เรื่องราวในวันนี้มีมากมาย...หลากหลายรสชาติ เรียกได้ว่าเป็นวันเเห่งประสบการณ์เรียนรู้เลยก็ว่าได้
เรื่องราวมันเริ่มจากวันนี้เป็นครูเวรตื่นมาโรงเรียนด้วยอาการปวดหัวและง่วงนิดหน่อย ก็จัดไปกับกาแฟสักแก้วกับข้าวเหนียวหมูปิ้งอีกแล้ว เมนูเดิมเกือบทุกวัน วันนี้มีอุบัติเหตเล็ก ๆ เกิดขึ้นหน้าโรงเรียน เป็นการชนกันของรถจักรยานยนต์ของผู้ปกครองและนักเรียนชั้นมัธยมโรงเรียนหนึ่ง ดีที่ว่าผู้ปกครองส่งนักเรียนเรียบร้อยเเล้ว และก็ไม่ชนเเรงมากเท่าไหร ด้วยที่เราเป็นครูเวรเเละอยู่ในเหตุการณ์ก็รีบไปช่วยผู้ปกครองก่อนเพราะรถโดนทับอยู่ พอพยุงรถเรียบร้อยจูงเข้ามาหลบข้างทางและจะหันไปถามนักเรียนคนนั้นว่าเป็นไงบ้าง เเต่กลับเห็นขี่รถออกไปเลย โดยไม่สนใจอะไรเลย น่าเสียดายมากที่จำทะเบียบรถไม่ได้
ในตอนเช้าเวลาเข้าเเถวเคารพธงชาติจะมีนักเรียน ป.1 คนหนึ่งมักจะร้องไห้อยากจะกลับอยู่ทุก ๆ เช้า สังเกตมาหลายวันเเล้ว เคยได้ลองไปคุยกับน้องเขาครั้งหนึ่ง ถามว่าทำไมถึงไม่อยากมาโรงเรียน เรียนหนังสือ จะได้เก่ง ๆ เด็กนักเรียนคนนั้นกลับตอบมาว่าไม่อยากเรียน เรียนเเล้วปวดหัว เรียนเเล้วเครียด ขนาดนี่เธออยู่ ป.1 เธอมีเรื่องให้เครียดขนาดนั้นเลยเหรอ แต่พอเวลาผ่านไปสักพักก็หยุดเเละเรียนได้ปกติเหมือนนักเรียนคนอื่น ๆ ก็เเปลกใจอยู่เหมือนกันว่าทำไม ต้องร้องไห้อยู่ทุก ๆ เช้า
วันนี้มาอีกเเล้วกับการทดลองวิทยาศาสตร์ คราวนี้เป็นการตอบสนองต่อการสัมผัสของพืช ด้วยความที่ว่า พืชที่ใช้ในการทดลองนั้นเป็น ผักกระเฉด และผักบุ้งจีน มันหายากมาก โดยเฉพาะผักกระเฉดที่ไปหาที่ไหนก็ไม่ได้เลย จึงเปลี่ยนจากผักกระเฉดมาใช้ไมยราบเเทน เพราะคิดว่าน่าจะหาได้ง่ายกว่า แต่เปล่าเลยเเม้จะเป็นไมยราบก็ไม่มี เราก็เตรียมการสอนก่อนมาละ เลยเดินหาไมยราบบริเวณในโรงเรียนก็ไม่มีสักต้น เพราะ ไมยราบเป็นวัชพืชหนึ่งจึงไม่มีในโรงเรียน พอกลับไปที่บ้านก็ไม่มีอีก บางทีก็รู้สึกว่าบางครั้งที่ได้สอนในโรงเรียนในเมืองใหญ่ ๆ ก็ไม่ได้ดีเสมอไป แม้จะมีสื่อเทคโนโลยี อุปกรณ์ต่าง ๆ ครบถ้วน เเต่บางอย่างก็ไม่สามารถหาได้ เช่น ต้นไมยราบ นี่เเหละ ต่างจากโรงเรียนนอกเมืองที่อาจไม่พร้อม ไม่มีทีวี ไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือทดลองทางวิทยาศาสตร์ แต่เขากลับมีห้องเรียนที่มีขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ห้องเรียนธรรมชาติ ที่เป็นของจริง ถ้าเป็นนอกเมืองจริง ๆ คงหาต้นไมยราบเจออย่างรวดเร็วอย่างเเน่นอน เเต่ครูโต้งก็ยังไม่ยอมแพ้จับจักรยานคู่ใจมาขี่ปั่นไปทั่วหมู่บ้านและสวนสาธารณะของหมู่บ้าน เพื่อหาต้นไมยราบ และในที่สุดหลังจากที่ปั่นไปสามรอบก็เจอเเล้ว..."ต้นไมยราบ"...มีเเค่ต้นเดียวซะด้วย จึงขออนุญาตขุดมาปลูกในกระถางเเละนำมาให้นักเรียนดู มาสัมผัสต้นไยราบของจริง เเม้ทั้งห้องจะมีเเค่ต้นเดียว แต่นักเรียนทุกคนก็ต่างอย่างที่จะสัมผัสกัน ครูโต้งเลยขอเป็นตัวเเทนสัมผัสให้ และบอกนักเรียนว่าหากใครอยากสัมผัสก็ให้มาสัมผัสในตอนพักกลางวันครูจะวางไว้หลังห้องแต่ต้องระวังหนามด้วย ...บางครั้งก็รู้สึกว่าการที่จะสอนเรื่อง เรื่องหนึ่งให้กับเด็กรู้สึกเหนือยมาก อย่างการตามหาต้นไมยราบนี่เเหละ เเต่พอเห็นเด็กรู้สึกตื่นเต้นไปกับสิ่งที่เราสอน ความเหนื่อยก็กลับหายไปในทันที
