หมอลำ...ลำเค็ญ


หมอลำ...ลำเค็ญ

เมื่อประมาณ 76 ปี ผ่านมาแล้ว ฉันเกิดเป็นเด็กบ้านนอก อยู่ในชนบทของอำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ห่างไกลความเจริญมาก ฉันเป็นลูกชาวนา ครอบครัวยากจนมากมีแต่แม่ พ่อท่านเสียชีวิตไปตั้งแต่ฉันอายุได้ 6 ขวบ มีพี่น้องด้วยกัน 8 คน เป็นชาย 4 คน หญิง 4 คน ฉันเป็นคนที่ 6 ฉันเกิดมาพบแต่ความยากลำบาก เพราะขาดพ่อหัวหน้าครอบครัวที่เป็นกำลังหลักสำคัญ

พออายุได้ 8 ขวบ คนข้างบ้านของฉันเป็นอาจารย์หมอลำ ฉันไปแอบฟังเขาทุกคืน ท่านมีลูกศิษย์มาเรียนลำอยู่ 8-9 คน ฉันจึงชอบลำมาแต่เด็กๆ ไปขอเรียนกับท่าน ท่านก็รับไว้ ท่านบอกว่าเสียงของฉันพอไปได้ ฉันได้เรียนมาเลื่อยๆ ทั้งที่ยังเรียนหนังสืออยู่ เวลามีงานที่โรงเรียนครั้งใด คุณครูกับเพื่อนร่วมชั้นที่โรงเรียนก็ให้ฉันลำฟ้อนให้คุณครู และเพื่อนในโรงเรียนฟัง

เมื่อจบชั้นประถมปีที่ 4ออกจากโรงเรียนแล้ว หากมีงานเล็กๆ ตามหมู่บ้านเขาก็มาหาฉันไปลำให้คนฟัง พออายุได้ 15 ปี แม่มาตายจากไป ฉันยิ่งลำบากมากขึ้น อยู่มาไม่นานพี่สาวพี่ชายก็มาตายจากไปอีก คงเหลือแต่ฉันกับน้องชายน้องสาว 4 คน ตั้งตัวเกือบไม่ทัน ต่างคนต่างเอาตัวรอดอยู่กันแต่พี่ๆ น้องๆ เท่านั้น แต่ฉันมีงานลำอยู่เลื่อยมา ได้เงินไม่มากนักพอเลี้ยงน้องๆ ต่อมาเพื่อนๆ ก็มาชวนไปลำเรื่องต่อกลอน ที่เรียกว่าหมอลำหมู่นั่นเอง มีงานเข้ามามาก ฉันเริ่มโตเป็นสาว มีชื่อเสียงขึ้นเขาก็มาจ้างให้เป็นนางเอกประจำคณะหมอลำอยู่หลายคณะ เงินค่าตัวสมัยนั้นไม่มากนัก อย่างมากก็แค่ 500 บาท ต่อคืนเท่านั้น หลายคณะมาจ้างไปลำตามหมู่บ้าน ในอำเภอ และหลายจังหวัด ชื่อเสียงยิ่งดังขึ้น

บังเอิญปี พ.ศ. 2515 มีงานเข้ามาจากนครเวียงจันทน์ ราชอาณาจักรลาว ไปบ่อยๆอยู่เป็นประจำ ตอนนั้นอยู่นานพอสมควร จึงไปรู้จักเพื่อนชายคนหนึ่ง เป็นนายทหารลาวมียศร้อยเอก รู้จักชอบพอกันได้ 2 ปี ได้แต่งงานกัน การแสดงหมอลำไม่ได้หยุด มีงานก็ไปลำกับเพื่อนตลอด สามีไม่ได้ห้าม อยู่ต่อมาก็มาขายอาหาร ข้าวเหนียวส้มตำ ไก่ย่าง ลาบ ก้อย เอาน้องและหลานๆ ที่บ้านเกิดเมืองไทยไปอยู่ด้วย 3 คน ไปช่วยขายของ พอมีงานเข้ามาฉันไปลำเช่นเคย พวกน้องและหลานๆ ค้าขายเป็นทุกคนไว้ใจได้ สามีเข้าใจกันดี

