห์การลงทุนต่าง ๆ เหล่านี้ด้วย ระวังจะเป็น S Curve

ใน Paper นี้พูดถึงธุรกิจ ม.อ.ไม่ใช่ธุรกิจเลยไม่ได้มองที่กำไรเท่าไหร่ สิ่งที่อยากแนะนำคือในรุ่น PSU 2 มีคนที่ทำงานเงินสามารถช่วยทำนวัตกรรมทางการเงินได้ อยากให้ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันอย่าให้คนที่เป็น Cashier กำหนดชะตาชีวิตของคุณ เพราะไม่มีคนที่เป็น Cashier เข้าใจนวัตกรรมถ้าเขาไม่สนใจ

การใช้เงินของ ม.อ. บางครั้งใช้กระจายมากเกินไปจนไม่มี Significant เลย อยากให้ทำอะไรที่เป็น Flagship และมี Impact เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ม.อ. ต้องมองว่าในอนาคตจะมีบทบาทอย่างไร

บทบาทคือแนะนำสิ่งใหม่ ๆ หา Connection มอบงานให้เขาทำ

ร่วมแสดงความคิดเห็น

กลุ่ม 4

สิ่งที่ทำนั้นมา Relevance กับ ม.อ.อย่างไร ม.อ. ต้องมองหาจุดยืนมากกว่านี้ คือมี University และ corporate ห้างร้าน สามารถทำให้ขับเคลื่อนต่อไปอย่างไร อย่าง

University กับ Community จะเชื่อมโยงกันอย่างไร

หลักสูตรต่อเนื่องที่ไม่ต้องเกียรติบัตรเป็น Non Degree program ในการเชื่อมกับชุมชนจะทำอย่างไร และผู้นำท้องถิ่นจะมีส่วนร่วมอย่างไรที่ชัดเจน

University กับ Corporate ม.อ.ต้องคิดถึงหลักสูตรของห้างร้าน บริษัทในพื้นที่ต้องการอะไรบ้าง และม.อ.จะพัฒนาได้อย่างไร เป็นการพัฒนา On the job training

ในอนาคต ม.อ.ต้องขยับเป็น Digital Campus ถ้าเรา IT ขึ้นมาและตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี อาจเป็นลักษณะ On demand มากขึ้น เหมือนลักษณะในโลกตะวันตกที่เมื่อมีเนื้อหาสามารถดึงเนื้อหาที่เด็กสนใจเรียนได้เลยเป็นลักษณะ Module อยากให้เป็น Digital Driven

ควรมี Off Shore Campus มากขึ้น เช่นการหาหมาวิทยาลัยที่ CLMV ตัวอย่าง มหาวิทยาลัยที่มาเลเซียได้เปิดที่กัมพูชา และที่เสียมราฐ แต่ที่ไทยยังไม่ได้มีเลย

ดร.จีระ คิดว่าเรื่อง Off Shore น่าจะเป็น Key word ที่เปิดในกลุ่มเรา ถ้าทุกคนเห็นด้วยจะเดินได้ ในนามของ ม.อ. ต้องทำแบบให้เกิดความคล่องตัว

กลุ่ม 1

ม.อ. มีบทเรียนที่ทำมาแล้วหลายเรื่องคือลงทุนกระจายมาก ไม่ได้ Focus ที่จะทำให้สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่มีเงิน 4,000 ล้านบาทที่มาทำได้ แต่เป็นเงินที่มีเจ้าของของแต่ละคณะว่าเป็นอย่างไร จึงคิดว่าการลงทุนต้องกล้าเสี่ยง เพราะถ้าไม่กล้าเสี่ยงโอกาสที่นายกฯสภาบอกว่าปีนขึ้นไปบนภูเขาแล้วเป็นเต่าอาจต้องกระโดดลงมาเพราะไม่สามารถสู้กับกระต่ายได้

เรื่องการสอน ม.อ. ในภาพรวมอยู่อันดับ 3 ของประเทศ ส่วนเรื่องงานวิจัยวัดที่จำนวน Paper ต่อ Research staff มีนักเรียนต่างชาติ ที่เป็น Coordinator ต่ำสุดคือ Financial Sustainability พบว่า Income per academic staff อยู่อันดับ 7 และ Paper เปลี่ยนเป็น Research income ต่ำ ดูแล้วทางรอดบริบทน่าจะเป็นส่วนการสร้างนวัตกรรม ที่เรียกว่าเอา Global กับ local line น่าจะไปด้วยกัน น่าจะช่วยยกระดับให้คิดใหม่ ม.อ.ต้องดึงส่วน Research มาใช้ประโยชน์ และ Financial Sustainability ให้ขึ้นมาให้ได้ อย่ากอดเงินไว้นิ่ง ๆ Innovation จะเป็นช่องทางให้กล้าเสี่ยง กล้าลงทุน ให้มี Return on Investment

ทรัพย์สินของ ม.อ. มีหลายแปลง Bank Account มีมากแต่ยังไม่ได้ทำอะไรให้เกิดขึ้น

ดร.จีระ เสริมเสริมเรื่อง Finance ที่น่าจะเป็นหัวใจของที่ม.อ.ว่าจะทำอย่างไร ในเรื่องทรัพย์สิน ม.อ. น่าจะมีการวิเคราะห์ให้ดีว่าจะสร้างมูลค่าได้อย่างไรบ้าง

กลุ่ม 3

สิ่งที่มองคือการเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบน่าจะเป็นช่องทางในการสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ อย่างในเรื่องบทความ Source of Innovation เรื่อง Perception เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าดูที่เล่าให้ฟังสะท้อนให้เห็นว่าการเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบจริง ๆ หลายคนอาจมองว่าไม่จำเป็นหรือหาเงินจากการระดมทุน มหาวิทยาลัยและคณะต้องมองว่าจะหาแหล่งรายได้เพิ่มขึ้นอย่างไร ขับเคลื่อนอย่างไรให้เพิ่มขึ้น

