๒๘. บทเรียน..จากงานศพ

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณ ทุกท่าน ที่ได้กรุณาเสียสละเวลาอันมีค่า มางานฌาปนกิจศพคุณแม่...ช่วงนี้ ท่านพิธีกร กำลังประสานกับทางเจ้าภาพเกี่ยวกับรายชื่อ ท่านที่จะขึ้นทอดผ้าบังสุกุล ในส่วนท่านประธานในพิธี ขณะนี้ ท่านก็ได้เดินทางมาถึงเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ..”

วันเสาร์ที่ผ่านมา..ผมมีโอกาส..ได้ไปงานศพ..คุณแม่ของเพื่อน..เป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยม เดินทางไปกลับในวันเผาศพ ระยะทางกว่า ๓๐๐ กิโลเมตร ..แม้ว่า..งานที่โรงเรียนจะยุ่งยากมากมาย แต่ด้วย..เพื่อนก็คือเพื่อน..และงานแบบนี้ของเพื่อน มีครั้งเดียวแน่นอน ผมตัดสินใจทิ้งงานทั้งหมด ใช้เวลาเดินทางกว่า ๒ ชั่วโมง..ถึงวัด....เวลา ๑๔.๔๐ น. ผู้คนที่มาร่วมงานฌาปนกิจศพคุณแม่.. ยังดูบางตา

ผมทักทายเพื่อนและภรรยา ที่เป็นเจ้าภาพของงานเป็นที่เรียบร้อย ก็มองหางานทำ ว่ามาทั้งทีจะช่วยอะไรเจ้าภาพได้บ้าง..ผมมองเห็นพิธีกร กำลังตระเตรียมประสานงานด้านพิธีการ..และเห็นว่าเขาทำงานคนเดียว คิดว่าเราน่าจะทำเนียนๆ เข้าไปขอเป็นผู้ช่วยเขาน่าจะดีกว่านั่งอยู่เฉยๆ...พอเห็นเขานั่งพัก ผมจึงเดินเข้าไปทักทาย..ได้ยินเสียงเขาเบาๆ กำลังซ้อมอ่านรายนามพระจากวัดต่างๆ ที่จะนิมนต์พระคุณเจ้าเพื่อชักผ้าบังสุกุล..บนเมรุ..บ่งบอกเลยว่า..พิธีกรท่านนี้..ยังใหม่..สำหรับงานแบบนี้ หรือไม่ก็มาแทนพิธีกรหลักของวัด...

“พี่ครับ..มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกนะครับ” ผมเปิดปากทักทาย

“ได้เลย..เดี๋ยวมาช่วยกัน ตอนนี้รอพระคุณเจ้าจากวัด...มาปาฐกถาธรรมหน้าเมรุ”

ผมมองไปยังหน้าเมรุ ก็เห็นโพเดี้ยม ..จัดวางไว้พร้อมแล้ว ด้านหน้าโพเดี้ยมตกแต่งด้วยผ้า และดอกไม้มีเครื่องไทยทานจัดวางไว้ด้วย..แปลกใจว่าทำไม ทางวัด..ถึงไม่จัดให้พระคุณเจ้าแสดงธรรม ในศาลาที่ใช้สวดและฉันภัตตาหาร ภาพวันนี้จึงออกมา แบบว่า โยมนั่งฟังเทศน์ในศาลา พระยืนเทศน์กลางแดด..

เวลา..ล่วงเลยไป ใกล้ถึงเวลาเทศน์แล้ว ผมเห็นพระผู้ใหญ่เดินลงจากรถ ก็รู้ได้ทันทีว่า ท่านมาเทศน์อย่างแน่นอน ผมรีบไปนิมนต์ท่านมานั่งพักผ่อนก่อน ท่านขอนั่งเก้าอี้ใกล้โพเดี้ยม แต่ด้วยแดดยังร้อนอยู่ ผมต้องพูดเชิญชวนท่านให้ไปนั่งในศาลาจะดีกว่า..แล้วก็ทำสำเร็จ

พิธีกร..ดูเวลา แล้วหายไปพักใหญ่ อยู่ทางนี้ ผมเห็นหลานสาวของเจ้าภาพ มาประสานเรื่องไมโครโฟน เพื่ออ่านประวัติคุณยาย ตามด้วยบทร้อยกรองสั้นๆ และความรู้สึกของหลาน ..ที่เขียนไว้ด้วยลายมือบรรจง ประมาณ ครึ่งหน้ากระดาษ ผมแนะนำหลานยาย เพียงสั้นๆว่า....

