ข้อพิจารณาในการเลือกซื้อมือถือ

ข้อพิจารณาในการเลือกซื้อมือถือ

art004

ที่มา http://www.it24hrs.com

  1. ระบบปฏิบัติการมือถือ ถ้าคุณเน้นโทรออกรับสาย ส่ง sms ทั่วไป ก็หาซื้อที่ตลาดทั่วไป แต่ถ้าอยากได้แบบมีความสามารถในการสื่อสารใกล้เคียงกับมือถือสมาร์ทโฟนคล้ายๆเกือบเป็นระบบปฏิบัติการในราคาย่อมเยาก็มีบางรุ่นเช่นกัน เช่น มือถืออีกรุ่นนึงหน้าตาก็บ้าง เช่น Samsung candy , LG GT505 และอื่นๆก็มีความสามารถใกล้เคียงกับสมาร์ทโฟนในเรื่องการท่องเว็บ การส่ง facebook , twitter ในราคาประมาณ 3000-5000 บาท ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนงบน้อย แต่ปัจจุบันนี้วัยรุ่นและคนทำงานส่วนใหญ่จะเลือกสมาร์ทโฟนบนแพลตฟอร์ม 6 ระบบปฏิบัติการเช่น iOS จาก apple , Android พัฒนาโดย Google , WindowsPhone7 จาก Microsoft , Symbian จาก NOKIA , Blackberry OS จาก RIM Blackberry และ BADA จาก SAMSUNG และเร็วๆนี้อาจมาไทยคือ HP Palm จาก HP ที่ซื้อกิจการจาก Palm ไป
  2. เรื่อง Application ถ้าคุณอยากได้แอพที่มีความสามารถเยอะๆและแปลกๆละก็ แนะนำเป็น iOS ซึ่งจะมาอยู่ใน มือถือiPhone และแท็บเล็ต iPad ทุกรุ่น ซึ่งจะมีแอพคุณภาพและแปลกๆ มีมากกว่า500,000แอพ บน Appstore แต่ถ้างบน้อยหน่อย แต่อยากได้ความสามารถใกล้เคียงกับพวก iPhone ล่ะก็ ระบบปฏิบัติการ android ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะแอพส่วนใหญ่เปิดกว้างให้นักพัฒนา ด้วย และเป็น Open source ที่แจก code และสามารถพัฒนาแบบไร้ขีดจำกัด ตอนนี้ล่าสุดเมื่อกลางเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมาก็สามารถซื้อแอพพลิเคชั่นได้แล้ว ซึ่งตอนนี้มีให้โหลดกว่า 200,000 แอพแล้ว บนMarket , ตัวเลือกที่ 3 ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปีที่แล้วอย่าง Windowsphone7 ที่พลิกโฉมจาก Windows mobile ทีตอนนี้มีแอพกว่า 10000 แอพพลิเคชั่นแต่ความสามารถไม่ด้อยกว่าพวก IOS หรือ android และก็ ที่อยู่มานานอย่าง Symbian ที่ตอนนี่มาถึงยุค Symbian3 รองรับบริการหลากหลายจากโอเปอร์เรเตอร์ในเมืองไทย แต่น่าเสียดายที่ภายใน 2 ปี จะสิ้นสุดยุค Symbian ไปย้ายซบกับ windowsphone7 แล้ว , นอกจากนี้ยังมี OS ยอดฮิตกับบรรดาวัยรุ่น ดารา และนักทำงานอย่าง Blackberry ที่มีความสามารถในการ Pushmail การพิมพ์ที่เร็วมาก และ แชตผ่าน โปรแกรม BBM ที่ตอนนี้เป็นเทรนของวัยรุ่นไทยที่ใช้ Blackberry ณ ขณะนี้ ปิดท้ายด้วยระบบปฏิบัติการ BADA จาก Samsung ที่กำลังเร่งพัฒนาแอพอย่างต่อเนื่อง แต่ตัวเครื่องสุดทันสมัยมากเหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่จะมาในมือถือ Samsung แบบจอ AMOLED ด้วย ซึ่งถึงแม้แอพจะน้อย สู่ IOS กับ Android ไม่ได้ แต่ก็คุณภาพ ยังเหนือกว่ามือถือธรรมดาทั่วไปแน่นอน
