เห็นความจริง ผ่านร่างกายชีวิต

"การเห็นความจริง ผ่านร่างกายชีวิต"

(penetration of life's body)


---------------

คนเพิ่งเกิดมาสู่โลกไม่นาน (new comer) ย่อมจะตื่นเต้นกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนและมีความรู้สึกแปลกใหม่ราวกับว่า พบโลกใหม่อีกครั้ง ลักษณาการนี้ เหมือนกับคนที่เกิดมานาน (วัยกลาง ถึงแก่ชรา)แต่กลับไม่เห็นความจริงและแก่นแท้ของชีวิตเลย ยิ่งเกิดในตระกูลมีฐานะร่ำรวย มีอำนาจ อาศัยอยู่ในเมือง มีอิสระ มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์ รูปหล่อสวยฯ ยิ่งจะหลงไหลความอิสระ ความอยาก สัญชาตญาณ หรือคุณสมบัติของตนที่กระตุ้นให้ดำเนินชีวิตไปตามอำนาจนี้ และตามเงื่อนไขทางสังคมจนมืดบอด เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคนที่จะกระทำได้ตามใจปรารถนาแต่การเกิดมาบนโลกใบนี้

เราถามชีวิตและกาล ภพ ที่ผ่านมาหรือยังว่าเป้าหมายของชีวิตจะไปสิ้นสุดที่ไหนบ้าง ทุกคนตระหนักในแก่นสาร ปลายทางของร่างกายและภพอย่างไรบ้าง การเกิดมาแล้วหลงจมอยู่กับสิ่งใหม่ๆ สิ่งแปลกๆ สิ่งที่ไม่เคยรับรู้ รับรสในชีวิตนี้ มันยิ่งทำให้เราหลงทางของชีวิตไปเรื่อยๆ เหมือนเราตอบสนองทางใจ (ที่ตาบอด)และตามร่างกาย (ที่โตไปหาความเสื่อม) เท่านั้นหรือ คนเกิดมาใหม่ (เด็กวัยรุ่น) ก็ยังพออนุโลมได้ แต่สำหรับคนที่เกิดมานานละ (หากไม่ทบทวนชีวิต)

มันสะท้อนว่า การเกิดมาไม่รู้ทิศทางของชีวิตเลย และไม่คิดที่จะกำหนดทิศทางตามเจตจำนงของตนตามอุดมคติของมนุษย์ มิใช่ปล่อยให้เป็นตามยถาของอำนาจกรรม หรือเทพเจ้าย่อมถือว่า "ดักดาน" (Still stay) คือ ย่ำอยู่กับที่ โดยมีพยานใจ และกายเท่านั้น ที่รับรองความเป็นตัวตนแบบกลวงๆ ภายใน แต่แก่นแท้ของความเป็น "อริยชน" ที่เหนือคน ไม่มีแววเลย อย่างนี้ถือว่า เสียชาติเกิด เพราะปล่อยเวลา ภพของชีวิตจะเดินมาซ้ำรอยอีก จนนับไม่ถ้วน

ดังนั้น การเห็นจริงเห็นความเป็นจริง ต้องเกิดมาจากการกำหนดทิศทางชีวิต จิตใจได้เอง โดยมีเครื่องมือคือ กาย ใจ และสิ่งแวดล้อมมากมาย เป็นเครื่องสนับสนุนซึ่งต้องอาศัยการคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ หาเหตุผลในตนเองให้ได้ อย่าเป็น "ดั่งแมงมุมที่วางสายใย กลับติดใยที่ตนสร้างมา" ซึ่งพอสรุปเป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้--

๑) ศึกษาจากชีวิตจริง ที่ตนเองพบปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอยู่ทุกๆ วัน ซึ่งมีความสัมพันธ์อยู่ ๒ อย่างคือ ตัวเอง (Subject) และโลกภายนอก (Things) เรารู้เรา (ระบบประสาท) อย่างไร ทำไมจึงรู้สิ่งรอบตัวได้ ถามตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจตนเอง

๒) ในตัวเราในฐานะเป็นสิ่งหนึ่ง (A thing) เป็นสมบัติของโลก มีกฏที่แฝงอยู่ในตัวเราด้วย กล่าวคือ เกิด เติบโต และชราเสื่อม เจ้บป่วยและตาย นี่คือ ภาพที่จะปรากฏแก่เราแน่นอน ซึ่งเป็นหลักฐานของสภาวะความจริง ที่ไม่มีรูปร่าง กายเราจึงเป็นตัวแทนของความจริงนี้แทน

๓) ในสภาวะเช่นนั้น (ข้อ ๒) เรายังมีผู้รับรู้ ผู้เสวยผล ผู้ดำเนินการไปตามแรงกระตุ้นต่างๆ คือ "จิต"(Mind) จิตอาศัยกายทำงาน และส่งผลมาถึงองคาพยพของร่างกายทั้งหมดด้วย และรวมไปถึงตัวมันเอง เช่น กายหิว จิตสั่งหรือกายสั่งเราจะปฏิเสธกายหรือใจได้ไหม นี่คือ ตัวแทนเทียมหรือตัวแทนแท้ วิเคราะห์ดู

๔) ชีวิตหนึ่งมีกาย มีใจ และมีปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่เรียกว่า "ความจริงสากล" (Universal truth) (ตามคติพุทธทัศน์) กล่าวคือ "ความทุกข์และความดับทุกข์" เป็นเรื่องง่ายๆ ที่เห็นภาพ หลักฐานดูเต็มๆแต่เราไม่ตื่นรู้ในมัน เนื่องจากว่า มีหมอกควันตลบตบตาเราอยู่เราจึงไม่เห็นความจริงนี้