อยู่มาวันหนึ่ง ปีพ.ศ.2517 เกิดสงครามกลางเมืองในลาวขึ้น ฉันกับหลานๆ เอาตัวรอดเกือบไม่ทันเป็นการต่อระหว่าง ฝ่ายเจ้าลาวและลาวฝ่ายซ้าย ต่อสู้กันอยู่หลายวันสงครามจึงสงบ นครเวียงจันทน์เสียหายมาก ผู้คนล้มตายมาก อยู่ไม่นานเกิดสงครามขึ้นอีกเป็นครั้งที่ 2 ของก็ขายไม่ได้ งานแสดงไม่ค่อยจะมี มีแต่ทหารเต็มเมืองไปหมดทุกที่ อยู่มาวันหนึ่งฉันแปลกใจมาก ไม่เห็นสามีของฉันกลับมาบ้านเป็นอาทิตย์ ฉันคิดว่าบ้านเมืองไม่สงบ เจ้านายคงสั่งให้ไปรักษาความสงบเรียบร้อย ผ่านไป 2 อาทิตย์ ก็ไม่เห็นสามีกลับมา ถามเพื่อนทหารด้วยกัน หลายคนตอบว่า สามีฉันถูกส่งไปรบแนวหน้า พอได้ฟังข่าวแล้วฉันแทบเป็นลมล้มทั้งยืน ไม่เป็นอันกินอันนอน จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ได้แต่ภาวนาให้คุณพระคุ้มครองสามีให้แคล้วคลาดปลอดภัย ฉันได้แต่รอคอยฟังข่าวตลอดเวลา เขาหายเงียบไม่มีข่าวจากเขาเลย เวลาผ่านไปจากเดือนเป็นปี ข่าวยิ่งหายเงียบเพื่อความปลอดภัย ฉันจึงปิดกิจการทุกอย่าง ข้ามกลับมาประเทศไทย กลับมากับพวกหลานๆ ที่ไปทำงานด้วยกัน มาที่บ้านเกิดที่อำเภอห้วยเม็ก ฉันไปที่จังหวัดหนองคาย ข้ามไปฝั่งประเทศลาว เพื่อฟังข่าวสามีกับเพื่อนบ่อยๆ เพราะสามีเพื่อนก็เป็นทหารลาวเหมือนกัน หมดหวังไม่มีข่าวและวี่แววเลย น้องสาวที่อยู่เวียงจันทน์ด้วยกันนั้น เขาได้เป็นคนลาวแล้วขอลี้ภัยสงคราม ไปอยู่สหรัฐอเมริกา สบายมาก ปัจจุบันลูกๆ ของน้องสาวมีงานทำดีๆ ทุกคน มีบ้านมีรถยนต์ส่วนตัว

ปีพ.ศ.2520 ฉันกลับมาอยู่บ้านเกิดแล้ว จะต้องไปทำบัตรประชาชนที่อำเภอห้วยเม็ก หลังจากที่ว่าการอำเภอ ถูกผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์บุกเผา ต้องใช้บ้านพักนายอำเภอเป็นที่ทำงาน บังเอิญได้พบนายอำเภอ ฉันยกมือไหว้ท่านๆ ก็ถามไถ่ทุกข์สุข และการเดินทางมาอำเภอ ท่านคุยสนุกไม่ถือตัว เป็นกันเอง ต่อมาไม่นานเพื่อนหมอลำ มาตามหาฉันให้ไปแสดงกับ คณะรันจวนดวงเด่น ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ดวงขึ้นสูงสุด เคยร่วมคณะกับคุณฉวี ดำเนิน ไปลำที่วัดไทยและวัดลาวหลายวัด ที่แอล.เอ. สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศนียบัตรมาหลายใบ

