ตำนานนัก Cornet ผู้ยิ่งใหญ่ Herbert L. Clarke

Clarke เป็นคนที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันอย่างมากทั้ง 3ด้านคือ เดี่ยวคอร์เน็ต (Soloist Cornet) นักประพันธ์เพลง (Composer) และนักวิชาการ (Educator)และเรามักจะคุ้นเคยกันในแบบฝึกของทรัมเป็ตอย่าง Clarke Study No.2 ที่เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก มิใช่โด่งดังและใช้ฝึกกันเพียงเฉพาะเครื่อง Trumpet เท่านั้น แต่ยังมีการคัดลอก (Transcription) ไปใช้ยังเครื่องดนตรีอื่นๆด้วยเช่นกัน เช่น Trombone, Horn และ Tuba ซึ่งในที่นี้จะเล่าถึงประวัติของ Clarke และที่มาของการคิดค้นแบบฝึกนี้ขึ้น แรงบันดาลในการสร้างแบบฝึกหัดนี้คืออะไร ซึ่งต้องยอมรับเลยว่าแบบฝึกหัดนี้มีมานานถึง 107 ปีเลยทีเดียว นับจากหนังสือเล่มแรกที่เขียนออกมา ทั้งหมดมี 4 เล่ม แต่เดียวก่อน Clarke ไม่ได้บอกว่านี้คือแบบฝึกหัด ไม่ได้บอกว่าเป็น 4 Method Book แต่มันคือ 4 Instruction Book หมายถึง หนังสือแนะแนว ซึ่งในแต่ละเล่มนั้นมีคยามต้องการที่แตกต่างโดยที่เขาได้ระบุไว้แล้ว


Herbert Linclon Clarke เกิดที่ Wobern, Massachusetts, Boston ประเทศอเมริกา เมื่อวันที่ 12 เดือนกันยายน 1867 และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 เดือนมกราคม 1945 ที่ Long Beach, Carlifornia ขณะอายุ 78 ปี เขาเป็นนัก Cornet ที่มีการบันทึกเสียงเยอะมากที่สุด ในสมัยนั้นบันทึกเสียงด้วยเครื่อง phonograph ที่คิดค้นโดย Thomas Edison เขาผ่านการแสดงคอนเสิร์ต Solo มากถึง 7,000 กว่าคอนเสิร์ต ประมาณ 473 ครั้งต่อ 1 ฤดูกาล และได้เข้าร่วมวงดนตรีมากถึง 34 วง ทั้งวงอเมริกาและแคนาดา นอกจากนี้ยังไปแสดงไกลถึง Europe Tours ถึง 4 ครั้งและรอบโลก (World Tour) 1 ครั้ง


Clarke เริ่มเล่นดนตรีกับครอบครัวมาตั้งแต่เด็กโดยที่พ่อของเขาเป็นคนสอน เขามีพี่น้องด้วยกัน 4 คน ทั้งหมดเป็นผู้ชาย เขาเป็นลูกชายคนที่ 4 พี่ชายคนแรกเป็นนัก Organ และ Piano ต่อมาเป็นนักธุรกิจ พี่ชายคนที่สอง เป็นทั้งนัก Violin ตำแหน่ง Band Master และเล่น Cornet เป็นเวลา 5 ปีในวง Sousa Band หลังจากนั้นย้ายไปตำแหน่งผู้จัดการวง พี่ชายคนที่สามเป็นนัก Trombone ในวง Gilmore’s Band หลังจากวงแยกย้ายจึงไปประจำอยู่วง New York Philharmonic Orchestra เป็นเวลา 15 ปี ส่วนประวัติแม่และน้องชายคนเล็กของบ้านสูญหาย พ่อของเขาเป็นคนวางระบบการเรียนดนตรีเองโดยทุกคนต้องเริ่มหัด Violin เป็นอันดับแรก แต่ Clarke ชื่นชอบและสนใจอยากจะเล่นคอร์เน็ต (Cornet) แต่พ่อของเขาเห็นว่าเขายังเล็กเกินไป ทำให้เขาต้องแอบเอาคอร์เน็ตของพี่ชายไปฝึกซ้อม โดยที่ไม่ได้ให้พ่อของเขารู้เป็นอันขาด ครอบครัวของ Clarke ต้องย้ายถื่นที่อยู่อาศัยบ่อยตามพ่อของเขา เมื่อเขาอายุได้ 13 ปี เขาได้ชมคอนเสรืร์ตวง The Acclaimed American Band of Providence ทำให้เขาได้พบกับนักเดี่ยวคอร์เน็ตชื่อ Bowen R. Church เขาตื่นตาตื่นใจและหลงไหลในเสียงของคอร์เน็ตเป็นอย่างมาก หลังจบการแสดงเขาตัดสินใจขอพ่อเรียนคอร์เน็ตอย่างจริงจังและพ่อของเขาก็อนุญาติและเริ่มสอน