เรื่อง Innovation Support เรื่องท้องถิ่นร่วมสมัย เป็นการ Reverse ระหว่าง Global และ Local ต้องไขว้กัน ในเชิงสังคมศาสตร์ สมาชิกทั่วโลกอาจเฝ้ามองโมเดลเรื่องการแก้ไขนวัตกรรมด้านความขัดแย้ง ถ้า ม.อ.ทำได้จะสามารถนำไปต่อยอดและเผยแพร่ข้างนอกได้ มหาวิทยาลัยต้องตั้งรับด้านการสร้างเครือข่าย ความร่วมมือและองค์ความรู้ ต้องหาจุดยืน ต้องสร้างเครือข่ายที่เพิ่มมากขึ้น และอาจมีการยุบรวมมหาวิทยาลัยที่จะเข้าสู่ Global เช่น มีการรุกที่จะทำความเข้าใจกับคนที่เป็นเจ้าของภาษา ไม่จำเป็นต้องภาษาใดภาษาหนึ่ง

กลุ่ม 2

การที่ ม.อ. อยากมีเงิน จึงต้องมี Serviceต่าง ๆ อยากให้ดูว่าม.อ.ติดขัดเรื่อง KPI หรือไม่ ต้องมีการ Balance ให้ดี มหาวิทยาลัยได้ทำการยกย่องแต่คนที่ทำ KPI สูง ๆ แต่คนที่หาเงิน มหาวิทยาลัยไม่ค่อยยกย่อง ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องสามารถ Balance ให้ได้ทั้งหารายได้และ KPI ปัญหาคือผู้บริหารสำคัญที่สุดโดยเฉพาะ อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี รองคณบดี ต้องกล้าเสี่ยงที่จะทำ การกล้าตัดสินใจจะเกิดได้จากประสบการณ์ ตัวอย่างเช่นคณะทรัพย์ฯ ได้นำระบบธุรกิจมาบริหารคณะทรัพย์ฯ กล้าเสี่ยง กล้าตัดสินใจทำเอง มีการลงทุนทำฟาร์มต่าง ๆ เอง มีการเอาคนทำเอง มีการทำวิจัยเอง แต่ผู้บริหาร ม.อ. มาจากข้าราชการหาเงินไม่เป็น ซึ่งถ้าไม่มีประสบการณ์ด้านธุรกิจมาก่อน เขาก็ไม่กล้าเสี่ยง และไม่กล้าตัดสินใจทำ สรุปคือการกล้าลงทุนหรือไม่อยู่ที่ประสบการณ์เชิงธุรกิจ ดังนั้นเป็นไปได้หรือไม่ที่คณบดี รองคณบดีจ้างที่ปรึกษานำนักธุรกิจเข้ามา และที่ปรึกษาที่สำคัญ เรื่องกฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างมีปัญหาทั้งหมด แต่มีที่ปรึกษาที่ดีจึงสามารถทำให้แก้ปัญหาทางออกได้

ดร.จีระ ได้เสริมว่าหลักสูตรจะมีการปรับเรื่อง Finance , Marketing ให้มีนักธุรกิจมาพูดมากขึ้น เพราะคำที่เป็น Key word คือ Balance ทำอย่างไรให้มหาวิทยาลัยเกิดการ Balance ต้องมีการวางแผนให้ดี คนในห้องนี้สามารถปรับตัวได้แต่ต้องปรับตัวในลักษณะ Reality กับการทำงาน ต้องเรียนรู้ในการหาเงิน ต้องมีการปะทะกับความจริง

เรื่องการรับเข้า อยากที่จะดึงเอา Middle level และอาจารย์ที่เก่ง ๆ จากต่างประเทศเข้ามาที่มหาวิทยาลัย เพราะเมื่อปะทะกับเขาจะพบว่าคนไทยไม่เสียเปรียบ เส้นทางเขาอาจ Deepening ทางวิชาการ แต่ของไทยอาจหยุดการวิจัย บางครั้งคนทำวิชาการไม่สนใจบริหาร คนทำบริหารไม่สนใจวิชาการ เราต้อง Balance ให้ได้

กลุ่ม 5

ขอบคุณสองเรื่องที่เข้ามาพร้อมกันคือมหาวิทยาลัยในกำกับฯ และเรื่อง Innovation ซึ่งถ้าม.อ.จะอยู่รอดมั่นคงมากขึ้น ต้องมี Innovation และInnovation แต่ก่อนมองว่าคืองานจาก Research ในห้องแลป แต่ Innovation นั้นมาจากทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการหาลูกค้า การบริหารจัดการ การหาProduct ใหม่ ๆ

การนึกถึง Alliance Curriculum

สรุปคือ Innovation ทำได้หลายมิติ

ดร.สร้อยสุคนธ์ นิยมวานิช

การสร้างนวัตกรรมของการเป็นเจ้าของจะทำอย่างไร เรื่องการตั้งกองทุนสนับสนุนแนวคิดของ ดร.จีระ ที่ต้องมีตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้องหลายตัวละคร ซึ่งทางม.อ.ต้องไปคิดว่าจะชวนใครเข้ามาสร้างกองทุน ส่วนเรื่อง Innovation Support ให้มองว่าสิ่งไหนเป็นจุดอ่อน คนในม.อ.เป็นคนรู้ต้องนำข้อมูลเหล่านั้นมาตกผลึกว่า Paradigm Shift เหล่านั้นคืออะไร

การทำอะไรก็ตามต้องคิดทั้ง Macro และ Micro ด้วย ให้ลองคิดว่าในอีก 50 ปีข้างหน้าจะทำอย่างไร คิดเรื่องเล็กไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

Process เรื่องการสร้างนวัตกรรมไปสู่ความสำเร็จคือการ Focus สอดคล้องกับ Steve Jobs แพ้ในการสูญเสียบริษัท Apple ความคิดยิ่งใหญ่ได้ย้อนกลับมาที่ Apple จนชนะได้ และ Passion ของ ดร.จีระ คือ ต้องทำสำเร็จ แพ้ชนะไม่สำคัญ

เรื่อง Financial ให้คิดตั้งกองทุน ยิ่งทำได้มากเท่าไหร่จะสามารถทำประโยชน์ให้คนอื่น

แนวคิดของ Peter Senge , Steve Jobs และ Chira Way คล้ายกันมากคือ Passion ยิ่งใหญ่มาก ให้เอาบทความนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักศึกษาทุกคณะ ลูกค้าเป็นผู้ที่ต้องนำแนว HR ไปปลุกด้วย ต้องสร้าง HR แต่เด็กพูดให้เป็นภาษาเดียวกัน