มาดูเรื่องราวหลักที่จะบันทึกในวันนี้ดีกว่า... หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จกำลังจะขึ้นห้องไปตรวจงานมีเด็กชั้น ป. 1 วิ่งมาฟ้องว่า "ครูครับนายนั่นมาเเกล้งผม" เป็นปกติอย่างนี้ทุกวัน เเต่มาวันนี้มันหนักกว่าเพื่อน คือ นักเรียนมาบอกว่าโดนเพื่อนแกล้ง ใช้รองเท้าเตะเข้าไปที่เป้า แล้วไข่แตก!! วินาทีนั้นตกใจมาก และมีเพื่อนมาพูดอีกว่า "ไข่เเตก ๆ" งานนี้ยาวแน่ งานนี้ครูโต้งจึงพาน้องเขาเข้าไปที่ห้องน้ำเเละเปิดดูว่าจริงเท็จ เเค่ไหน พอถอดกางเกงเริ่มเห็นเลือดซึมงานเข้าละ จึงเปิดดูช้างน้อยของน้องเขาว่ามีเลือดไหลออกจริง ๆ เเละเท่าที่สังเกตดูนั้นเหมือนจะเป็นปลายช้างน้อยฉีกออกมานิดหนึ่งนิดเดียวจริง ๆ เราเห็นก็รีบตั้งสติจะพาไปห้องพยาบาลให้หมอตรวจ เอาละเริ่มละ "ไม่ไปๆ กลัวเจ็บเดี๋ยวหมอจะเอาน้ำยาสีฟ้า ๆ มาทามันเเสบ ไม่เอา" ตามด้วยอาการร้องไห้และเด็กมารุมดูว่าเกิดอะไรขึ้น เราก็ปลอบอยู่นานก็ไม่ยอมไปยังดีที่หยุดร้องไห้เเล้วจึงได้พาน้องเขาไปหาครูประจำชั้นของห้องน้องเขาเอง เเละก็ได้เล่าเรื่องราวเท่าที่ได้รู้ให้ครูเขาฟัง โชคดีที่ครูเขาช่วยปลอบให้น้องขึ้นไปทำแผลที่ห้องพยาบาลได้ เเละให้หมอใช้น้ำเกลือเช็ดทำความสะอาดแผล ตอนเเรกก็งอแงว่าจะกลัวเจ็บแต่พอทำแผลเสร็จกลับบอกว่าไม่เจ็บรู้สึกเย็น ๆ เราก็ดีใจขึ้นมาหน่อยหนึ่งละ เลยพาน้องเขามานั่งรอพ่อกับเเม่มารับกลับบ้าน หวังว่าผู้ปกครองคงเข้าใจนะว่ามันเป็นอุบัติเหต น้องบอกว่าจำชื่อไม่ได้เเต่จำหน้าได้ เรื่องนี้ค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้รอพ่อเเม่น้องเขามารับก่อนดีกว่า ระหว่างรอเราก็เลยอยู่เป็นเพื่อนน้องเขา สิ่งหนึ่งที่ครูต้องมีคือการปลอบเด็กหรือภาษาเมืองเขาเรียกว่า "เป๊าละอ่อน" เลยช่วยเด็กคุย เเล้วคุยเรื่องอะไรดีละทีนี้ เด็กเริ่มเปิดประเด็นมาการ์ตูนเรื่อง Ben10 สมองครูโต้งวินาที่นั้นเริ่มทบทวนความจำการ์ตูนเรื่องนี้ขึ้นมาในทันที ชวนเด็กคุยพูดถึงตัวละครต่าง ๆ ของการ์ตูน "เธอชอบตัวไหนสุด ตัวนี้ชื่ออะไร ตัวสีเเดงๆมันทำไรได้บ้าง" สารพัดคำถามที่ถามเด็ก ชวนเด็กคุยให้ลืมเรื่องราวก่อนหน้านี้ และพ่อเเม่เด็กก็มารับดีที่ไม่เรื่องมากเท่าไหร เลยพาเด็กกลับบ้านไป ประสบการณ์ในเรื่องนี้รุ้เลยการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต้องมา ต้องจัดการเด็กได้และต้องไปการ๋ตูนให้ได้หลาย ๆ เรื่องจะได้มีเรื่องไว้คุยกับเด็กได้
พอเสร็จเรื่องราวก็ขึ้นห้องไปจัดการภาระงานที่ค้างไว้ต่อตั้งเเต่ตอนเช้ารู้สึกหน่อย ระหว่างกลับก็ได้เจอกับ ผอ. เเม่เยี่ยมของเรานั่นเองก็ได้รับทราบว่าท่านเป็นอาจารย์นิเทศ และเตรียมตัวไว้ได้เลย เพราะอาจารย์นิเทศอยู่เเค่ปลายจมูกละงานนี้ มาวันไหนก็ได้เเบบไม่ต้องลุ้นเพราะเจอหน้ากันทุกวันอยู่ละ เเต่วันนิเทศให้คะเเนนนี่แหละ รู้สึกหวั่น ๆ เพราะอยู่ใกล้กันเกิน...
ปิดฉากสุดท้ายกับการอยู่เวรวันี้มีเรื่องอีกเเล้วคราวนี้ไม่ใช่รองเท้าหาย แต่เป็นกระเป๋าหยิบไปสลับกัน โชคดีที่เเค่สลับ พรุ่งนี้เลยนำมาคืนเปลี่ยนกันได้ เเละวันนี้ก็ส่งนักเรียนกลับบ้านจนหมด เเละกลับบ้านพร้อมร่างกายอันเหนื่อยล้า