“ประวัติและบทร้อยกรอง ไม่ยาวมาก อ่านช้าๆนะครับ ส่วนไมโครโฟน นี้ เป็นไมค์ลอย หนูเสียงเบามาก ต้องอ่านใกล้ๆใมค์หน่อยนะครับ..”

สักพักหนึ่ง..พิธีกรของวัด ก็เดินมาพร้อมร่มสีสดใส ขนาดกลางๆ ตอนแรกผมคิดว่าน่าจะเป็นร่มที่ใช้แห่นาค จะดูดีกว่า และถ้าจะให้ดีควรมีขาหรือเสาเหล็กสำหรับปักร่ม บังแดดไม่ให้ส่องเรือนร่างของพระผู้เป็นองค์ปาฐก..ซึ่งมีชั้นยศ ระดับเจ้าอาวาส และจ้าคณะอำเภอเลยทีเดียว...
“แล้วใครจะยืนถือร่มให้ท่าน ล่ะครับ” ผมถาม

“ท่านนั่นแหละ” (ซึ่งหมายถึงผม) “อ้าว..จะดีหรือ”

“ดูบุคลิกแล้ว ได้เลย เหมาะที่สุดแล้ว” พิธีกร พูดเยินยอผม ผมคิดว่าเขาคงหาคนไม่ได้มากกว่า ผมก้มมองตัวเอง ดูเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เห็นว่า เรียบร้อยดี ทำหน้าที่ถือร่ม..บังแดดให้พระนักเทศน์..ต่อหน้าธารกำนัล..งานแบบนี้ ไม่มีอายอยู่แล้ว

พระคุณเจ้า..เทศน์นานมาก แต่คนฟังไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเลย ท่านพูดถึงคุณงามความดีของแม่..ผู้วายชนม์ ที่ท่านเองก็รู้จักมักคุ้นมาก่อน สอดแทรกปริศนาธรรมคำสอนและอารมณ์ขัน ผมยืนถือร่ม ยังอดหัวเราะไม่ได้ และไม่รู้สึกว่าแขนผมจะอ่อนล้าเลย ผ่านไปราว ครึ่งชั่วโมงเศษ เพื่อนผม..ที่เป็นเจ้าภาพของงาน ก็เดินมาด้านหลัง..

“ชยันต์..ผมช่วยถือ" เพื่อนผม ยืนถือร่มได้แป๊บเดียว ก็มีเสียงโทรศัพท์เข้ามา ผมจึงยืนถือร่มจนจบรายการ..เอวัง ก็มีด้วย ประการละ ฉะนี้...

ก่อนจบ.. พระคุณเจ้ามีลูกเล่นลูกฮา นิดหนึ่ง เป็นการส่งท้าย...

“ตอนแรกก็ว่าจะพูดต่อ พอดีเห้นโยมถือกัณเทศน์มาตั้งตรงหน้าเสียแล้ว และก็เกรงว่าคนถือร่ม จะเป็นลมไปเสียก่อน ก็คงต้องใช้เวลาเพียงเท่านี้...นะโยมนะ ” (เกือบชั่วโมง)

พระเทศน์จบ ..ไมค์โครโฟน..ก็ว่าง บรรยากาศในงานก็ดูเงียบเชียบ ผมยินข้างๆพระที่นิมนต์มาจากวัดต่างๆ ท่านพูดเปรยๆว่า” ..ทำไมไม่พูดอะไรบ้าง ญาติโยมจะได้รู้ว่าถึงขั้นตอนไหนแล้ว เดี๋ยวก็งงกันไปหมด..หรอก”

ผมสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมพิธีกรท่านถึงไม่ขยันพูดเอาเสียเลย ท่านเดินไปประสานทางเจ้าภาพเกี่ยวกับรายชื่อประธานฝ่ายฆราวาสและบุคคลต่างๆ ที่จะเชิญขึ้นทอดผ้าบังสุกุล ที่จริงเรื่องนี้ ให้ใครทำก็ได้ ...ผมเลยต้องเดินไปจับไมค์แล้วพูดว่า” แขก..ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณ ทุกท่าน ที่ได้กรุณาเสียสละเวลาอันมีค่า มางานฌาปนกิจศพคุณแม่...ช่วงนี้ ท่านพิธีกร กำลังประสานกับทางเจ้าภาพเกี่ยวกับรายชื่อ ท่านที่จะขึ้นทอดผ้าบังสุกุล ในส่วนท่านประธานในพิธี ขณะนี้ ท่านก็ได้เดินทางมาถึงเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ..”