Value Creation จะเป็นตัวสร้าง Innovation ให้เกิด และ Steve Jobs บอกว่า Innovation ต้องเป็นสิ่งที่สามารถเกิดได้ สอดคล้องกับ ดร.จีระบอกให้คิดจากเล็กไปสู่ใหญ่ อย่ามองที่ Ego สูงจนไม่ฟังใคร อย่าเป็น Silo การพัฒนา 8K’s มาสู่ 5K’s คนคิด Innovation เป็นจะสร้างการผลิตเป็นและคิดสู่การสร้าง Strategy สร้างเป็น Conceptual ทางความคิด เถียงกันให้จบ อย่าว่ากันด้านหลัง และให้ก้าวเดินไปให้ได้

เรื่อง Teamwork เป็นพลังสำคัญให้ Strategy ไปสู่ความสำเร็จ ในส่วนตัวมองว่าการปฏิบัติสำคัญกว่าโครงสร้าง

สรุปคือ การอ่านบทความทั้งหมดแล้ว เหมือนธรรมดามาก แต่โดยจริงแล้วนักวิชาการทั้งหลายพูดหนีไม่พ้น 2R’s ซึ่งถ้าทุกคนหาเจอจะทำงานง่ายขึ้นคือทุกอย่างต้องเกี่ยวข้องกับความจริงและตรงประเด็น

เรื่อง New Knowledge ต้องมีความรู้ หนังสือและต้องอ่านให้เกิดความรู้ใหม่ เพราะสิ่งนี้เป็นจุดอ่อนของคนไทย และอาจารย์ทั้งหลายที่ไม่ชอบอ่าน ดังนั้นอาจารย์ต้องอ่านความรู้ใหม่และบังคับให้นักศึกษาอ่านความรู้ใหม่ด้วย

Steve Jobs บอกเรื่องว่าจงอย่าหยุดพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ ดร.จีระ ที่ทำงานปิดทองหลังพระเพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ขึ้นมาในประเทศไทย อาจารย์ทุกท่านต้องมองว่าจะสร้างความสำเร็จอะไรให้ ม.อ. และสร้างการแลกเปลี่ยน คนของเราเก่งแต่ขาดการแนะแนว

Reverse Innovation ดร.จีระพูดเสมอว่าได้เคยประสบความล้มเหลวมากมายและได้นำเอาความล้มเหลวมาเป็นตัวอย่าง Innovation ให้เดินต่อไป ความล้มเหลวเป็นบทเรียนที่บอกว่าอย่าทำผิดซ้ำอีก

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

สิ่งที่ทุกท่านนำเสนอประกอบด้วย 2 เรื่องใหญ่ คือองค์ความรู้แนวลึก และความคิดสร้างสรรค์ แต่อาจก้าวข้าม Imagination และ Execution

ได้จัดอันดับใหม่เพื่อให้ทุกคนในห้องไปต่อยอด

1. ดร.จีระ พูดอยู่คำนึงที่ไม่ได้มีการนำเสนอว่า ที่เลือกเล่มนี้มาเพราะ Collection ดีคือการเก็บรวบรวม มี Imagination Creativity และ Execution ที่ทำให้เกิด Innovation

นายแพทย์จรัส บอกว่า Innovation เริ่มจากฝันเฟื่อง แล้วมีฝันสลาย แต่จะก้าวข้ามอุปสรรคหรือการยอมแพ้

ในหนังสือเล่มนี้เริ่มจากกับดัก Innovation เกิดจากในระบบของเราเอง หรือสภาพแวดล้อม แหล่งที่มา Peter Drucker

ในเรื่องกรณีศึกษาของ GE ได้ตอบหมดทุกข้อ แต่ GE เน้นที่ผู้นำคือ

1. เรื่อง CEO ที่ต้องคิด วิเคราะห์และนำไปร้อยเรียง หาคนทำขั้นที่หนึ่ง แต่ต้องมีคนที่ทำต่อให้ได้ CEO ต้องมีความเข้าใจเป็นอย่างดี

2. ให้สร้างทีมเพื่อทำ Innovation

3. กับดักให้ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์

4. Customer Centric ต้องนำลูกค้าเข้ามาจับ เป็นการทำ Process

5. Succession Plan กับ Creation Job Map

6. แหล่งที่มาของ Innovation ต้องมาจากสภาพความจริง และ มีกระบวนการที่ทำได้ง่ายขึ้น

7. นวัตกรรมมีปัญหาคือดึงไปเพื่อ License ไม่ค่อยได้ แต่ทำเพื่อสังคมได้ ทำเป็นเชิงพาณิชย์ไม่ค่อยสำเร็จ

8. เรื่อง Innovation ถ้ามีการทดลองทำ Execution ถ้าล้มเหลวอาจเริ่มใหม่คือนับ 1 ใหม่ GE บอกว่าให้นำของเก่ามาปรับปรุงได้และเปลี่ยนแปลงไปทางใดทางหนึ่งได้

เรื่อง Leadership สิ่งที่เป็นช่องว่างระหว่าง Leadership กับ Innovation Team คือ Dialogue ไม่มี HR ต้องให้เกียรติกัน ต้องให้ศักดิ์ศรีกัน

สรุปคือ ทุกอย่างที่จะเกิดเป็น Innovation ได้ต้องมี Imagination Creativity และต้องมีองค์ความรู้ที่ผลักไปสู่ความสำเร็จได้ ต้องหาทางออกหลายทางที่จะก้าวเอาชนะอุปสรรค


สรุปโดยทีมงานวิชาการ Chira Academy

วันที่ 8 กรกฎาคม 2559

จากแนวคิดทางการตลาดสมัยใหม่...สู่การปรับใช้กับการทำงานของ ม.อ.

โดย ศาสตราภิชาน ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ

ทางด้านการตลาดมีความหลากหลายและถูกทุกข้อ จากที่อาจารย์ไกรฤทธิ์ได้นั่งที่ สปช. พบว่าทั้งประเทศกำลังคิดคำนึงคือยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ และถ้าขับเคลื่อนจะเป็นกลเม็ดหรือ Tactic

ยุทธศาสตร์แปลว่าความคิดแยบคายบางอย่าง ความคิดรวบยอดบางอย่างที่แต่ละคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ นักยุทธศาสตร์เป็นคนเดียวในแลป อะไรที่ funny thing , funny land อันนั้นเรียกว่า Innovation แต่ถ้าอันไหนที่เหมือนเดิม Same Same จะไม่เกิด Innovation

จากวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเช่นวิกฤติปี 2540 ได้สอนให้เราควรออกนอก Comfort zone

มหาวิทยาลัยต้องเป็นสามเหลี่ยม คือ

1. เก่งอะไร เราต้องพัฒนา

2. ดีอะไร มีอยู่ในตัวบุคคลอยู่แล้ว การประเมินเลือกให้แล้ว

3. ตอบสนองสังคมได้ (อยู่ด้านบนสามเหลี่ยม)

ที่มหาวิทยาลัยออกนอกระบบคือรัฐบาลไม่มีเงิน จึงอยากให้มหาวิทยาลัยหาเงินเอง สิ่งแรกคือ Asset Management Group

เรื่องยุทธศาสตร์คือความคิดแยบคายและไกล ๆ และมีส่วนกระทบแต่ละคณะ

มหาวิทยาลัยต้องสร้างเด็กดี เด็กเก่งและสามารถตอบสนองสังคมได้

สิงคโปร์อะไรเกิน 30 ปีจะให้เป็น Antique และให้ Declare

Ecosystem คือ มนุษย์ สัตว์ พืช และสังคมต้องอยู่กันอย่างปรองดอง

บางครั้งถ้าเราไม่เก่ง ไม่ดี ไม่รวย เราต้องมี Adaptability

สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องเป็นคือ

1. Target group

1. ต้อง Focus on Demand คือลูกค้าคือใคร

- GEN

- GOV

- NGOs

- MEDIA สื่อต่าง ๆ หนังสือพิมพ์ ทีวี Social Media

- Alternative Financial Source

- PEER

- International Public

2. เงินในมหาวิทยาลัยต้องเรียนรู้ที่จะลงทุน เพราะเก็บไว้ในแบงค์อย่างเดียวอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับ น้อยกว่าเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น

- ตัวอย่างเมียนมาลงทุนในไทยมากกว่าไทยลงทุนในเมียนมา

- เมืองไทยตั้งตัวเป็นหัวหน้าแต่ไม่ได้ตั้งตัวเป็น Hub แล้วใครจะยอมให้เราตั้งตัวใหญ่กว่า

- คนไทยเป็นอุดมการณ์ ไม่มีชาติพันธุ์ I’m the free man .

3. ต้องมีการเปรียบเทียบกับคู่แข่งและประเทศเพื่อนบ้าน ทำอย่างไรให้ ม.อ.เป็นเลิศหรือที่หนึ่งในพื้นที่ให้ได้ ตัวอย่างเรื่องระบาดวิทยา ม.อ.เป็นที่หนึ่งในเอเชีย

4. เมื่อเราได้ Target group เรียบร้อยแล้ว เราจะต้องมุ่งไปสู่ Target group ให้ได้

2. อุปสรรคและโอกาสในมหาวิทยาลัยมีอะไร

อุปสรรคเดิมมี 4 ตัว คือ PEST (Politics, Economics, Social, Technology)

- Politics Climate เป็นเรื่องระดับชาติ เมื่อ 5 ปีที่แล้วเป็นการรวมเป็น Regional เราจะไม่แบ่งแยก

- Economics เป็น Scoreboard ของมหาวิทยาลัยและของประเทศ ตัวอย่างราชการต้องมีงบประมาณก่อนถึงคิดว่าจะทำอะไร How to change the world a little bit? ตัวอย่างเช่น Steve jobs ชวน John ที่เป็นผู้บริหารของเป๊บซี่มาทำงานด้วยกัน ทุกคนต้องถูกบังคับให้รู้เรื่องเงิน

- Social เรื่องจิตอาสา ต้องสอนให้มีจิตอาสา ต้องเลี้ยงลูกศิษย์ ลูกน้อง และลูกตัวเองให้รู้จักถึงทุกข์ (Suffer) ถึงได้ดีตามมา ม.อ. ต้องสร้างสังคมให้มี Social Mind

- Technology เทคโนโลยี ตัวอย่าง ม.อ. มีศูนย์คอมพิวเตอร์ แต่ใช้ประโยชน์เต็มที่หรือไม่

Voice Simulation สิงคโปร์เก่งที่สุดในโลก

4 ตัวนี้เป็น Mindset Blog ที่เบรกไม่ให้เราไปถึงจุดหมายและค่าของเงิน

สรุปคือ 1. รู้ Target Group 2. Resource คืออะไร 3. อุปสรรคและโอกาสมีอะไร เพื่อไปสู่

ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

กล่าวว่าหลังจากจบไปแล้ว ถ้าเราจะChange ต้องมีตัวละครที่ปรับไปเรื่อย ๆ ต้องเน้นการทำต่อเนื่องและสร้าง Impact ให้สังคม เริ่มเห็นเรื่อง Rest fund ,การดูแลอาเซียน และความสำเร็จของภาคใต้

ต้องเชื่อมโยงกันให้เป็น Informal Networking เราต้องมีบารมีและสามารถไป Serve Trust

Trust ไม่ใช่เป็นคนดีอย่างเดียวแต่ต้อง Perform ด้วย ต้องเป็นคนที่มีความสามารถด้วย ต้องสร้างให้ข้างนอกแข็งและข้างในแข็ง และสร้างให้เกิด Execution ให้ได้

3. Resource

มี 5 สิ่งที่วัดเรา ตัวอย่างเอกชนที่วัดจะเป็น

1. Finance – เงินมาจากหลายส่วน จาก Government ,Research , ศิษย์เก่า, Non budget Resource

2. ลูกค้า – เรียกว่า customer ให้เอา Balance Scorecard มา ทำตั้งแต่คณบดีลงมา

3. IBS – Internal Business System (ธุระในภาควิชา) เป็นไปตามวิทยาศาสตร์หรือไม่ เขียนตาม Vision Mission อย่าเขียนแบบ Waste list คือเขียนแล้วทำตามไม่ได้

4. มหาวิทยาลัยเป็น Learning Organization หรือไม่

5. มหาวิทยาลัยเป็น Good Governance ธรรมาภิบาลหรือไม่

*** ที่สำคัญคือ Source of fund จะเลือกเป็น Financial University หรือ Research University ต้องทำให้ชัดว่าใครเป็น Source of fund

อัตราการ Adapt ตัวต่อสิ่งแวดล้อม จะมีการ Audit อนาคตอย่างไร การดูถึง Risk Management