๕) สิ่งหยาบๆ ที่เราประสบ ที่เราเสพทุกๆวันคือ พื้นฐานไปสู่การหลอกลวงตนเอง ถ้าไม่ได้ฝึกฝนด้วยเจตนาไปสู่ความรู้หรือปัญญา ยิ่งเราเสพ คลุกคลีอยู่ประจำสม่ำเสมอ แต่ไม่รู้จริง เรายิ่งจะเสียจุดยืนในตนเองให้แก่มัน ในขณะเดียวกัน ถ้าเรารู้ด้วยเจตนาเพียงตามเงื่อนไขหรือตามสิ่งที่จำเป็นนั้นๆ ให้อยู่รอดโดยไม่เข้าไปสอดแทรกอารมณ์ ถือว่าเราคือ ผู้ฝึกฝนตนเอง (self Trainer)

๖) ความรู้สึก นึกคิด ความโศกเศร้า ไม่พอใจ ดีใจ เสียใจ ซึมหงอกับสิ่งต่างๆ ที่ไม่สมหวัง ผิดหวัง ที่เกิดขึ้นกับใจ กับจิตของเราทุกๆ วันหากเราปล่อยไปตามยถารมณ์ เราจะถูกหลอกเช่นกัน แต่สิ่งเหล่านี้ มันยากที่ทัดทาน เพราะบางครั้งมันหอมหวาน เช่น แฟนทำให้พอใจหรือได้สิ่งที่ถูกใจ พอใจ อารมณ์ ย่อมปรากฏเด่นชัด นี่คือบันไดที่เราจะสาวไปหาสิ่งที่ผลักดันให้เราแสดงออกมาได้

๗) เราเกิดมาบนโลกย่อมถูกโลกกระทบเป็นเรื่องปกติ เช่น อากาศร้อน หนาว แผ่นดินไหว ไฟไหม้กลางวัน กลางคืน น้ำท่วม ฟ้าผ่า อุบัติเหตุ ฯ อุบัติการณ์เหล่านี้ มีผลกระทบต่อเรา ต่อการใช้ชีวิตของเราในแต่ละวัน แต่เราเคยคิดสืบสาวหาเหตุมันหรือไม่ เพราะอะไรเราจึงต้องประสบกับสิ่งเหล่านี้ เราหลีกเลี่ยงได้แค่ไหน

๘) ความเสียดแทง อุปสรรค ความรัก ความเกลียดชัง การฟ้องร้อง การขัดแย้ง การเอารัดเอาเปรียบ การทำร้ายร่างกายและจิตกัน ฯ เหล่านี้ ย่อมพบได้ในสังคมมนุษย์ เป็นเรื่องที่เราต้องเจอ ต้องพบเสมอ อยู่ที่ว่าเรามีฐาน มีพลังทัดทาน ต่อต้านในใจมากแค่ไหน ยอมรับได้แค่ไหน

๙) การมีเพื่อน มีคู่ มีครู มีลูก มีสังคม มีเพื่อนฝูง มันคือเงื่อนไขของชีวิตแต่ละคนที่ต้องประสบพบเจอ ที่นำสิ่งดีมาสู่ตน พัฒนาตนให้รู้คนอื่น และขณะเดียวกัน มันก็อาจส่งผลร้ายมาสู่ตนได้เช่นกัน เราจึงอยู่แบบเสี่ยงภัย เสี่ยงชีวิตบนโลกนี้ ซึ่งยากที่จะหลบเลี่ยงได้

๑๐) ระบบประสาท สมอง ในร่างกายของเราคือ ฐานสำคัญในการก่อร่างสร้างความคิดจินตนาการ วาดภาพ ความหวัง ความฝัน สร้างมายา และความจริงให้เกิดขึ้น

โดยมีข้อมูลคือวัตถุสารสำคัญ ที่จะช่วยแต่งวาดปั้นให้เห็นเป็นจริงหรือไม่จริง หากได้ข้อมูลเทียม สมองก็จะปรุงแต่งแบบเทียมๆ ถ้าจริงก็จะหล่อหลอมออกมาจริง นี่คือ อุปกรณ์ที่จะสรรสร้างสมอง ความคิด ในจิตใจของเราให้เห็นโลกเป็นจริงหรือเห็นกายเป็นจริง และเข้าใจสิ่งที่ปรากฏนั้นๆ ซึ่งหนึ่งคน หนึ่งชีวิตเกิดมารับรู้โลกวัตถุจริงๆ เพียงครั้งเดียว (หากไม่กล่าวถึงทัศนะการเกิดภพเกิดชาติในศาสนา)

การใช้ชีวิตมิใช่คำพูดที่กระตุ้นให้เรากระทำได้อย่างหลวมๆเช่นนั้น หากแต่การใช้ชีวิต ต้องประกอบกับ "ความคิด วิเคราะห์ตนเอง อุดมคติของมนุษย์"เอง มิใช่ปล่อยให้เวลากาลกำหนดฝ่ายเดียวหรือไม่ปล่อยให้กรรมกำหนดชีวิตฝ่ายเดียว แต่ชีวิตมี "สมอง มีจิต" (Brain and mind) เป็นเครื่องกลที่จะกำหนดทิศทางให้มันดำเนินไปตามเส้นทางที่ดีงามได้ หากไม่แล้ว เราก็จะเป็นแค่ท่อนไม้ลอยอยู่สายน้ำ ไหลไปมา ตามกระแสขึ้นลงเท่านั้น


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน จับความคิด



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

เพิ่งเปิดดูเพลงนี้ทางยูทูปจ้ะ