  3. เรื่องหน้าจอ : ดูว่าโทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ใช้วัสดุอะไรในการประกอบ ซึ่งมีตั้งแต่ แบบจอสัมผัสธรรมดาทั่วไปอย่าง LCD , หรือจะแบบ LED AMOLED , Super AMOLED (หรือบางคนเรียกสั้นๆว่า จอOLED ที่ใช้กับจอโทรทัศน์) ซึ่งมีคุณสมบัติ ให้การแสดงหน้าจอนั้นที่ให้ความสว่างและความคมชัด สีสดสมจริง และใช้พลังงานน้อย , ต้องรู้ด้วยว่ารองรับ TouchScreen หรือ Multi-touchscreen หรือไม่ สำหรับคนที่อยากได้มือถือแบบสัมผัส ถ้าสัมผัสได้ก็ลองทดสอบอีกว่า รองรับการสัมผัสได้อีกกี่จุดยิ่งจุดเยอะยิ่งแสดงว่ารองรับการสัมผัสได้ดี
  4. CPU ที่ใช้เป็นยี่ห้ออะไร มีความเร็วเท่าไหร่ โดยCPU ที่จำหน่ายในท้องตลาด ณ ขนาดนี้ มีหน่วยวัดเป็น MHz แต่รุ่นแบบสมาร์ทโฟนหลังๆความแรงแตะระดับ 1GHZ แล้ว ยิ่งมีความเร็วมาก ก็ยิ่งดี(แต่จะมีราคาสูงตามไปด้วย) โดยปัจจุบันนี้มี CPU แบบ Dual Core หรือ หน่วยประมวลผล 2 แกนสมองมาเริ่มจำหน่ายในท้องตลาดแล้ว และมีความเร็วมากกว่า มือถือ 1 GHZ แบบ Single Core ที่มีจำหน่ายทั่วไป ดูแล้วไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์เลยจริงๆ
  5. เรื่องกล้อง ดูว่ามีคุณสมบัติถ่ายด้วยความละเอียดสูงสุดเท่าไหร่ ถ้ามีความละเอียดเยอะๆก็สามารถถ่ายรูปได้หลายขนาด และมีความคมชัด พอที่จะสามารถล้างรูปได้ขนาดใหญ่ได้ และถ้ามี Auto-Focus ด้วยซึ่งสำคัญมาก จะได้คุณภาพของภาพถ่ายสวยและชัดขึ้นด้วย และปัจจัยอื่นๆเช่นมี แฟลซหรือไม่ นอกจากนี้ก็ต้องดูคุณสมบัติการถ่ายวีดีโอด้วยว่ารองรับการถ่ายแบบ HD หรือไม่ ถ้ามี HD สูงสุดเท่าไหร่ ยิ่งมือถือปัจจุบันในรุ่นราคากลางๆ จะรองรับการถ่ายแบบ HD 720P แล้ว และรุ่นราคาสูงๆ จะรองรับการถ่ายวีดีโอความละเอียดสูงแบบ 1024P เลยทีเดียว ลองสังเกตด้วยว่าเวลาถ่ายวีดีโอแล้วจะได้สกุลอะไรด้วย ยิ่งได้สกุล MP4 ละก็ จะนำวีดีโอนี้สามารถนำมาตัดต่อวีดีโอได้อีกด้วย และถ้ามือถือมีทั้งกล้องหน้าและกล้องหลังละก็จะสามารถคุยสนทนาแบบเห็นหน้า ( Video Call ) ผ่านทาง wifi หรือ 3G ได้ด้วย
  6. คุณภาพเสียงบนลำโพงของมือถือก็น่าทดสอบฟังเสียงดูด้วย ในกรณีมีคนโทรเข้า หรือดูหนังฟังเพลง ว่าเสียงดังหรือเสียงแตกหรือไม่
  7. เรื่องหน่วยความจำ ดูด้วยว่าหน่วยความจำในตัวเครื่องมีขนาดเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ ถ้าเป็นสมาร์ทโฟนราคาแพงๆ อย่าง พวก Samsung Galaxy S , Apple iPhone , HTC HD7และอื่นๆ ก็จะมีเนื้อที่หน่วยความจำภายในตัวเครื่องเยอะ และบางรุ่นก็จะมีช่องสำหรับใส่ SD card หรือ mini SD card เพิ่มเติมได้ เพื่อขยายความสามารถของเครื่องในการเพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูล รูปภาพต่างๆหรือแม้แต่การลงโปรแกรม แต่ก็มีบางรุ่นที่ไม่มีช่อง ใส่ SD Card เพื่อเพิ่มหน่วยความจำ ดังนั้นควรศึกษาเรื่องหน่วยความจำในแต่ละรุ่นให้ดี ยิ่งถ้าเป็นรุ่นที่ราคาต่ำมาก ยิ่งต้องดูหน่วยความจำด้วยว่าเนื้อที่หน่วยความจำในเครื่องเพียงพอที่ลงโปรแกรมตามความต้องการของเราหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่เครื่องราคาถูกจะให้หน่วยความจำน้อยมาก จึงลงแอพพลิเคชั่นบนมือถือได้น้อย
