GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

จิตวิทยากับการศึกษาอิสลาม..1 (รูแย้ 2)

บางครั้งการเดินตามเขา เราเลือกทำในสิ่งดีๆ สิ่งที่ไม่ขัดกับหลักศาสนาของเรา เราก็จะไม่สู่จุดอับ(รูแย้)ได้

                การศึกษามุสลิมหรืออาจจะกล่าวได้ว่าการศึกษาในโลกมุสลิม มุสลิมเองต้องยอมรับในความล้าหลัง ทั้งๆที่ความรู้ของมุสลิมที่มีอัลกุรอานและหะดีษเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับมวลมนุษย์ เป็นความจริงที่ไม่ได้เกิดจากการคิดที่เกิดจากปัญญามนุษย์หรือทฤษฎีที่รอวันเปลี่ยนแปลง  ในอดีตตำราการศึกษาในด้านต่างๆ ของมนุษยชาติทั้งทางโลกตะวันออกโดยเฉพาะทางโลกตะวันตก ก็ได้ยึดถือตำราของมุสลิมเป็นหลัก อย่างเช่นตำราเกี่ยวกับแพทย์ได้ใช้หนังสือ อัลกอนูน (القانون) ของ อิบนุซีนา จนถึงศตวรรษที่ 14

            ด้านการศึกษาก็เช่นกัน ทั้งอัลกุรอานและหะดีษได้กล่าวถึงเกี่ยวกับการศึกษา เทคนิคการศึกษาในลักษณะต่างๆมากมาย รวมถึงจิตวิทยา การเรียนการสอน ผู้รู้หรืออุลามาอฺ อย่างเช่น อิมาม อัล-ฆอซาลี ก็ได้เขียนในเรื่องนี้ไว้อย่างกว้างขวาง แต่การศึกษาอิสลามยังเหยียบย่ำอยู่กับที่หรือกำลังเดินถอยหลัง

                ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ...?  เป็นคำถามที่มุสลิมทุกคนต้องถามและต้องแก้ไขอย่างรีบด่วน

                หลายคนได้พยายามปัดความรับผิดชอบของตัวเอง ด้วยการกล่าวโทษคนนั้นคนนี้ โดยที่ตนเองไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากสร้างเจตคติที่ไม่ดีต่อคนๆนั้นหรือกลุ่มคนนั้นเพียงอย่างเดียว            

                การกล่าวถึงสาเหตุต้นต่อหรือผู้ที่ทำให้เกิดวิกฤติเช่นนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ แต่ถ้าเป็นการกล่าวถึงเพื่อรู้ที่มาที่ไป โดยเฉพาะเพื่อปลดปล่อยจากวังวนของผู้ไม่หวังดีต่อมุสลิมหรืออิสลาม

            นักจิตวิทยาท่านหนึ่งได้กล่าวว่า...

                ...โลกมุสลิมตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณานิคมของตะวันตกเป็นเวลานาน อำนาจทางทหารที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออิสลามเข้ามาปกครองประเทศมุสลิม ได้พยายามบิดเบือนและวางโครงสร้างทางการศึกษาและทางสังคมในระยะยาว ปลูกฝังคนงานและเจ้าหน้าที่มุสลิมเห็นแก่วัตถุมากกว่าการทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ(อิคลาศ) เน้นการศึกษาในสายวิชาชีพและวิชาสามัญด้วยการให้ความสำคัญมากกว่าวิชาอิสลามหลายเท่า โรงเรียนที่สอนความรู้อิสลามถูกมองข้าม ไปสนับสนุนโรงเรียนสามัญที่อยู่ภายใต้นิ้วชี้ของพวกเขา ครูที่สอนโรงเรียนสามัญมีเงินเดือนสูงกว่าครูที่สอนที่โรงเรียนสอนศาสนา และแยกการศึกษาอิสลามออกจากการศึกษาทั่วไป ทำให้มุสลิมที่เรียนโรงเรียนสามัญห่างจากอิสลาม