ตัวอย่าง ม.ขอนแก่น ต้องผ่าน Strategic Committee ว่าผ่านหรือไม่

การเป็นกรรมการสภาฯ ต้องมาเพื่อ Successful ไม่ใช่เพื่อ Love

1. ต้องดู Business Model – การหาเงินจะมาจากไหน แต่ละคณะไม่เหมือนกัน ลงทุนไม่เท่ากัน ถ้าต้องการ Maturity ต้อง Harvest ต้องทำให้ Research เป็นงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง ต้องมีการทำ Incubation

2. 7 Customer สามารถเข้าถึงหรือไม่

3. ต้องมี System คือระบบและกฎระเบียบถูกหรือไม่ ส่วนถ้าออกนอกระบบให้เขียนไปที่สภามหาวิทยาลัยว่าระเบียบใดติดขัดบ้าง

การ Consult ให้เอกชนส่วนหนึ่งจะมา Design ลูกศิษย์ให้นักศึกษามีความพร้อมในการทำงาน Ready to work

กฎระเบียบต้องทันสมัยอย่าให้เป็นอุปสรรค แต่ต้องให้ Relevance ต้องมี Audit

การร่วมแสดงความคิดเห็น

1. งบประมาณเป็นงบปกติหรือไม่

ตอบ ที่สภาฯมีการเตรียมฟังไว้แล้วว่าใครต้องการอะไร แต่เรายังไม่ได้มีการคุยกับเขาว่าจะทำอะไรกันแน่ ดังนั้นวิธีการคือไปหาหรือไปคุยกับเขาเลย เราต้อง Best on the right post

2. การทำงานของสำนักงบประมาณ และสภามีการทำอย่างไร

ตอบ ประเทศไทยเดินโดยกฎหมาย สนช. ต้องมีกรรมการแปลงยัตติ ในการจัดคิว ทุกอย่างเริ่มด้วย สนช. และสภาปฏิรูปประเทศไทย (สปท.)

3. มหาวิทยาลัยควรมีทีม Lobbyist หรือไม่

ตอบ แน่นอนคือ ควรมีทีมที่ดีที่สุด ความรู้จักเป็นญาติที่ดีอย่างยิ่ง เน้นการสร้างสัมพันธ์ที่ดี

สรุปคือ เราต้องรู้เท่าทัน และ Make your choice และเราจะเป็นเลิศในพื้นที่ได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น คณะเศรษฐศาสตร์ต้องเป็นสมาคมเศรษฐศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจต้องเป็นกรรมการสมาคมธุรกิจเป็นต้น 1. เรื่อง Network ให้เข้าสู่สมาคมวิชาชีพให้หมด 2. พยายามให้มหาวิทยาลัยเป็น Host ให้หมดแล้วผลัดกันคุยแต่ละ Campus 3.การประชุมมหาวิทยาลัยอยากให้นั่งเป็นกลุ่ม ๆ และขึ้นกระดานแบบนี้น่าจะสำเร็จ

ดร.จีระ ได้เสริมว่า บรรยากาศในวันนี้ Relevance ซึ่งเรากำลังสร้าง Network ที่อยู่ในห้องนี้ การเล่นเกมส์ต้องเข้าใจในบริบทต่าง ๆ ตั้งแต่วันแรกเห็นว่าทางคณบดีและบริหารกำลังเข้าสู่ทางที่ถูกต้อง และน่าจะเชิญตัวแทนของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผู้ว่าฯ ท่านนิพนธ์สักคน มาช่วยจะดี พื้นฐานคนในห้องนี้มีอยู่แล้ว แต่การที่จะ Expose ให้เกิดขึ้นจะดีมาก แก่นในห้องนี้อยู่ที่การ Debate กัน Presentation เป็นแค่ 10% ที่เหลือคือการทำอะไรกับมันคือ Do what we know และต้องไปปะทะกับความจริงคือ Life and Work ให้เอาชนะอุปสรรคและรวมพลังกัน การเลือกประธานรุ่นแล้วจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง

การมีวิทยากรมาให้หาทางคุยกับเขาเพื่อสร้าง Network ร่วมกัน บางสถานการณ์ให้เสริมซึ่งกันและกัน และอยากให้รู้ว่าศักยภาพของ ดร.จีระ มหาศาล เพราะแต่ละท่านผ่าน Academic มาแล้ว และการขึ้นมาเป็นผู้บริหารได้ผ่านกรรมการสภาฯมาแล้ว ดังนั้นการสรรหาที่นี่เป็นการสรรหาที่ดีและเป็นประโยชน์ เมื่อแต่ละท่านได้ขึ้นมาแล้วสิ่งที่อยากฝากไว้คือมอง Future Leader ให้ได้ คนไทยต้อง Develop Young Leader ให้ได้ ซึ่ง Internal Politics ตรงนี้ต้องลดลงไป เนื่องจากต้องไปแข่งกับข้างนอกมากขึ้น ดังนั้น Internal Politics ต้องคิดให้ดีว่าทำเพื่ออะไร ถ้า Vision of Personal และ Vision of Organizational ไม่ไปด้วยกันอาจเกิดปัญหาได้ สิ่งที่อยากฝากคือดูแล Internal Conflict

ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีงบด้าน Security ลงไปปีละ 40,000 ล้านบาท แต่ถ้าแบ่งมาให้ทางม.อ. 2,000 ล้านบาทจะเกิดอะไรขึ้น แล้วม.อ.จะสามารถช่วยอะไรได้บ้าง ต้องรู้จักทหาร รู้จักตัวละคร

Networking มี 2 Network คือ 1.Network แบบแคบ ในคณะเพื่อนร่วมงาน และ 2.Network แบบ กว้างคือ NGOs ประเทศ ระหว่างประเทศ เป็นต้น

การเป็นอาจารย์ต้อง Impact ต่อคนภายนอก ต้องดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ข้างในออกมาให้ได้

จุดยืนของมหาวิทยาลัย

ต้องดู Strength , Weakness, Opportunity , Treat

การสร้างยุทธศาสตร์ขาขึ้นไม่มีปัญหา แต่ขาลงการใช้ Balance Scorecard จะเป็นอย่างไร Learning and Growth ทำได้หรือไม่ การทำ Good Governance การรู้เขา รู้เราไม่ใช่เอาเปรียบคนอื่น แต่จะอยู่ที่ว่าเราจะทำหรือไม่อย่างไร

ความยุติธรรม Treat ไม่เท่ากัน คนเกิดมาไม่เท่ากัน

การเลือกที่หลายมาตรฐานและเลือกปฏิบัติ

ตัวอย่างคือ ในช่วงปี 2488 กับ 2500 เราจะประกาศสงครามกับพันธมิตรได้อย่างไร เน้นการรวมพลังกัน

สรุปโดยทีมงานวิชาการ Chira Academy

วันที่ 8 กรกฎาคม 2559

ประเทศไทยกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

โดย ศาสตราภิชาน ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ

ตัวอย่างคือ ในช่วงปี 2488 กับ 2500 เราจะประกาศสงครามกับพันธมิตรได้อย่างไร เน้นการรวมพลังกันภายใต้เสาหลักของอาเซียนได้

คุณสุรินทร์บอกว่าถ้าอาเซียนจะเป็นมหาอำนาจต้องเป็น Engagement ไม่ใช่ Non Engagement จึงได้เชิญเมียนมาเข้ามา มีการตั้ง SEA Game , SEAP Game เป็นต้น

มีการตั้งสมาคมยางเป็นศูนย์ยางเดียวกัน สิงคโปร์เขียนหนังสือ How to build the country from the third world to the first world ? โดยลีกวนยู

จาก Non Engagement ปี 2537 จนถึง ปี 2540 จะมีการรวมตัว Engagement ให้เป็น600 ล้านคนเพื่อสร้างให้ฐานเศรษฐกิจใหญ่ขึ้น

Advantage ต้องพยายามคิดว่ามหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร แต่ก่อนเรียกเมืองไทยว่า Detroit of Asia เพราะมีการส่งออกรถบรรทุกมากที่สุดในโลก สมัยนั้นจีนจะกลัวช่องแคบมะละกา

1. ม.อ.ต้องเป็นเสาหลักของปักษ์ใต้ในทุกอย่าง มหาวิทยาลัยจะเป็นบทบาทของผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของปักษ์ใต้

2. เศรษฐกิจของอาเซียนเท่ากับ 10 เท่าของประเทศไทย เท่ากับ 3 เท่าของเกาหลีใต้ เท่ากับ 60% ของจีน แต่ในเรื่องทัวร์ประเทศไทยแซงฝรั่งเศสไปแล้ว

ประเทศไทยจะเป็นหัวโจกด้านนี้ได้อย่างไร ไม่ต้องพูดคำว่า Hub หรือการเป็นศูนย์กลาง เราต้องเป็นเจ้าภาพให้คนอยู่กับเรา เราจะเป็น CLMT ไม่เอา CLMV

1. คนรักประเทศไทย ไม่ค่อยอยากย้ายไปอยู่ที่อื่น ๆ

2. เป็น Optimum size มีความเป็น Balance มาก เน้นการเข้าหาศูนย์กลาง มีการเชื่อมโยงทางศาสนา

3. ประเทศไทยเป็น Good mid point ระหว่าง Intellectual กับ Master

ปฏิวัติเพื่อใคร Absolute Power Collapse Absolutely เราต้องสร้างคอหงส์ให้ผู้ว่าฯ อยาก Retire ที่นั่น

This is heaven เมืองไทย Wealth ต่าง ๆ อยู่ที่พื้น ประเทศไทยเป็นเสมือนไข่แดง จะมีการรวมไทย เมียนมา กัมพูชา ลาว แล้วค่อยไปคุยกับเวียดนาม แล้วต่อมาก็คุยกับฟิลิปปินส์ แล้วไปคุยกับแขกที่หลัง จะทำให้ไทยกิน South of border ได้หมด

องค์กรที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซียคือบ้านปู มี Big โยโย่

เราจะทำอะไรเพื่อรองรับคนแก่ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น

การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก

ศูนย์กลาง Biotech เอาไปหมดเลย

แนวโน้มโอกาสของธุรกิจไทยใน AEC

1. ขยายช่องทางและโอกาสของสินค้าไทยในการเข้าถึงตลาดอาเซียน ปริมาณสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นหลากหลาย

2. Economy of Scale ทางเศรษฐกิจ ทางด้านธุรกิจ และภาคการผลิตเพิ่มอำนาจการต่อรองกับคู่ค้า

3. ลดต้นทุนการผลิตจากการนำเข้าวัตถุดิบของสินค้าขั้นกลางที่ใช้ในการผลิตได้หลากหลายมากขึ้นในราคาที่ถูกลง

4. เสริมสร้างโอกาสการลงทุน เช่น การจัดตั้งกิจการหรือย้ายฐานการผลิตไปสู่สมาชิกอาเซียนอื่น

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

อยากให้ดูในประเทศไทยทั้งภาพกว้างและภาพแคบ การที่จะ Position ม.อ.

1. PSU Positioning มี 2 รูปแบบคือ

1.1 PSU Positioning for ASEAN+6 คือ Global Trend คือ Trend ของโลก 10 ข้อ จาก World Economic Forum

1) Knowledge Society จะมีความหลากหลายของวิชาการ ของคณาจารย์ที่หลากหลาย มีการทำงานร่วมกัน คณาจารย์หลากหลาย นักศึกษาหลากหลาย สร้างผู้นำในประเทศต่าง ๆ

2) Innovation และ Imagination ต้องคิดใหม่ จะไปทางด้านสังคมหรือธุรกิจ จะปรับ Innovation ไปสู่เรื่องต่าง ๆ ได้อย่างไร

3) Urbanization เมืองใหม่ ๆ เรามีเส้นทางใหม่ ๆ โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจภาคใต้ ม.อ.ต้องยึดหัวหาดให้ได้ จะจับมืออย่างไร ต้องมองคณะไหน เขตเศรษฐกิจพิเศษจะเป็นอนาคตของ ม.อ.ได้อย่างไร

ภูเก็ตเป็นตัวอย่างการ Positioning ของมหาวิทยาลัยคล้ายกับ ม.แม่ฟ้าหลวง ในภาคเหนือ ทำอย่างไรม.อ.จะสร้างบรรยากาศแบบนั้น ได้ยกตัวอย่างสตูล ว่าเป็นเมืองสงบสุข มีการต่อต้านแบบนุ่มนวล

4) Climate Change

5) Health & Safety Concern รพ.สงขลานครินทร์เป็นหัวใจของภาคใต้

6) Aging Society

7) International Mobility

8) Connectivity – Movement เดินทางตลอดเวลา Chit Chat ตลอดเวลา

9) Cultural Heritage เรื่องพหุวัฒนธรรมจะนำเสนออย่างไร ใช้เป็นวิชาการอย่างไร

10) Good Governance เป็นหัวใจของโลก

1.2 Re-Positioning คือการนำของเดิมมาดูแล้วจะปรับรูปแบบแบบใด

มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ เดิมเน้นทางด้านธุรกิจแข่งกับหอการค้า มีการเอา Coreหรือแก่นธุรกิจของเขาบวกกับธุรกิจทั้งหมด พาไปดู Trend ของธุรกิจต่างประเทศว่าเป็นอย่างไร อะไรที่จะเป็นประเด็นสำคัญก็ Re-Positioning ไปตรงนั้น

อะไรที่คิดว่าเราเด่น แล้วเราจะต่อยอดอย่างไร อยากให้ฝากดูเรื่องงานวิจัยที่มีอยู่

2. PSU Positioning for ASEAN +6 จะต้องพิจารณาอะไรบ้าง

2.1 สถานการณ์ภายใน/ระบบของ PSU

2.2 สภาพแวดล้อม ASEAN + 6

2.3 Stakeholder /ลูกค้า

2.4 บุคลากรของ PSU

3. Strategy & Process

3.1 ยุทธศาสตร์พื้นที่ (ชัยภูมิ) ยุทธศาสตร์แบบชัยพัฒนา คือทำอะไรแบบเล็ก ๆ ก่อน ทำซ้ำ ๆ แล้วขยายออกไป

3.2 กระบวนการ (Process)

3.3 เครื่องมือ (Tools)

- การพัฒนางานวิจัย /IT/ฯลฯ

4. Chira Way สู่ Execution

นำ 2 Concept มารวมกัน วิเคราะห์ที่มาของมหาวิทยาลัย / การก่อตั้ง / ผลงานปัจจุบัน / และการคาดการณ์อนาคต (Futuristic) โดยบวกกระบวนการแบบ Chira Way เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคและทำให้สำเร็จ


Workshop

1.ใน 10 ปีข้างหน้า กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่จะทำให้เกิด Positioning ใหม่ให้ PSU มีกลุ่มใดบ้าง ที่ควรจะพัฒนาโดยใช้แบบ Blue Ocean เป็นหลัก ทั้งการสอน งานวิจัย งานบริการทางวิชาการ

2. จุดแข็งของ PSU ในอนาคตคืออะไร เสนอโครงการที่เกี่ยวข้องกับจุดแข็งเหล่านั้น โดยเน้นความต้องการของผู้เรียน

3. New Positioning PSU จะสร้าง Brand Awareness ให้ผู้สนใจ เพื่อสร้าง brand Positioning อย่างไร

4. ในยุค Social medias ที่มา จะใช้ Social medias พัฒนา Positioning ของ PSU อย่างไร

5. อุปสรรคที่ไม่สามารถไปสู่ Positioning ที่สูงขึ้น ของ PSU คืออะไร อธิบายและต้องแก้ปัญหาอย่างไรและทำ 3 ต. ได้อย่างไร

กลุ่มที่ 1

1. ใน 10 ปีข้างหน้า กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ที่จะทำให้เกิด Positioning ใหม่ให้ PSU มีกลุ่มใดบ้าง ที่ควรจะพัฒนาโดยใช้แบบ Blue Ocean เป็นหลัก ทั้งการสอน งานวิจัย งานบริการทางวิชาการ

เราจัดการเรียนการสอน และงานวิจัยโดยการ

1. Split off ออกไปเป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ จะเป็น On the job เป็นใน Office มีการเปิดหลากหลาย และใช้ IT ในการนำ

2. เป็นเรื่องผู้สูงอายุจะเกี่ยวกับเรื่องบริการสังคม สิ่งที่ Focus คือการ Serve บริการสังคม ถ้ามองเรื่อง 60 ล้านคนในเมืองไทยจะไม่พอ ครึ่งหนึ่งของโลกนี้เมื่อบวกหกเข้าไป บวกออสเตรเลียและนิวซีแลนด์จะถือว่าเป็น Mass สามารถเอาวิจัยไปสู่องค์กร ภาครัฐ เอกชน เอาสิ่งที่ทำวิจัย หรือนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ได้ เพื่อตอบโจทย์ Innovation

คาดว่าอีก 4-5 ปี คนทำงาน Working และคนสูงอายุ และคนต่างชาติที่จะ Serve องค์กรในแต่ละกลุ่ม

ส่วน Hilight คือการให้มีแกนนำก่อน

ข้อเสนอแนะ :

1. คนต่างชาติเราอาจไปสอนร่วมกับเขาด้วย ไม่ใช่ตั้งรับอยู่ที่บ้าน

2. การใช้ IT เป็นเรื่องที่ดีมาก ถ้ามหาวิทยาลัยนำ มหาวิทยาลัยจะกล้าหรือไม่ เพราะระบบจะ Serve ดีมาก

อาจารย์ไกรฤทธิ์กล่าวว่า สามารถทำเป็นสูติบัตร สร้างเป็น Profit Center ได้

เรื่อง IT ต้องสร้าง Habit ให้คนไทยชอบเล่น IT สร้างให้เป็น Edutainment ประเด็นคือจะ Convert ให้เป็น Educated Medium ได้อย่างไร

อาจารย์พิชญ์ภูรีกล่าวว่ากลุ่มนี้มีเรื่องการเรียนการสอน งานวิจัย ภาครัฐต่าง ๆ และสิ่งใหม่ ๆ ต่าง ๆ

กลุ่มที่ 2

2. จุดแข็งของ PSU ในอนาคตคืออะไร เสนอโครงการที่เกี่ยวข้องกับจุดแข็งเหล่านั้น โดยเน้นความต้องการของผู้เรียน

วิทยาศาสตร์สุขภาพจะเป็นจุดแข็งต่อไปในอนาคต มีความหลากหลาย อย่างอุตสาหกรรมเกษตรในอนาคต ด้านภาษา ม.อ.มีหลายภาษา จะโยงกับด้านเกษตรกรรม อิสลามศึกษาและพหุวัฒนธรรมก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่ง

ม.อ. มีโรงเรียนสาธิตต่าง ๆ ตั้งแต่ ม.1-ม.6 มีการพูดถึงการดูแลชายฝั่งและแหล่งท่องเที่ยว

