หมิงสือลู่ - ชิงสือลู่


เช้าวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๙ ผมไปร่วมงาน เสวนาทางวิชาการเรื่อง “ความสัมพันธ์ไทย-จีน อดีต-ปัจจุบัน” ในโอกาสเปิดตัวหนังสือ หมิงสือลู่ - ชิงสือลู่ บันทึกเรื่องจริงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง ตอนว่าด้วยสยาม และ หนังสือ ระยะทาง ราชทูตไปกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ตั้งแต่ ณ เดือน ๘ ปีกุญตรีศก และ ปีชวดจัตวาศก ในแผ่นดินพระบาทสมเดจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระอินทรมนตรีแย้มได้เรียบเรียงไว้ ในรัชกาลที่ ๕ จัดพิมพ์โดย มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

ผมได้เรียนรู้จาก ดร. วินัย พงศ์ศรีเพียร ว่าการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ มีข้อพึงระวัง ว่าเขียนด้วย เจตนาอะไร เจืออคติใด ดังกรณี สือลู่ = บันทึกเรื่องจริง เจิ้งสือ = ประวัติศาสตร์ราชวงศ์ การศึกษา ประวัติศาสตร์จีนของนักวิชาการไทยมักศึกษาจากเจิ้งสือ ซึ่งย่อมเจือสาระเพื่อเฉลิมพระเกียรติกษัตริย์จีน เป็นธรรมดา

เอกสารดังกล่าว ช่วยให้เรานำกลับมาชำระ (แปลว่าทำให้ครบถ้วน ถูกต้อง) ประวัติศาสตร์ไทย เช่นกรณีประวัติศาสตร์สมัยกรุงธนบุรี ช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ไทย-จีนในบริบทการทูตของจีน ช่วยให้เข้าใจสาระของความสัมพันธ์ไทย-จีนในด้านการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม

สือลู่ มีกติกาในการบันทึก พระเจ้าแผ่นดินไปแตะต้องไม่ได้ เขียนรายปี ใส่กล่องประทับครั่งห้ามเปิด จนจบรัชกาล จึงนำมาประมวล เขียนเฉพาะส่วนเหตุการณ์ ไม่เพิ่มเติมความเห็นหรือการตีความ

ชื่อหนังสือ บอกว่าเป็นจดหมายเหตุราชวงศ์หมิงและชิง ช่วงที่น่าสนใจที่สุดอยู่ในรัชสมัย จักรพรรดิ์เฉียนหลง แห่ง ราชวงศ์ชิง และไทยอยู่ในสมัยปลายอยุธยาจนกรุงแตกและเข้าสู่สมัยพระเจ้า กรุงธนบุรี ในหนังสือ เรียกบันทึกช่วงนี้ว่าเกาจงสือลู่ หรือจดหมายเหตุเกาจง เพราะเกาจงเป็นชื่อทางการ ของจักรพรรดิ์เฉียนหลง

ข้อความในจดหมายเหตุแสดงว่าจีนถือว่าตนเป็นใหญ่อยู่ในดินแดนโดยรอบ และมีหลักการหรือ ประเพณีรักษาความเป็นจ้าวใหญ่ของตนไว้ ไม่หลงลดตนลงไปเท่าประเทศบริวาร โดยทำตามที่ประเทศบริวาร ร้องขอหรือส่งสิ่งของไปให้ ถ้อยคำในสาส์นที่ตอบพระเจ้าแผ่นดิน หรือหัวหน้าของประเทศบริวาร แสดงความยิ่งใหญ่ และความมีหลักการและคุณธรรมของจีน ที่จีนสั่งสอนประเทศบริวารอยู่เสมอ เอกสารเหล่านี้เขียนโดยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการประวัติศาสตร์ หลังจากจักรพรรดิ์องค์นั้นๆ สิ้นพระชนม์ โดยเขียนสรุปจากจดหมายเหตุรายวัน

เรื่องราวในหนังสือ บอกเราว่า จีนมีวัฒนธรรมจดบันทึกกิจการบ้านเมืองอย่างเป็นระบบ เป็นเวลาเกือบสองพันปี รวมทั้งมีการทำงานวิชาการจากบันทึกดังกล่าว โดยปราชญ์ใหญ่เป็นระยะๆ มีการพัฒนาหลักการของวิชาการประวัติศาสตร์ เพื่อให้ความจริงที่ไม่ถูกบิดเบือน (ไม่ว่าโดยอิทธิพลใดๆ รวมทั้งอิทธิพลของพระเจ้าแผ่นดิน และบริวาร) สำหรับเป็นข้อเรียนรู้แก่ชนรุ่นหลัง ความยึดมั่นในสัจจะของอาลักษณ์หลวง ยอมถูกตัดคอแต่ไม่ยอมแก้บันทึก มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ที่ผมมองว่า นี่คือตัวอย่างของจริยธรรมวิชาการ

ในหนังสือหน้า ๒๘๗ - ๔๓๕ เป็นเรื่องหลังกรุงศรีอยุธยาแตก ไปจนถึง พ.ศ. ๒๔๕๐ สมัยปลายรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในช่วงแรกเอ่ยถึงพระเจ้าตากสินในชื่อกันเอินซื่อ (กำแพงเพชร?) ดังในบันทึกวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๓๑๑ ระบุว่ากันเอินซื่อมีหนังสือไปขอตราตั้ง นอกจากไม่ให้แล้วทางจีน ยังตำหนิรุนแรง (หน้า ๒๘๙ - ๒๙๓)