ระหว่างที่เขาเติบโตขึ้นเขายังได้เล่น Violin, Viola ในวงสมัครเล่นและร่วมมือกับพี่ชายสร้างวงด้วย คนที่ช่วยให้เขามีฝีมือการเล่นคอร์เน็ตให้ดีขึ้นก็คือเพื่อนสนิทของเขาชื่อ Walter B. Roger ประสบการณ์แข่งขันคอร์เน็ตครั้งแรกในชีวิตเริ่มขึ้นตอนอายุ 19 ปี ที่ Indianapolis ในบทเพลง Levy’s Whrilwind Polka เขาได้รับรางวัลชนะเริศอันดับที่ 1 และรางวัลจากการแข่งขันเป็น Pocket Cornet ผลิตโดย Distin Henry หลังจบการแข่งขันเขาตั้งปนิธานว่าอยากจะเป็นนักเดี่ยวคอร์เน็ต แต่เขามิได้ทิ้งการเรียน Violin, Viola และยังหัดเรียนรู้เครื่องลมทองเหลืองทุกชนิดด้วย เมื่อเขาอายุ 23 ปีเริ่มเรียน Harmony and Compostion มีข้อสันนิษฐานว่าในปีเดียวกันนี้ เขาได้เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ The Toronto Conservatory ต่อมาในปี 1892 เขาเดินทางไปเยี่ยมพี่ชายนัก Trombone ที่ขณะนั้นพี่ชายของเขาเป็นสมาชิกวง Patrick Gilmore’s Band และได้มีโอกาส audition กับ Gilmore บทเพลงที่เขาใช้ในการ audition คือบทเพลงที่เคยใช้แข่งขันครั้งแรก เมื่อบรรเลงจบ Gilmore ได้ขอให้เขาบรรเลงเพลงแนว Ballad อีกซึ่งเขามีเพลงอยู่ในใจที่อยากจะเล่นแล้วนั้นคือ The Last Rose of Summer และเพลงสุดท้ายคือ Robert the Devil ผลการสอบครั้งนี้คือ”ผ่าน” Clarke ร่วมบรรเลงในวงนี้จนกระทั่ง Gilmore เสียชีวืตลง เขาตกงานและทำงานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นงานในโรงละคร ร้านอาหาร โรงแรม และงานเต้นรำในเมือง New York





ในปีต่อมาเหมือนเขาได้ชุปชีวิตใหม่อีกครั้งหลังจากได้รับจัดหมายจาก John Philip Sousa ให้เข้าร่วมวง แต่ในตอนนั้น Sousa เองก็เพิ่งจะเป็น band leader หน้าใหม่จึงยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก สมาชิกในวงคนหนึ่งชักชวนให้เขาได้ลองประพันธ์เพลงเพื่อทำเพลงที่โชว์ความสามารถของเขาได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ แล้วเขายังงานทำบันทึกเสียงกับหลากหลายบริษัทเช่น Berliner Company (ภายหลังชื่อ Victor), Edridge,Johnson Company, Columbia, Odeon แต่ Sousa ไม่เห็นด้วยกับการบันทึกเสียง เขามองว่ามันคือเสียงประป๋องและขาดรสชาติไม่เหมือนการแสดงสด เมื่อวันที่ 1 เดือนธันวาคม 1898 Clarke ได้เล่นในวง New York Philharmonic Orchestra และกลับไปทัวร์คอนเสิร์ตกับวง Sousa ซึ่งในแต่ละครั้งนานเป็นสัปดาห์หรือหลายเดือนเลยทีเดียว ในปี 1900 เป็นช่วงเวลาที่ Sousa Band ไม่มีความคืบหน้ามากนัก Clarke ถูกเชิญให้ไปบรรเลงที่วง The Metropolitan Opera Company ตำแหน่ง 1st Trumpet แต่สุดท้ายเขาก็ชื่นชอบที่จะเล่นคอร์เน็ตมากกว่าและตัดสินใจกลับไปทัวร์คอนเสิร์ตกับ Sousa Band ที่ยุโรป เมื่อกลับมาที่ประเทศอเมริกาเขามีชื่อเสียงมากขึ้น มีงานอื่นๆด้วยอย่างการเป็น Band Director และครอบครัว ทำให้เขาถูกยกเลิกสัญญาว่าจ้างจาก Sousa ทำให้เขาต้องคิดหางานใหม่ที่ตั้งหลักปักฐานอีกครั้ง