โครงการหลักจะเป็นการดูแลผู้สูงวัย และการบริการทางวิชาการจะเป็นในเรื่องการดูแลผู้สูงวัย อย่างคณะเภสัชกรจะทำเรื่องการดูแลเรื่องการใช้ยา

ด้านการท่องเที่ยว ภาษา และอิสลามศึกษา จะมีการชูประเด็นว่าต่างประเทศจะมีนักศึกษาต่างประเทศมาเรียน 1-2 เทอม ทำเป็นลักษณะ Edu-Travel คือ เที่ยวด้วยและเรียนด้วย เป็นลักษณะ Learn and Play

อย่างไรก็ตามส่วนโรงเรียนใช้ประโยชน์ไม่คุ้ม จะทำอย่างไรให้สร้างนักเรียนเก่งแล้วมาอยู่ที่ ม.อ. เพราะส่วนใหญ่เด็กเก่งมักไปอยู่จุฬาฯ หรือมหิดล เป็นต้น

ข้อเสนอแนะ :

การจัดการสิ่งแวดล้อมกิจกรรมทุกเรื่องต้องมีความยั่งยืน ต้องอาศัยการจัดการสิ่งแวดล้อม ไม่เช่นนั้นจะมีขยะเต็มบ้าน

5. อุปสรรคที่ไม่สามารถไปสู่ Positioning ที่สูงขึ้น ของ PSU คืออะไร อธิบายและต้องแก้ปัญหาอย่างไรและทำ 3 ต. ได้อย่างไร

เป็นเรื่องกายภาพ วิทยาเขตมีความหลากหลายแต่ไม่สามารถ Integrate หรือใช้ทรัพยากรได้ ต้องใช้ IT ลดปัญหา Silo ทุกคนไม่อยากออกจาก comfort zone เพราะรักสบาย จะมีวิธีการใดใช้ทรัพยากรให้มากทีสุดและสร้าง Awareness ให้เกิดขึ้นในองค์กร ไม่มีหน่วยงานที่หารายได้ที่ชัดเจน และในที่สุดต้องเสริมสร้างหน่วยงานให้แข็งแรงมากขึ้น คณบดีต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ จะดึงรายได้จากศิษย์เก่าได้อย่างไร

ข้อเสนอแนะ :

อาจารย์ไกรฤทธิ์ เสนอให้ทำเสื้อขายเหมือนแมนยูฯ และใครรับงานอะไรให้นำรายได้เข้ามหาวิทยาลัย 5%

เรื่อง USB ต้องมีการ Link หรือบริการให้ดี จัดเป็น Business Model ทำเป็นพื้นฐานให้ดีไม่โฉ่งฉ่าง ไม่ดูค้าขายมากเกินไป ให้ดูตัวอย่างของมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เขาทำอย่างไรเป็นต้น

กลุ่มที่ 3

3. New Positioning PSU จะสร้าง Brand Awareness ให้ผู้สนใจ เพื่อสร้าง brand Positioning อย่างไร

จะมีการเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และการแพทย์ มีการใส่ Local Innovative Global Trend

ด้านการท่องเที่ยวจะมีการทำท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ท่องเที่ยวเชิงกีฬา

ด้านเกษตร ด้านการเกษตรทางเลือก การท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ด้านการแพทย์ มีการทำการแพทย์ทางเลือก และแทรกแพทย์แผนไทย

มีการบูรณาการสามอย่างด้วยกันทำเป็น Medicaltour Travel หรือ Wholistic เป็นต้น มีโครงการพยาบาลคือแต่งหน้าให้สวยเป็นต้น

4. ในยุค Social medias ที่มา จะใช้ Social medias พัฒนา Positioning ของ PSU อย่างไร

เอาสาระ และเอา Strategy มาเล่า และทำเป็นลักษณะ Entertain โดยมีการทำ Branding และเชิญศิษย์เก่า และอาจารย์เก่า คนที่เกี่ยวกับเราทั้งหมดเขามาช่วยสร้าง มีการให้ Certificate

การเพิ่มเติมในเรื่อง Positioning ในแต่ละวิทยาเขตจะมี Positioning ของตัวเองด้วยและตัว Social Media จะทำให้ Positioning และ Brand กระจายได้ สามารถใช้ Facebook และ Viral Computing ในการขยายได้

การทำให้ข้อมูลเข้าถึงง่ายขึ้น บริโภคได้ง่าย ใคร Share ใคร Like จะมีรางวัลเป็นต้น

การวาง Positioning จะทำให้คนทั้งในท้องถิ่นและนอกท้องถิ่นมีการ Interact กันโดยทางอ้อม

อาจารย์ไกรฤทธิ์ เสนอทำแบบ Viral Computing สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งคืออยู่ที่ Trust คือความไว้ใจ ดังนั้นต้องทำให้เกิดความเชื่อก่อน Cabal คือเลือกในสิ่งที่คอมเม้นท์ที่ดีกับเรา สร้าง DNA ที่เราอยู่กันอยู่ข้างในจะเป็นอย่างไร มีการทำ Prototype มีการทำ Product by Product เป็นต้น

ข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วม : จะชอบเรื่องการบริโภคง่าย จะทำอย่างไรให้ผลงานมหาวิทยาลัยมีการบริโภคง่าย

อาจารย์พิชญ์ภูรี จันทรกมล

อาจารย์ต่าง ๆ มีหน้าที่ให้ความรู้และแรงบันดาลใจ แต่ผลผลิตขึ้นกับแต่ละท่านทำออกมาเอง ในเรื่องงานกลุ่ม อยากให้ปรึกษาว่า ขอให้เขียนหนังสืออย่างท่านอาจารย์ไกรฤทธิ์ และให้อาจารย์ไกรฤทธิ์เขียนคำนิยม

อาจารย์ไกรฤทธิ์เสนอว่า เขียนหนังสือจากความทรงจำ 100 หน้าก่อนเกษียณ โดยก่อนอื่นให้เขียนแล้ว Post ก่อน และให้มีการ Comment ได้ เสมือนเป็นการทำขั้นตอนแรกในการทำ Sheet จะเขียนหนังสืออย่างไร สิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้เขียนลงใน Sheet และสามารถทำเป็น Pocket Book สามารถทำเป็น Small Prototype และสามารถต่อยอดเป็นผลงานของอาจารย์ให้ทุกคน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Chira Academy



ความเห็น (0)