ต่อมาปี พ.ศ.2523 ฉันไปแสดงหมอลำกับคณะที่งานกาชาดจังหวัดศรีสะเกษ ท่านนายอำเภอห้วยเม็กขณะนั้น ย้ายมาเป็นนายอำเภอที่จังหวัดศรีสะเกษ ทราบว่าคณะที่ฉันแสดงประจำมาแสดง ท่านมาถามข่าวฉัน โดยไม่ถือเนื้อถือตัวเหมือนเดิม เหมือนเป็นลูกบ้านของท่าน จนเพื่อนหมอต่างดีใจที่ฉันรู้จักคนสำคัญในระดับอำเภอ เมื่อฉันอายุมากขึ้น เวลาเดินทางไปลำแต่ละจังหวัดลำบากมาก ไปแสดงก็ต้องมีหม้อข้าว หม้อแกง เครื่องครัวไปด้วย บางจังหวัดก็เดินทางลำบากถ้าไปถึงในเมืองก็พากันเข้าตลาดซื้ออาหารไปทำกิน ถ้าเดินทางผ่านทุ่งนา มีสระน้ำ มีร่มไม้ใหญ่ใกล้หมู่บ้าน ก็จอดรถหุงหาอาหารซักเสื้อผ้า นอนพักผ่อนใต้ร่มไม้ในทุ่งนานั้นแหละ พอบ่ายคล้อยลง ก็ต้องเตรียมตัวกินข้าว เสร็จแล้วเก็บของขึ้นรถไปถึงงานแสดงที่รับไว้ เวลา 3 ทุ่มก็เริ่มแสดง ร้องเพลงก่อน ถึง 5 ทุ่ม จึงแสดงหมอลำเรื่อง จนถึงสว่างทุกงาน ถ้าหมดงานเทศกาลก็กลับมาอยู่บ้าน ถ้ามีงานแสดงหัวหน้าคณะเขาจะส่งข่าวมาบอกว่ามีงานวันนั้นวันนี้

ในปีพ.ศ.2539 ฉันได้ไปแสดงที่ สนามทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ตอนนี้นายอำเภอ ท่านได้รับตำแหน่งสูงขึ้น เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดของจังหวัดนี้ ท่านได้เข้ามาถามข่าว ตามภาษาของคนรู้จักกันมาก่อนอีกเช่นเคย ฉันขอนามบัตรของท่านไว้ ฉันรับว่าท่านเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ของฉันผู้หนึ่ง

ทุกวันนี้ฉันอยู่ในวัยบั้นปลายของชีวิตพักอยู่ที่บ้านเกิด ไม่มีเงินทองเหลือเก็บ ได้แต่ขายของเล็กๆ น้อยๆ ในหมู่บ้าน รับเงินช่วยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 700 บาท เลิกงานแสดงมา 25 ปี แล้ว เดี๋ยวนี้น้องชายคนเล็กของฉันได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว น้องสาวคนถัดไปจากฉันคงอยู่ในสหรัฐอเมริกา ส่งเงินมาให้ใช้บ้างในบางโอกาส ฉันไม่มีลูก อยู่ตัวคนเดียว เมื่อเวลาฉันป่วยหนักยากลำบาก ท่านนายอำเภอที่ฉันเคยรู้จักแต่แรก ขณะนี้ท่านพ้นจากหน้าที่การงานมา 15 ปี แล้ว อาศัยอยู่ใน กทม.ฉันโทรไปหาท่าน ท่านก็ให้ความช่วยเหลือ นี่แหละบั้นปลายชีวิตหมอลำที่มีแต่ความลำเค็ญ หลังฉากเป็นดังนี้แหละค่ะ…/

โดย : คนบ้านคำมะโฮ / อ.ห้วยเม็ก

คำสำคัญ (Tags): #หมอลำ..ลำเค็ญ
หมายเลขบันทึก: 606965เขียนเมื่อ 22 พฤษภาคม 2016 05:31 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 พฤษภาคม 2016 05:31 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (2)

อ่านแล้วอยากรู้มากเลยครับ เป็นเรื่องของ หมอลำทันใด คนไทยอีสานถูกปลูกฝังให้ออกจากบ้านทิ้งถิ่นทิ้งที่ทำกิน เข้าทำงานในเมือง สิ่งที่ลืมไปด้วยก็คือรากเหง้าของชาวอีสานแบบนี้ล่ะครับ ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้ลูกหลาน เห็นความสำคัญ และหันมาอนุรักษ์ เคารพบูชา วัฒนาวัฒนธรรมของเราต่อไป

เธอชื่อ คุณทองใบ ภูพานทอง อยู่บ้านเลขที่ 151 หมู่ที่ 7 ต.คำเหมือดแก้ว อ.ห้วยเม็ก จ.กาฬสินธุ์ 46170 โทร. 061-130 3709

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี