คำนิยม หนังสือ เป้าหมายที่แท้จริงของสะเต็มศึกษา

ความท้าทายของสะเต็มศึกษาอยู่ที่ครู ที่จะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยการเรียนรู้เสียใหม่ ว่าการเรียนรู้ไม่ได้เกิด จากการถ่ายทอดความรู้สำเร็จรูปจากหนังสือหรือจากครู แต่เกิดจากการที่นักเรียนทำกิจกรรมแล้วสังเกต และรับผัสสะที่เกิดขึ้น เอาไปตีความด้วยความรู้เดิมที่ตนมีอยู่แล้ว รวมทั้งตรวจสอบการตีความกับตำราหรือแหล่งความรู้อื่นๆ ก็จะก่อตัวขึ้นเป็น ความรู้ในตน ซึ่งเท่ากับนักเรียนเรียนรู้โดยการสร้างความรู้ขึ้นในตน

คำนิยม

หนังสือ ความเข้าใจวิทยาศาสตร์ที่ครบถ้วน : เป้าหมายที่แท้จริงของสะเต็มศึกษา

วิจารณ์ พานิช

............


ที่จริงเมื่อเห็นชื่อหนังสือ ผมก็นึกเถียงเสียแล้ว เพราะผมคิดว่า ผลลัพธ์ของการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ ได้ผลในระดับเข้าใจ ยังไม่เพียงพอ ต้องได้ผลในระดับปฏิบัติได้ หรือมีทักษะ ไปจนถึงได้พัฒนาทักษะระดับสูง ในระดับเปลี่ยนความคิดหรือความเชื่อ ในผลการเรียนที่เรียกว่า เรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง(https://www.gotoknow.org/posts/597281) และผมคิดว่าเป้าหมายของการเรียนรู้สะเต็ม อยู่ที่ทักษะการนำเอา S, M, T และ E ไปใช้งานอย่างบูรณาการ

ทำให้ผมเกริ่นกับ ดร. สุธีระว่า การเขียนคำนิยมใน “สะเต็ม ๓” เล่มนี้ จะเป็นการเขียนคำนิยมแบบใหม่ คือไม่เน้นสรรเสริญเยินยอ แต่เน้นการตีความทำความเข้าใจ ผู้เขียนก็เขียนแบบตีความตามความเข้าใจของตน ผู้เขียนคำนิยมก็เขียนแบบตีความตามความเข้าใจของตน สอดคล้องกันบ้าง แย้งกันบ้าง

ดร. สุธีระ พยายามชี้ให้เห็นว่า สะเต็มศึกษาต้องเป็นไปเพื่อปัญญาเห็นสรรพสิ่งตามความเป็นจริง เห็นความเชื่อมโยง ซึ่งจะทำให้ดำรงชีวิตตามแนวทางที่ถูกต้อง ที่ท่านบอกว่าใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ก็อดเถียงไม่ได้ว่า ไม่เฉพาะสะเต็มศึกษาหรอกที่ควรยึดเป้าหมายและแนวทางนี้ การศึกษาในภาพรวม และการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ควบคู่ไป กับการดำรงชีวิต ก็ควรยึดถือแนวทางดังกล่าว

เมื่ออ่านต้นฉบับหนังสือทั้ง ๓ บท คือบทที่ ๑ ศึกษาศาสตร์ บทที่ ๒ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ บทที่ ๓ วิศวกรรมศาสตร์ จบแล้ว ผมตีความโดยใช้ความเข้าใจ (หรืออคติ) ส่วนตัวเพิ่มเข้าไป ว่า เป้าหมายที่แท้จริงของสะเต็มศึกษาคือ การเรียนรู้จากการปฏิบัติ (action) ตามด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิด (reflection) การเรียนรู้แบบนี้ต้องไม่เรียนแบบแยกส่วน แยกวิชา การเอาวิชา ๔ วิชาที่เคยให้เรียนแยกๆ กันมาให้เรียนด้วยกัน จะทำได้ต้องเรียนโดยการปฏิบัติหรือลงมือทำ ในรูปแบบการเรียนรู้กลุ่มที่เรียกว่า active learning หรือ activity-based learning ซึ่งมีรูปแบบแยกย่อยออกไปหลายแบบ เช่น PBL (Project-Based Learning), PBL (Problem-Based Learning), CBL (Case-Based Learning), RBL (Research-Based Learning), และฟินแลนด์เสนอคำว่า Phenomenon-Based Learning เป็นต้น โดยที่การเรียนรู้แบบนี้ นักเรียนหรือนักศึกษาจะเรียนหรือ ทำงานเป็นกลุ่ม เพื่อให้ได้พัฒนาทักษะหลากหลายด้าน ตามที่ต้องการ

