วันที่ 23 วันนี้ที่รอคอย (16 มิถุนายน 2559)

ใช่ญาติหรือเปล่า เช้านี้ตอนที่เดินเข้ามาในโรงเรียนเหมือนจะเจอญาติอยู่ที่หอกิตติธรรม ซึ่งอยู่ใกล้ประตูทางเข้า-ออก ฉันยกมือไหว้แต่ไม่ได้ทักทาย ด้วยความเร่งรีบไปเปิดประตูห้องวิทยาศาสตร์ให้ครูพี่เลี้ยง ทุกวันพฤหัสบดีครูจะมาโรงเรียนเช้าเพราะเป็นครูเวร ถ้าเจอผู้หญิงคนนั้นอีกครั้งฉันจะเข้าไปคุยด้วย แม่เคยบอกตั้งแต่แรกแล้วว่ามีญาติสอนที่โรงเรียนนี้ เป็นครูอนุบาล แต่ก็ไม่เคยเจอกันหรือว่าอาจจะเจอแต่จำไม่ได้

อยู่เวรกับครูพี่เลี้ยง เมื่อไม่มีอะไรทำจึงไปอยู่เวรช่วยครูพี่เลี้ยง ครูเอางานไปทำด้วย ฉันจึงนั่งข้าง ๆ แล้วคอยสังเกตเด็ก ๆ ที่มาเล่นตรงลานกีฬา ดูแลความเรียบร้อยและความปลอดภัย บรรยากาศเช้านี้ก็ร้อนมาก แต่เด็ก ๆ ก็ยังคงเล่นสนุก เหงื่อเต็มตัวจนฉันถามว่านี่เหงื่อหรือน้ำคะ



สอนคาบสอง ห้อง ป.5/3 เป็นห้องที่ฉันคิดว่าโอเคที่สุด ตั้งใจเรียน ไม่คุยกันเสียงดังมากเหมือนห้องอื่น จึงทำให้การจัดกิจกรรมวันนี้เป็นไปด้วยความสนุกสนาน วันนี้ฉันสอนเรื่องน้ำมีแรงกระทำต่อวัตถุทุกทิศทางหรือไม่ เริ่มต้นการสอนก็ให้นักเรียนแบมือแล้วแกว่งมือไปมาทุกทิศทาง จากนั้นถามว่ารู้สึกยังไงบ้าง ก็จะรู้สึกว่ามีแรงต้านที่มือของเรา จากนั้นถามว่าถ้าเราแกว่งมือในน้ำกับในอากาศจะเหมือนหรือต่างกันยังไง นักเรียนก็จะตอบตามความเข้าใจของตนเอง ฉันจะไม่เฉลยคำตอบแต่จะให้เด็กหาคำตอบจากกิจกรรมการทดลองต่อไปนี้ อุปกรณ์การทดลอง คือ ถุงพลาสติกใสและกะละมัง ก่อนจะทำการทดลองจะต้องให้เด็กคาดคะเนก่อนว่าเมื่อเราสวมถุงพลาสติกใสที่มือ แล้วจุ่มมือไปในน้ำให้น้ำอยู่เหนือข้อมือประมาณ 10 เซนติเมตร แต่ไม่เลยความยาวของถุงพลาสติกใสจะเกิดอะไรขึ้น เราต้องกำหนดเวลาในการทำงานของเด็ก กลุ่มไหนเสร็จก่อนจะได้เลือกอุปกรณ์การทดลองก่อน การทำกิจกรรมการทดลองเป็นช่วงเวลาที่คุมชั้นเรียนได้ยากที่สุด เด็กมีจำนวนมาก อาจมีการปรึกษากันแต่บางกลุ่มก็เสียงดังเกินไป เราต้องคอยย้ำกติกาการทำกิจกรรม กลุ่มไหนเสียงดังโดนหักคะแนน แต่ถ้ากลุ่มไหนที่ทำการทดลองเสร็จก่อน บันทึกผลและสรุปผลการทดลองเสร็จกลุ่มแรกจะได้รับแสตมป์โดเรม่อนคนละสองดวง วิธีนี้ก็จะเป็นการกระตุ้นให้เด็กทำงานให้เร็วขึ้น สุดท้ายก็ถามว่าจากกิจกรรมการทดลองผลเป็นอย่างไรบ้าง ใช้คำถามกระตุ้นความคิดเด็ก ๆ จนได้ข้อสรุปของการทำกิจกรรมที่ว่า น้ำมีแรงกระทำต่อวัตถุทุกทิศทาง