                ด้วยเหตุที่ตกเป็นเมืองขึ้นของนักล่าอาณานิคมตะวันตก หรือด้วยเหตุความล้าหลังของตนเอง ทำให้ภาพของครูสอนศาสนา คือ เชค หรือมุลลอฮฺ หรืออุสตาส ที่มีหนวดเครา ที่สะพรึงกลัว การเรียนการสอนจะใช้วิธีการโบราณที่เคร่งครัด ไม่สามารถที่จะพูดภาษาอื่นได้นอกจากภาษาแม่และภาษาอาหรับ ไม่รู้จักความรู้อื่น เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์สมัยใหม่ ภูมิศาสตร์ และวิชาสมัยใหม่อื่นๆ ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับโลกปัจจุบันและความทันสมัย ในบางประเทศถ้าพูดถึงครูสอนศาสนาแล้วถ้าไม่ใช่คนแก่ ก็คนตาบอด

                การเรียนการสอนของครูเหล่านั้น จะใช้วิธีที่โบราณ อันประกอบด้วย คัด เขียน และท่อง ซ้ำๆ นักเรียนจะเข้าใจในเนื้อหาที่เขาสอนหรือไม่นั้นพวกเขาไม่สนใจเท่าไร สิ่งที่เขาสนใจคือความสามารถของนักเรียนที่จะจำสิ่งที่เขาเขียน บางครั้งนักเรียนก็จะท่องในสิ่งที่เขาเขียนเท่านั้นจะไม่เข้าใจอะไรเลย เพราะเนื้อหาที่เขาสอนหรือให้นักเรียนเขียนนั้นสูงเกินไปสำหรับเด็กอย่างเขา ทั้งนี้เป็นเพราะการแยกระหว่างความรู้ศาสนากับความรู้สามัญ หรือครูสอนศาสนาไม่มีความรู้ในความรู้ใหม่ๆ และวิชาศาสนาในโรงเรียนสมัยใหม่จะสอนเฉพาะพิธีการทางศาสนา  วิชาฟิกฮฺเบื้องต้น และท่องบางอายัตอัลกุรอานและบางหะดีษ ดังนั้นอิสลามที่เป็นวิถีชีวิตที่สมบูรณ์ จึงไม่สามารถที่จะเข้าใจและเข้าถึงได้ กลับกลายเป็นว่าอิสลามคือส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนเล็กๆของชีวิตเท่านั้นเอง !

            ในบางครั้งครูสอนศาสนาได้ใช้วิธีการสอนที่ทำให้เด็กยิ่งอยากออกห่างไปอีก เช่น การใช้วิธีการลงโทษ เช่น การเฆี่ยนตี การดุดา  หรือการกดคะแนน เพื่อหวังให้เด็กจริงจังในวิชาที่เขาสอน หรือจริงจังในการท่องจำที่เขาได้มอบหมาย...                เมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นนี้...  เป็นหน้าที่ของนักจิตวิทยามุสลิมที่เข้าศาสนาเป็นอย่างดีและเข้าจิตวิทยาการสอน  สร้างหลักสูตรการสอนที่ทันสมัยสอดคล้องกับเด็กในวัยต่างๆวางอยู่ในกรอบของศาสนาอิสลาม เปิดสอนในสถาบันอุดมศึกษาอิสลามที่มีอยู่ (เช่น มหาวิทยาลัยอัศฮาร์ ประเทศอิยิปต์ หรือ(มหา)วิทยาลัยอิสลามยะลา เป็นต้น) ผลิตบัณฑิตที่เป็นครูอิสลามศึกษาที่ทันสมัย จัดอบรมทั้งระยะสั้นและระยะยาวแก่ครูสอนศาสนาที่อยู่ตามโรงเรียนต่างๆ ส่วนหลักสูตรอิสลามศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ควรปรับปรุงให้มีเนื้อหาครอบคลุมยิ่งขึ้นและให้เหมาะสมกับวัยของผู้เรียนยิ่งขึ้น ...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 60812
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 4
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (4)