ความท้าทายของสะเต็มศึกษาอยู่ที่ครู ที่จะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยการเรียนรู้เสียใหม่ ว่าการเรียนรู้ไม่ได้เกิด จากการถ่ายทอดความรู้สำเร็จรูปจากหนังสือหรือจากครู แต่เกิดจากการที่นักเรียนทำกิจกรรมแล้วสังเกต และรับผัสสะที่เกิดขึ้น เอาไปตีความด้วยความรู้เดิมที่ตนมีอยู่แล้ว รวมทั้งตรวจสอบการตีความกับตำราหรือแหล่งความรู้อื่นๆ ก็จะก่อตัวขึ้นเป็น ความรู้ในตน ซึ่งเท่ากับนักเรียนเรียนรู้โดยการสร้างความรู้ขึ้นในตน (ดูรายละเอียดในหนังสือ การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างไร ซึ่งดาวน์โหลดได้ที่ https://www.gotoknow.org/posts/550523) การเรียนแบบนี้มีธรรมชาติเป็นการเรียนหลายๆ วิชาไปพร้อมๆ กัน สะเต็มศึกษาจึงเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของครู ในการทำหน้าที่ครู ที่จะต้องไม่สอนโดยเน้น ถ่ายทอดความรู้ ไม่เน้นทำตัวเป็นผู้รู้ เปลี่ยนมาทำหน้าที่ตั้งคำถาม เพื่อช่วยเหลือให้นักเรียนเรียนได้ตรงทาง (scaffolding) ช่วยกระตุ้นความช่างสังเกต กระตุ้นให้ค้นคว้าเพิ่มเติม และกระตุ้นความคิด

ความท้าทายของครูอีกด้านหนึ่งน่าจะอยู่ที่การงานเป็นทีม จากหลากหลายวิชา มาทำหน้าที่เป็น facilitator, coach, scaffolding ร่วมกัน ซึ่งหมายความว่าทีมครูก็เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับศิษย์ด้วย คือเรียนจากการปฏิบัติหน้าที่ครู ในกระบวนการ ที่เรียกว่า PLC – Professional Learning Community การศึกษาก็จะไม่เป็นสิ่งที่หยุดนิ่งตายตัว แต่มีความเป็นพลวัตไม่มีสิ้นสุด

นี่คือการตีความข้อเขียนในหนังสือ ความเข้าใจวิทยาศาสตร์ที่ครบถ้วน : เป้าหมายที่แท้จริงของสะเต็มศึกษา เล่มนี้ที่ ดร. สุธีระเขียนความในใจออกมาอย่างเต็มที่ เพื่อสะท้อนคิดพื้นฐานหรือรากเหง้าของการศึกษาจากมุมมองของท่าน หนังสือเล่มนี้จึงเขียนด้วยสไตล์สะท้อนคิดตลอดเล่ม และผมก็เขียนคำนิยมแบบตีความหรือสะท้อนคิดออกมาเป็นภาคปฏิบัติ ที่วงการศึกษา และวงการครูจะนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยเป้าหมายสุดท้ายคือคุณภาพการศึกษา หรือผลลัพธ์การเรียนรู้ ของเด็กและเยาวชนที่จะต้องเป็นการเรียนรู้ที่ซับซ้อน และเรียนรู้ระดับที่ลึกและเชื่อมโยง หลุดออกจากการเรียนรู้ ที่อยู่เพียงเรียนรู้ระดับตื้น หรือไม่รู้จริง

ผมขอสื่อต่อเพื่อน “ครูเพื่อศิษย์” ทั้งหลายว่าหากท่านค่อยๆ อ่านข้อความในหนังสือเล่มนี้ อย่างช้าๆ ค่อยๆ ทำความเข้าใจ ท่านจะเห็นโอกาสเรียนรู้และฝึกฝนการทำหน้าที่ “ครูสะเต็ม” ที่มีคุณค่ายิ่ง ผมมีความเชื่อว่า ครูในวิชาที่ไม่ใช่สี่วิชาในสะเต็ม ก็สามารถเป็น “ครูสะเต็ม” ได้ หากมองจากมุมของการเรียนรู้ของศิษย์


วิจารณ์ พานิช

๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๙

มงเทรอซ์, สวิตเซอร์แลนด์


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)