ต่อมาจีนเรียกชื่อพระเจ้าตากว่าพีหย่าซิน (พระยาสิน) ตั้งแต่หน้า ๓๐๕ เป็นต้นไป โดยที่ตอนแรกก็ยังบันทึกเชิงตำหนิว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จนบันทึกลงวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๓๑๔ เสียงตำหนิก็อ่อนลง จนบันทึกลงวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๓๒๐ จีนเรียกพระเจ้าตากว่าเจิ้งเจา คือยอมรับว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินสยามแล้ว รวมทั้งในหนังสือแจ้งมายังสยาม (ลงวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๓๒๐) ก็แบะท่าให้ขอตราตั้งได้แล้ว โดยกว่าราชทูตของพระเจ้าตากจะได้เข้าเฝ้าจักรพรรดิ์ ก็ในวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๒๕ แต่ก็ยังไม่ได้รับตราตั้งอยู่ดี และในบันทึกลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๓๒๕ ระบุว่า ‘ได้รับพระราชสาส์นจาก เจิ้งหัว (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ) แห่งสยามความว่า เจิ้งเจาพระราชบิดาประชวรถึงแก่พิราลัย ก่อนสวรรคตได้กำชับให้พระองค์เคารพเทิดทูนราชสำนักจีน หวังได้อาศัยบุญญาธิการปกป้องคุ้มครองสืบไป ....’

ตอนพระเจ้าตากปราบดาภิเศกขึ้นเป็นกษัตริย์ จีนปฏิเสธและตำหนิรุนแรงอยู่เกือบสิบปี ตอนรัชกาล ที่หนึ่งจึงโมเมแจ้งจีนไปว่าเป็นราชวงศ์เดียวกัน เพื่อความราบรื่น การพระราชไมตรีระหว่างสองฝ่ายดำเนินต่อไป จนปี ๒๓๓๐ ร. ๑ (เจิ้งหัว) จึงได้รับตราตั้งจากจีน

ในจดหมายเหตุวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๓๕๓ เอ่ยถึงเจิ้งเฝอ (ร. ๒) ที่ขอตราตั้ง จะให้ราชทูตเชิญกลับไป ชื่อกษัตริย์ไทยองค์ต่อๆมาคือ เจิ้งฝู (ร. ๓) เจิ้งหมิง (ร. ๔) ส่วน ร. ๕ ไม่ปรากฎชื่อจีน เพราะ ร. ๕ เลิกส่งทูตไปจิ้มก้องจีนแล้ว เพราะสภาพความวุ่นวายในประเทศจีน และการเข้ามาของประเทศตะวันตก นำการทูตแบบฐานะเสมอกัน แทนการทูตแบบประเทศในอาณัติอย่างเดิม เป็นการสิ้นสุดยุคประเทศจีนเป็นใหญ่ในภูมิภาค ที่ดำเนินมากว่าพันปี

อ่านจดหมายเหตุของจีนส่วนนี้แล้ว เห็นภาพชัดว่าจีนตั้งตน และได้รับการยอมรับว่าเป็นประเทศ มหาอำนาจในดินแดนเกาหลี ญี่ปุ่น สุวรรณภูมิ ทะเลจีนใต้ ไปจนถึงอินเดีย (ที่ช่วงนั้นมีหลายประเทศอยู่ในอนุทวีป) โดยที่จีนคอยดูแลความสงบสุขของผู้คนในดินแดน ดังกล่าว โดยคอยว่ากล่าวตักเตือนไม่ให้ประเทศในอารักขาเหล่านี้ทะเลาะหรือรบพุ่งกัน และจีนมีหลักการ และวิธีการเป็นพี่ใหญ่ ที่รักษาศักดิ์ศรีของตนในด้านกำลังรบ ไม่ขอความช่วยเหลือจากประเทศเล็กที่เป็นบริวาร รวมทั้งมีจิตวิทยาในการแสดงความเห็นอกเห็นใจประเทศบริวารที่สวามิภักดิ์อย่างดี ส่งเครื่องบรรณาการไปแล้ว แต่เรือถูกพายุล่ม เครื่องบรรณาการสูญหาย ทางจีนก็แสดงความเห็นใจ แจ้งว่าไม่ต้องส่งมาทดแทน เรื่องการแสดงน้ำใจนี้ปรากฎบ่อยมาก รวมทั้งจริงๆ แล้ว การส่งเครื่องราชบรรณาการหรือจิ้มก้องนั้น จีนก็มีของขวัญตอบแทน และเข้าใจว่าจีนให้มากกว่ารับ หากเป็นเช่นนี้จริง ก็แสดงว่าประเพณีจิ้มก้องนั้น เป็นสัญลักษณ์ของการอ่อนน้อม เป็นประเทศบริวาร มากกว่าจะเรียกร้องสิ่งของ ไม่ทราบว่าความคิดแบบนี้ ถูกต้องหรือไม่

อ่านแล้วผมนึกถึงภารกิจ และวิถีปฏิบัติในการเป็นประเทศจ้าวโลก ที่สหรัฐอเมริการดำรงอยู่ในขณะนี้ และเกรงว่าจีนจะค่อยๆ เข้าไปแทนที่ ซึ่งก็น่ากังวล เพราะจีนมีความชำนาญในการทำหน้าที่นี้มาเป็นเวลา นานมาก น่าจะกว่าพันปี

พออ่านถึงส่วนที่เป็น ระยะทางราชทูตไปกรุงปักกิ่ง ก็คิดว่ายกไปอีกบันทึกหนึ่ง จะดีกว่า


วิจารณ์พานิช

๒ เม.ย. ๕๙


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)