ผมอาจแปลคำว่า "ธรรมาภิบาล" แบบง่ายๆว่า "การคุ้มครอง/การรักษาธรรม/การรักษาความถูกต้องชอบธรรม" คำว่า "ธรรม" นั้น เป็นคำใหญ่ตรงกันข้ามกับคำว่า "อธรรม" ระหว่างที่เขียนบันทึกนี้ ผมนึกถึงภาษิตในพุทธศาสนาที่ว่า น หิ ธมฺโม อธมฺโม จ อุโภ สมวิปากิโน อธมฺโม นิรยํ เนติ ธมฺโม ปาเปติ สุคตึ" (ขออภัยที่นำเอาของโบราณมาบันทึกไว้ ซึ่งอาจดูไม่ทันสมัย) ในภาษิตนี้ หากแปลให้สอดคล้องกับยุคสมัยไม่ยึดติดคัมภีร์ก็จะแปลว่า สิ่งสองอย่างคือธรรมและอธรรมให้ผลไม่เหมือนกัน อธรรมนำไปสู่ความเร่าร้อน ส่วนธรรมนำไปสู่เส้นทางที่ดีงาม สิ่งที่น่าสังเกตคือ ภาษิตนี้ชี้ว่า อันใดที่มีผลคือความไม่ผาสุก อันนั้นมาจากอธรรมหรือการกระทำที่ไม่เป็นธรรม แต่อันใดมีผลคือความผาสุก อันนั้นมาจากธรรมหรือการกระทำที่เป็นธรรม ซึ่งเริ่มจากเจตนาเป็นสำคัญ (เจตนาหํ กมฺมํ วทามิ) นอกจากผมนึกถึงภาษิตนี้แล้ว ผมยังนึกถึงข้อความที่ว่า ลักษณะการยอมรับของหมู่คณะในสังคมสงฆ์สมัยอดีต อย่างกรณีทำสังฆกรรม หากมีการคัดค้านเพียงเสียงเดียว จะถือว่าเป็นโมฆะ ดังนั้น สังฆกรรมดังกล่าวจะต้องได้รับการทบทวนกันใหม่จนกว่าจะเป็น "เอกฉันท์" หรือ "มีความพึงพอใจร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว"

การออกกฎเกณฑ์/กติกา ในสังคมการศึกษา ผมไม่แน่ใจว่า เรามีความเป็นเอกฉันท์ร่วมกันหรือไม่? กฎกติกาดังกล่าวมีเจตนาที่ดีร่วมกันหรือไม่? อย่างไรก็ตาม "พุทธศาสนาเป็นของโบราณ เราไม่ควรนำเอามาใช้กับสังคมสมัยใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก" ข้อโต้แย้งดังกล่าวนี้เป็นเรื่องน่าคิด ทั้งฝ่ายที่พยายามตีความด้วยมุมมมองแบบพุทธและฝ่ายที่ไม่เคยรับรู้ว่าพุทธเสนอความคิดอะไรมาบ้าง อีกฝ่ายหนึ่งที่น่าคิดคือ ฝ่ายที่รู้เรื่องพุทธชัดเจนแต่ไม่อาจเสนอด้วยภาษาแบบพุทธเพราะเกรงจะมีรอยร้าวทางสังคมทั้งฝ่ายที่นิยมศาสนาต่างกันและฝ่ายที่ไม่นิยมศาสนาเลย อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่าพิจารณาหากมองภาพทั้งหมด โดยไม่เอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง "ความเป็นเอกฉันท์" อย่างที่พุทธเสนอมานั้นดีหรือไม่? ในมุมมองของผม เห็นว่า เป็นเรื่องที่ดีมากกว่าระบบเสียงมากลากไป เพราะหากเสียงมากลากไป เสียงน้อยก็อาจไม่พึงพอใจ คำถามคือ มีความเป็นธรรมหรือไม่กับการที่จะให้คนอื่นเป็นอย่างที่เราคิด เราจะพบจุดอ่อนของความคิดแบบพุทธและความคิดแบบประชาธิปไตยแบบเสียงข้างมาก โดยความคิดแบบพุทธแม้ดูดีตรงที่ไม่มีเสียงค้านใดๆ แต่ดูจะเป็นไปได้ยากเมื่อพิจารณาถึงความหลากหลายหลากชั้นของบัวทั้ง ๔ เหล่า ขณะที่ความคิดแบบประชาธิปไตยที่อาศัยเสึยงข้างมาก ก็ดูจะไม่ยุติธรรมสำหรับเสียงข้างน้อย อย่างไรก็ตาม เราจะมองเห็นอะไรบางอย่างของแนวคิดทั้ง ๒ นี้ (๑) แนวคิดแบบพุทธจะมองความเป็นธรรมโดยไม่รู้สึกขัดเคืองใจแม้แต่คนเดียว อันเป็นการยอมรับร่วมกันโดยเอกฉันท์ และดูเหมือนจะไม่มีตัวแทนของสมาชิกด้วย (๒) แนวคิดแบบประชาธิปไตยแบบเสียงข้างมาก จะมองความเป็นธรรมคือเสียงใดมากกว่าก็ยอมรับในกลุ่มเสียงเหล่านั้นโดยดีแม้จะไม่ยินยอมก็ตาม

ในสถาบันอุดมศึกษาจำนวนหนึ่ง ให้อำนาจสิทธิ์การจัดการแก่องค์คณะ ที่บ่งชี้ถึงระบบประชาธิปไตย แต่ดูเหมือนว่า มีการผสมผสานแนวคิดแบบเผด็จการซ่อนลึกอยู่ ในบางแห่งมีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว มีการออกกฎกติกาในนามของประชาธิปไตยที่ซ่อนซับเผด็จการ สิ่งที่น่าคิดคือ หากกฎกติกาที่ออกมามีเจตนาที่เป็นธรรม กฎกติกาดังกล่าวยอมรับร่วมกันเป็นเอกฉันท์ กฎกติกาดังกล่าวนี้น่าจะดีกว่า กฎกติกาที่ยอมรับด้วยเสียงข้างมาก แต่ถ้าไม่อาจเป็นเอกฉันท์ได้ กฎกติกาดังกล่าวอาจต้องอาศัยเสียงข้างมาก คือสมาชิกทุกคนในองค์กร กฎกติกาที่ว่านี้เมื่อนำไปใช้แล้วนำมาซึ่งความผาสุกร่วมกัน เราอาจจำเป็นต้องรักษาสิ่งดังกล่าวนี้ร่วมกัน ซึ่งเท่ากับการอภิบาลธรรมหรือธรรมาภิบาล แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ตรงกันข้าม เอาอาจจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขเพื่อความผาสุกร่วมกันในอนาคต อย่างไรก็ตาม ก็ยังงงๆอยู่ว่า ตกลง "ธรรมคืออะไร" เพราะคนจำนวนมากมองว่า ธรรมคือกฎกติกาที่วางไว้ ถ้ากฎที่วางไว้ไม่ได้ผาสุกเลย จะใช่ธรรมหรือไม่? เราต้องรักษา/อภิบาล/คุ้มครองไว้ต่อไปหรือเปล่า?