บางครั้งการเดินตามเขา เราเลือกทำในสิ่งดีๆ สิ่งที่ไม่ขัดกับหลักศาสนาของเรา เราก็จะไม่สู่จุดอับ(รูแย้)ได้

                การศึกษามุสลิมหรืออาจจะกล่าวได้ว่าการศึกษาในโลกมุสลิม มุสลิมเองต้องยอมรับในความล้าหลัง ทั้งๆที่ความรู้ของมุสลิมที่มีอัลกุรอานและหะดีษเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับมวลมนุษย์ เป็นความจริงที่ไม่ได้เกิดจากการคิดที่เกิดจากปัญญามนุษย์หรือทฤษฎีที่รอวันเปลี่ยนแปลง  ในอดีตตำราการศึกษาในด้านต่างๆ ของมนุษยชาติทั้งทางโลกตะวันออกโดยเฉพาะทางโลกตะวันตก ก็ได้ยึดถือตำราของมุสลิมเป็นหลัก อย่างเช่นตำราเกี่ยวกับแพทย์ได้ใช้หนังสือ อัลกอนูน (القانون) ของ อิบนุซีนา จนถึงศตวรรษที่ 14

            ด้านการศึกษาก็เช่นกัน ทั้งอัลกุรอานและหะดีษได้กล่าวถึงเกี่ยวกับการศึกษา เทคนิคการศึกษาในลักษณะต่างๆมากมาย รวมถึงจิตวิทยา การเรียนการสอน ผู้รู้หรืออุลามาอฺ อย่างเช่น อิมาม อัล-ฆอซาลี ก็ได้เขียนในเรื่องนี้ไว้อย่างกว้างขวาง แต่การศึกษาอิสลามยังเหยียบย่ำอยู่กับที่หรือกำลังเดินถอยหลัง

                ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ...?  เป็นคำถามที่มุสลิมทุกคนต้องถามและต้องแก้ไขอย่างรีบด่วน

                หลายคนได้พยายามปัดความรับผิดชอบของตัวเอง ด้วยการกล่าวโทษคนนั้นคนนี้ โดยที่ตนเองไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากสร้างเจตคติที่ไม่ดีต่อคนๆนั้นหรือกลุ่มคนนั้นเพียงอย่างเดียว           

                การกล่าวถึงสาเหตุต้นต่อหรือผู้ที่ทำให้เกิดวิกฤติเช่นนี้ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ แต่ถ้าเป็นการกล่าวถึงเพื่อรู้ที่มาที่ไป โดยเฉพาะเพื่อปลดปล่อยจากวังวนของผู้ไม่หวังดีต่อมุสลิมหรืออิสลาม

            นักจิตวิทยาท่านหนึ่งได้กล่าวว่า...

                ...โลกมุสลิมตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณานิคมของตะวันตกเป็นเวลานาน อำนาจทางทหารที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออิสลามเข้ามาปกครองประเทศมุสลิม ได้พยายามบิดเบือนและวางโครงสร้างทางการศึกษาและทางสังคมในระยะยาว ปลูกฝังคนงานและเจ้าหน้าที่มุสลิมเห็นแก่วัตถุมากกว่าการทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ(อิคลาศ) เน้นการศึกษาในสายวิชาชีพและวิชาสามัญด้วยการให้ความสำคัญมากกว่าวิชาอิสลามหลายเท่าโรงเรียนที่สอนความรู้อิสลามถูกมองข้าม ไปสนับสนุนโรงเรียนสามัญที่อยู่ภายใต้นิ้วชี้ของพวกเขาครูที่สอนโรงเรียนสามัญมีเงินเดือนสูงกว่าครูที่สอนที่โรงเรียนสอนศาสนา และแยกการศึกษาอิสลามออกจากการศึกษาทั่วไป ทำให้มุสลิมที่เรียนโรงเรียนสามัญห่างจากอิสลาม