หน้าที่พิเศษ ตอนกลางวันก็จะทำหน้าที่พิเศษช่วยคุมนักเรียนรับประทานอาหารกลางวัน เป็นช่วงที่นักเรียนวุ่นวายและเสียงดังมาก จะมีครูเวรทำหน้าที่หลักในการดูแลความเรียบร้อยของนักเรียน เด็ก ๆ ส่วนใหญ่รู้จักฉัน เพราะฉันสอนตั้งสี่ห้อง ถามว่าเด็ก ๆ กลัวฉันไหม ตอบได้ทันทีว่าไม่ เด็กมักบอกว่าครูหมูใจดี (จริงหรือเปล่า)

อาการเดิม ทุกครั้งที่สอนห้อง ป.5/1 อาการเดิมก็กลับมาอีกครั้ง มันเหนื่อย หมดแรง ไม่อยากทำอะไร หรือฉันต้องกลับมาพิจารณาตัวเองว่าเหมาะสมกับการเป็นครูหรือไม่ ทำไมถึงสอนนักเรียนห้องนี้แล้วไม่มีใครเชื่อฟัง มีน้อยคนนักที่ตั้งใจเรียน ยิ่งบอกให้เงียบก็ยิ่งมีคนต่อต้าน โดยเฉพาะนักเรียนชื่อ แสงฟ้า เป็นลูกภารโรง ฉันไม่รู้นะว่าเวลาที่เรียนกับครูท่่านอื่นจะเป็นยังไง แต่ทุกครั้งที่เรียนกับฉัน แสงฟ้าจะชอบทำตัวมีปัญหา ขนาดครูพี่เลี้ยงยังเอาไม่อยู่ จะแจกแต้ม หักคะแนน จะทำอะไรไม่ได้ผลสักอย่าง ฉันต้องคิดหาเทคนิควิธีใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลาจนบางทีก็เกิดอาการท้อ สอนเสร็จฉันแทบหมดเรี่ยวแรง นั่งอยู่กับตัวเอง อยากร้องไห้ก็ร้องไม่ออก จนครูพี่เลี่ยงซึ่งนั่งข้าง ๆ พูดขึ้นมาว่าเครียดมากระวังเป็นไมเกรน ไอ้หมูเอ้ย.... แล้วก็จะหัวเราะ เชื่อหรือไม่ทุกครั้งที่ฉันเครียด ฉันมีเวลาเครียดไม่นานหรอก เพราะครูพี่เลี้ยงนี่แหละจะคอยสร้างเสียงหัวเราะให้ตลอด ชวนคุยให้หายเครียดจนลืมไปเลยว่ากำลังเครียดอยู่ อีกไม่นาน...ขอเวลาอีกไม่นานจะกลับมาเข้มแข็งและพร้อมสู้ต่อไป

วันนี้ที่รอคอย... และแล้วก็ถึงคิวของโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่สักทีนะที่อาจารย์มาเยี่ยมเยียน ระหว่างที่นั่งตรวจการบ้านไลน์กลุ่มก็เด้งขึ้นมาว่า อาจารย์กิตตินันท์มา รีบสิคะ รีบไปหาอาจารย์ ได้พูดคุยถึงปัญหาที่ไม่ค่อยมีปัญหา สำหรับตัวฉันมีปัญหาตอนคุมชั้นเรียนแค่นั้น ปัญหาอย่างอื่นนั้นแทบไม่มี อยู่โรงเรียนนี้ดี อยู่ดี กินดี ครูพี่เลี้ยงดูแลดี มีความสุขกายสบายใจ อยากอยู่ต่ออีกสักเทอม 555 ขอบคุณอาจารย์กิตตินันท์นะคะที่แวะเวียนมาหา คอยรับฟังปัญหาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ไว้วันหลังมาอีกนะคะ หนูรออยู่ค่ะ :-)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกการฝึกสอนของนางสาวศิริพร นำเปี้ย (ภาคเรียนที่ 1/2559)



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

จักไปเยี่ยมเยือนอีกแน่นอนครับ คุณครูหมู ;)...

เขียนเมื่อ 

Ongkuleemarn

จะรอนะคะ :-)