โดยวาทิน ศานติ์ สันติ (8/5/2559)

รูปโขนเรือ "ครุฑยุดนาค", "ครุฑเหินเห็จ" หรือ "ครุฑเหินระเห็จ" ปรากฎในจิตรกรรมฝาผนังแนวหน้าต่างด้านข้างฝั่งซ้ายของพระประธานพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ฝีมือช่างเขียนโดย พระวรรณวาดวิจิตร (ทอง จารุวิจิตร) จิตรกรเอกในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อราว พ.ศ. 2456 ครั้งมีการบูรณะซ่อมแซมพระอุโบสถ

ผมชอบจิตรกรรมในพระอุโบสถนี้เพราะการเขียนแบบสมจริง ลักษณะสัดส่วนท่วงท่าของคนเหมือนจริงแต่ก็ไม่ทิ้งลักษณะท่าทางแบบนาฏลักษณ์ มีระยะใกล้ไกล ลักษณะสัดส่วนของอาคารจะวาดแบบ perspective มีการปิดทองสวยงาม

เรือครุฑในกระบวนเรือสำหรับเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคที่เราท่านได้ยินกันมี 2 ชื่อ คือ เรือครุฑเหินเห็จ ครุฑกายสีแดง ส่วน เรือครุฑเตร็จไตรจักร ครุฑกายสีชมพู ลักษณะภายนอกจะคล้ายกันมาก ทั้งสองลำ
ลำนี้สร้างครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีการบูรณะเรื่อยมา พังเสียหายมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างใหม่อีกครั้งในรัชกาลที่ 9

ในบทเห่เรือของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) กล่าวถึงเรือครุฑดังนี้

"เรือครุฑยุดนาคหิ้ว ลิ่วลอยมาพาผันผยอง
พลพายกรายพายทอง ร้องโห่เห่โอ้เห่มา"

โขนเรือครุฑเป็นการแสดงถึงคติในศาสนพราหณ์เรื่องครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์ หลักจากการตกลงกันหลังการต่อสู้แบบหาผู้แพ้ผู้ชนะไม่ได้คราวชิงน้ำอมฤต โดยที่ครุฑจะยอมเป็นพาหนะให้พระนารายณ์ "ครุฑพ่าห์" แต่เมื่อนั่งครุฑจะต้องนั่งสูงกว่า คติดังกล่าวสืบทอดมาในประเทศไทย สู่คติที่ว่าพระมหากษัตริย์เป็นนารายณ์อวตาร ดังนั้นพาหนะของพระมหากษัตริย์จึงปรากฏสัญลักษณ์เป็นรูปครุฑที่ราชพาหนะเสมอ


ภาพโดย วาทิน ศานติ์สันติ