"ขอบคุณครับอาจารยืได้ความรู้เยอะเลย"

คำถามว่า

1. การปลดปล่อยในหมาย คือสิ่งใดครับ ในคำภีร์เขาเขียนว่า คือ การปล่อยวางหรือ อย่างไรครับ

2.วิชาการต่าง  ๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยสามารถปรับใช้กับพี่น้องมุสลิมได้อย่างไร

3.ในโลกของความเป็นจริงกับสิ่งที่สำคัญต่อการปฏิบัติศาสนกิจมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ขอบคุณอาจารย์อีกครั้งครับที่ไขข้อสงสัย

  • ขอบคุณสำหรับความรู้ใหม่ครับ
  • ดีใจที่ได้อ่าน
  • สาลาม

สวัสดีครับ คุณ น.เมืองสรวง

 และยินดีที่จะได้แลกเปลี่ยนความรู้

1. การปลดปล่อยที่ผมหมายถึงการทำตัวเองให้เป็นอิสระ โดยความเป็นอิสระในด้านความคิด ไม่เชื่อหรือไม่คิดตามโลกตะวันตกทุกอย่าง คงไม่ได้แปลว่าปล่อยวางอย่างเดียว อะไรที่แก้ไขได้ต้องแก้ไขอย่างรีบด่วน อะไรที่ป้องกันได้ต้องป้องกัน แต่ในเวลาเดียวกันไม่ถึงขนาดกับปิดกั้นตัวเอง

2. ใช้ได้ทุกวิชาครับ มียกเว้นเพียงไม่กี่อย่าง และวิชาที่ยกเว้นส่วนใหญ่แล้วคนไทยเองก็ไม่สนับสนุนอยู่แล้ว เช่น วิชาโหร และวิชาในลักษณะเดียวกัน วิชาที่นำสู่การปฏิเสธพระเจ้า เพียงแต่ว่าทุกวันนี้ยังมีปัญหาเรื่องการปรับใช้อย่างเหมาะสม

3. เราถือว่าเราอยู่ในความจริงตลอด แต่บางครั้งการกระทำของเราไม่เป็นที่คุ้นเคยของสังคมไทย อาจจะดูเหมือนกับว่าเราทำในสิ่งแปลกใหม่ ตอนที่ผมเรียนปริญญาโท อาจารย์นัดสอบเวลาละหมาด ซึ่งเป็นเรื่องลำบากมากสำหรับเรา แต่เราก็ต้องตกลงกับอาจารย์หาวิธีการทีเป็นไปได้ทั้งสองอย่าง พอถึงเวลาละหมาด อาจารย์ต้องอนุญาตให้เราละหมาด และเราก็ไม่ไปละหมาดไกลๆ ละหมาดข้างอาจารย์ที่คุมสอบอยู่ 

สำคัญที่ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา อย่างที่ในหลวงว่า ครับ 

 

ถูกต้องครับอาจารย์ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ร่วมเรียนรู้ไปกับวิถีชุมชนแล้วใช้แผนพัฒนาสอดรับกับสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะสังคมชุมชนแต่ละแห่งไม่เหมือนกันแม้กระทั่งวิธีคิดแต่ก็ต้องให้อภัยกันและกัน จริง ๆ แล้วพระเจ้าอยู่ในใจเราเสมอครับ...เพียงแต่ว่าเราจะให้อภัยกันหรือเปล่า ถูกไหมครับอาจารย์ ขอคำชี้แนะด้วยครับอาจารย์ ผมเคยไปอยู่กับพี่น้องชุมชนมุสลิม 2 ปี อาจจะรู้ธรรมเนียมปฏิบัติบ้าง พี่น้องมุสลิมจริงใจครับ น่ารัก เขามีวิธีคิดที่ละเอียดอ่อน และเปลี่ยนเรียนรู้ได้ครับอาจารย์