  8. นอกเหนือจากนี้ก็มี User Interface หรือหน้าตาหน้าจอบนหน้าจอของคุณว่าใช้งานได้ง่ายหรือไม่
  9. เมื่อซื้อมือถือสมาร์ทโฟนทั้งที ลองเช็คดูว่ามีคุณสมบัติ GPS หรือไม่ ถ้ามีจะทำให้สามารถเป็น NEVIGATOR ในการนำทางได้ด้วย และมีความแม่นยำในเรื่องการระบุพิกัดบนแผนที่ มากขึ้น
  10. เรื่องการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตรองรับแบบใดบ้าง ?ซึ่งมือถือส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะมี Bluetooth , Wi-fi ในมือถือ และต้องตรวจสอบว่ารองรับการเชื่อมต่อแบบ 3G หรือ ไม่? ถ้ามี ก็ต้องดูว่ามือถือของคุณรองรับความถี่ไหนบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ที่รองรับ 3G นั้นจะสามารถใช้กับค่าย TOT 3G ที่เป็นคลื่นความถี่ 2100 MHZ ได้ เพราะมือถือ 3G ทุกรุ่นรองรับความถี่ 2100 MHZ แต่ถ้า ต้องการใช้ 3G ของ true move หรือ dtac ก็ต้องเลือกมือถือที่รองรับ 3G ที่ความถี่ 850 Mhz ส่วนมือที่รองรับ 3G ความถี่ 900 Mhz ก็ใช้กับเครือข่าย AIS ได้ ทั้งนี้นอกเหนือจากความถี่ 3G ใช้กับซิมค่ายไหนแล้ว ต้องดูพื้นที่บริการของแต่ล่ะค่ายด้วยว่า 3G ในค่ายนี้ให้บริการในพื้นที่ไหนบ้าง ? เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตและการใช้งานของคุณหรือไม่ มือถือบางรุ่นยังสามารถเป็น ตัว wi-fi Hotspot โดยรับสัญญาณ 3G กระจายสัญญาณ wi-fi ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ มือถือ และแท็บเล็คเครื่องอื่นสามารถเล่นอินเตอร์เน็ตได้พร้อมๆกันได้ด้วย
  11. อุปกรณ์เสริม : รองรับอุปกรณ์เสริมใดบ้าง เช่น Port USB เพื่อให้สามารถถ่ายโอนไฟล์ได้ , หูฟังต้องใช้กับหูฟังขนาดไหน , มีหน้ากากมือถือ, เคส, ซิลิโคนสำหรับมือถือรุ่นนั้นหรือไม่, มือถือบางรุ่นต่อออกจอโทรทัศน์ผ่าน HDMI ได้ ซึ่งก็ต้องดูว่าเรามีความต้องการในการใช้งานพอร์ท HDMI หรือไม่ , มือถือบางรุ่นรองรับเทคโนโลยี NFC ในการชำระสินค้า(ในต่างประเทศนิยมมาก) เป็นต้น
  12. การประกันและบริการหลังการขาย ส่วนใหญ่จะประกัน 1 ปี บางรายสามารถขยายประกันมือถือสุดแพงได้ด้วย ที่ประกันสามารถส่งซ่อมไปที่ศูนย์ บริการได้ทุกสาขาทั่วโลก และขยายประกันได้ หรือแบรนด์อื่น มีคอมมิวนิตี้อบรมสอนการใช้ android หรือมีบริการรับซ่อมมือถือ ถึงบ้าน เป็นต้น

หากคุณอยากรู้ว่ามือถือรุ่นนั้นมีความสามารถอะไรบ้าง ก็ชมผ่านทางอินเตอร์เน็ต เช่น youtube , facebook , twitter และเว็บบอร์ดสังคมมือถือต่างๆ จะมีคนมารีวิวมือถือ มากมายบอกข้อดีข้อเสีย รวมทั้งบอกวิธีการใช้ครบครัน และข้อแนะนำดีๆจากผู้ใช้กัน

ที่มา http://www.it24hrs.com/2011/select-smartphone-tips...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โทรศัพท์มือถือ



ความเห็น (0)