                ด้วยเหตุที่ตกเป็นเมืองขึ้นของนักล่าอาณานิคมตะวันตก หรือด้วยเหตุความล้าหลังของตนเอง ทำให้ภาพของครูสอนศาสนา คือ เชค หรือมุลลอฮฺ หรืออุสตาส ที่มีหนวดเครา ที่สะพรึงกลัว การเรียนการสอนจะใช้วิธีการโบราณที่เคร่งครัด ไม่สามารถที่จะพูดภาษาอื่นได้นอกจากภาษาแม่และภาษาอาหรับ ไม่รู้จักความรู้อื่น เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์สมัยใหม่ ภูมิศาสตร์ และวิชาสมัยใหม่อื่นๆ ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับโลกปัจจุบันและความทันสมัย ในบางประเทศถ้าพูดถึงครูสอนศาสนาแล้วถ้าไม่ใช่คนแก่ ก็คนตาบอด

                การเรียนการสอนของครูเหล่านั้น จะใช้วิธีที่โบราณ อันประกอบด้วย คัด เขียน และท่อง ซ้ำๆ นักเรียนจะเข้าใจในเนื้อหาที่เขาสอนหรือไม่นั้นพวกเขาไม่สนใจเท่าไร สิ่งที่เขาสนใจคือความสามารถของนักเรียนที่จะจำสิ่งที่เขาเขียน บางครั้งนักเรียนก็จะท่องในสิ่งที่เขาเขียนเท่านั้นจะไม่เข้าใจอะไรเลย เพราะเนื้อหาที่เขาสอนหรือให้นักเรียนเขียนนั้นสูงเกินไปสำหรับเด็กอย่างเขา ทั้งนี้เป็นเพราะการแยกระหว่างความรู้ศาสนากับความรู้สามัญ หรือครูสอนศาสนาไม่มีความรู้ในความรู้ใหม่ๆ และวิชาศาสนาในโรงเรียนสมัยใหม่จะสอนเฉพาะพิธีการทางศาสนา  วิชาฟิกฮฺเบื้องต้น และท่องบางอายัตอัลกุรอานและบางหะดีษ ดังนั้นอิสลามที่เป็นวิถีชีวิตที่สมบูรณ์ จึงไม่สามารถที่จะเข้าใจและเข้าถึงได้ กลับกลายเป็นว่าอิสลามคือส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนเล็กๆของชีวิตเท่านั้นเอง !

            ในบางครั้งครูสอนศาสนาได้ใช้วิธีการสอนที่ทำให้เด็กยิ่งอยากออกห่างไปอีก เช่น การใช้วิธีการลงโทษ เช่น การเฆี่ยนตี การดุดา  หรือการกดคะแนน เพื่อหวังให้เด็กจริงจังในวิชาที่เขาสอน หรือจริงจังในการท่องจำที่เขาได้มอบหมาย…                เมื่อสภาพการณ์เป็นเช่นนี้…  เป็นหน้าที่ของนักจิตวิทยามุสลิมที่เข้าศาสนาเป็นอย่างดีและเข้าจิตวิทยาการสอน  สร้างหลักสูตรการสอนที่ทันสมัยสอดคล้องกับเด็กในวัยต่างๆวางอยู่ในกรอบของศาสนาอิสลาม เปิดสอนในสถาบันอุดมศึกษาอิสลามที่มีอยู่ (เช่น มหาวิทยาลัยอัศฮาร์ ประเทศอิยิปต์ หรือ(มหา)วิทยาลัยอิสลามยะลา เป็นต้น) ผลิตบัณฑิตที่เป็นครูอิสลามศึกษาที่ทันสมัย จัดอบรมทั้งระยะสั้นและระยะยาวแก่ครูสอนศาสนาที่อยู่ตามโรงเรียนต่างๆ ส่วนหลักสูตรอิสลามศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ควรปรับปรุงให้มีเนื้อหาครอบคลุมยิ่งขึ้นและให้เหมาะสมกับวัยของผู้เรียนยิ่งขึ้น …