Clarke เปิดโรงเรียนสอนดนตรีชื่อ “Clarke School for the Cornet” ทำการสอนทุกที่ขณะที่เขาเดินทางด้วย เมื่อเขาอายุ 40 ปีเขาพบกับปัญหาเรื่องขาดความแข็งแรงของการเล่นคอร์เน็ต (Endurance) เนื่องจากขาดความต่อเนื่องของการฝึกซ้อม เขาจึงต้องหาวิธีที่จะกลับมาเหมือนเดิม เขาเริ่มจากการฝึกลม และการเล่น Scale และ Arpeggio ง่ายๆด้วยการเล่นภายในหนึ่งลมหายใจ เขาพึงพอใจกับผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้ทำการเขียนวิธีการไว้จนในท้ายที่สุดออกมาเป็น 4 Instruction Books !

Clarke กลับมาทำงานกับวง Sousa อีกครั้งเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งขอเกษียนเมื่อเขาอายุ 50 ปี ในปี 1912 เขารับงานเป็นคนทดลองเครื่องให้กับโรงงานผลิตเครื่องบริษัท The Conn Company จนกระทั่งเจ้าของกิจการ Charles G. Conn ขายบริษัททิ้ง แต่เขาก็ยังคงทำงานต่อและได้ร่วมมือกับ Frank Holton ออกแบบคอร์เน็ตรุ่น “The Holton-Clarke long-model cornet” ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ Clarke ได้ทำงานควบคุมวงและสอนเยอะแยะมากมาย เมื่อหมดสัญญาการทำงานจากทุกที่ภรรยาชื่อ Lilian ชวนเขาไปตั้งถิ่นอาศัยอยู่ที่ Los Angeles เพราะอากาศดี แต่ก็ยังคงได้รับเชิญให้เป็นผู้ควบคุมวง The Long Beach Municopal Band ได้แสดงเดี่ยวกับวงด้วย เขาได้รับตำแหน่งเป็นประธาน American Band Master Association และบรรณาธิการของ Filmore’s Magazine ภายหลังชื่อ Jacob’s Band and Orchestra Monthly ช่วงบั้นท้ายชีวิตของ Clarke ได้รับปริญญาเอกกิตติมศักดิ์จาก Philips University


พิธีฝังศพของ Clarke มีการแสดงจากวง Long Beach Municipal Band ด้วยบทประพันธ์ของเขา “Own past Glad Hours”และ “Twilight Dreams” โดยนักแสดงเดี่ยวคอร์เน็ต Foresr Ray หลุมฝังศพของเขาอยู่ที่ The Congressional Cemetery ใน Washington D.C. ติดกับหลุมฝังศพของ Sousa และสิ่งของต่างๆของ Clarke ครอบครัวได้มอบให้ห้องสมุด University of Illinois ซึ่งอยู่ถัดจาก Sousa เช่นกัน

เพลง Cornet Solo ที่โด่งดัง

• Bride of the Wave • Carnival of Venice

• Southern Cross • Twilight Dreams

• Sounds from the Hudson • The Debutante

• From the Shores of the Might Pacific • Stars in a Velvety Sky

• La Veta Caprice • And more


4 instruction Books

1.Elementary Studies คือการเรียนเบื้องต้น เป็นหนังสือเล่มแรกและเขียนขึ้นเมื่อปี 1909 ขณะนั้นเขาอายุ 42 ปี มีทั้งหมด 30 บท


2.Technical Studies หนังสือเล่มที่สอง เป็นรู้จักกันอย่างแพร่หลาย เขียนขึ้นเมื่อปี 1912 เน้นในการฝึกฝนทางด้านนิ้ว (Fingering) และการตัดลิ้น (Tongue)



3.Characteristic Studies หนังสือเล่มที่ 3 เขียนขึ้นเมื่อปี 1915 เพื่อการฝึกฝนของการออกเสียง (Articulation) เช่น Double Tonguing และ Characteristic Studies 24 บท ซึ่งจะเรียงลำดับไปตาม Major key และ Minor key

4.Setting Up Drills ถูกตีพิมพ์โดย Clarke มีทั้งหมด 38 บท และแบ่งออกเป็น 4 กรุป เป็นแบบฝึกที่เขานั้นได้ฝึกฝนเป็นประจำทุกวัน 30 นาที หลังจากเสร็จในแต่ละกรุปจะพักซัก 2-3 นาที เขาได้กำหนดสิ่งสำคัญของการเล่นคอร์เน็ตไว้ 7 ข้อ ได้แก่ 1.Lips 2 The Muscles of The Lips and Face 3.The Tongue 4.The Left Hand 5.The Fingers of The Right Hand 6.The Air 7.The Wind-Power


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน trumpet literature and Pedagogy



ความเห็น (0)