สักครู่ใหญ่..พิธีกร..ก็เดินมาที่โพเดี้ยม..ยื่นกระดาษที่มีรายชื่อบุคคลทั้งหมด ๑๗ คน เขียนด้วยลายมือแบบหวัดนิดๆ ยื่นให้ผมถือไว้ แล้วพูดว่า...

“เดี๋ยวท่านเชิญแขกตามรายชื่อขึ้นทอดผ้านะ ครั้งละ ๒ คน ผมจะเป็นคนพูดนิมนต์พระคุณเจ้าเอง”

“พี่อ่านคนเดียวเลยครับ” ผมคิดว่าพิธีกร ทำหน้าที่คนเดียว ณ เวลานั้น จะดูเหมาะสมกลมกลืนกว่า..

“ แต่ คุณกบ เจ้าภาพ บอกผมว่าขอให้ท่านเป็นคนอ่าน” “ครับ ก็ได้ครับ”

พอถึงเวลา...ผมอ่านรายชื่อ เพื่อเรียนเชิญตัวแทน แขกผู้มีเกียรติขึ้นทอดผ้าบนเมรุ รายชื่อในกระดาษ ส่วนใหญ่จะไม่มีตำแหน่ง..ทางการเมืองท้องถิ่น เวลาผมอ่านชื่อด้วยเสียงดังฟังชัดไปแล้ว พิธีกรหลักของผม จะมากระซิบข้างหู บอกตำแหน่งให้ผมพูดตาม...เป็นช่วงเวลาที่ผมอึดอัด ทรมานใจเหลือเกิน

รู้แต่แรก ผมลงไปประสานเองน่าจะดีกว่า..นอกจากจะอ่านง่ายและครบถ้วนแล้ว จะช่วยให้ทำงานมั่นใจยิ่งขึ้น ทั้งที่บางช่วงบางตอน..ก็นึกเอะใจอยู่แล้วเหมือนกัน..ว่าพิธีกร..ท่านยังมองงานไปตลอดแนว ตั้งแต่วินาทีที่หลานสาวเจ้าภาพเดินถือโทรศัพท์มาเปิดที่โพเดี้ยม จ่อด้วยไมโครโฟน เปิดเพลงมโนราห์บูชายัญ..ผู้ร่ายรำ..แต่งตัวสวยสดงดงาม ท่วงท่ารำแบบมืออาชีพ..ผมมาทราบทีหลังว่า เป็นอาจารย์สอนอยู่มหาวิทยาลัยศิลปากร...แต่..ทำไม ก่อนออกมาร่ายรำ ไม่มีการประกาศชื่อชุด..และผู้แสดง...จากพิธีกรเลยแม้แต่น้อย..ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญมาก..ครับ เป็นเรื่องที่น่าศึกษาไว้ มากกว่าจะมาตำหนิกัน...ผมคิดอย่างนี้จริงๆ

เกือบสองทุ่มแล้ว..ผมขับรถฝ่าสายฝนที่ตกพรำๆมาตลอดทาง ด้วยความระมัดระวัง ใจก็คิดถึงบรรยากาศภายในงานศพที่ผ่านมา..ผมได้บทเรียนจากการเป็นผู้ช่วยพิธีกร..ได้ทักษะและประสบการณ์การทำงานเพิ่มขึ้นมากมาย..สักวัน..บทเรียนนี้จะเป็นผลงานเชิงประจักษ์ของผม ที่จะไม่ยอมให้ผิดพลาดอย่างแน่นอน..ถึงแม้จะเป็นเพียงงาน..จิตอาสา..ก็ตาม

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๕ มิถุนายน ๒๕๕๙

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ด้วยรักและศรัทธา พัฒนางาน..ชีวิต เส้นทางผลสัมฤทธิ์ บันทึกไว้..ให้รื่นรมย์



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ประสบการณ์คือ ตำราเล่มใหญ่

เพียงแต่ ใครจะอ่านและเข้าใจได้เพียงใด

แต่ถ้าอ่านไม่ออก....ก็...ว่างเปล่า