แม้จะเป็นที่ทราบกันดีค่ะว่าในอดีตว่าความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติการณ์ทางการเงินอย่างรุนแรงได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ในยุคที่เศรษฐกิจยังเฟื่องฟู (ระหว่างปี 2546-2550) อยู่นั้น ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นในนโยบายและการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นในภาคการเงินของเศรษฐกิจที่เติบโตเต็มที่ หรือในกลุ่มตลาดเกิดใหม่หลายแห่ง ไม่มีใครเต็มใจหรือกล้าที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้น หรือเผยแพร่ข่าวร้ายที่จะทำให้แขกของงานปาร์ตี้หมดอารมณ์เฉลิมฉลอง อีกทั้งกฎระเบียบโลกในด้านต่างๆก็ไม่มีอำนาจพอที่จะทำเช่นนั้นได้ด้วย
จากที่ดิฉันอ่านข่าวตามอินเตอร์เน็ต และประอบกับชั่วโมงที่นั่งเรียนในคาบดิฉันคิดว่า...เเนวโน้มของวิกฤติในประเทศไทยมีการชะลอตัวลงเป็นอย่างมาก การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศไทยลดลงเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้าระหว่างประเทศ การลงทุนของภาครัฐเเละเอกชนเเละอีกหลายอย่างที่ในตอนนี้ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร เนื่องจากอาจจะเป็นผลมาจากกการเมืองของไทยเองทำให้ศักยภาพของการดำเนินธุรกิจของไทยมีปริมาณที่ลดน้อยลงมีการเติบโตที่ถูกจำกัดลง ถึงเเม้ว่า...ในประเทศไทยจะมีภูมิคุ้มกันที่ดี เเต่ในขณะนี้สัดส่วนของหนี้ครัวเรื่อนมีปริมาณที่มากขึ้นเนื่องมาจากเศรษฐกิจในปัจจุบัน ประชาชนในปัจจุบันมีการใช้เงินที่น้อยลงจับจ่ายใช้สอยน้อยลง จะทำอะไรสักอย่างก็ต้องคิดอย่างรอบคอบถึงจะทำได้ เพราะในปัจจุบ้นการใช้จ่ายต่างๆของประชาชนก็เป็นส่วนหนึ่งของภาครัฐเเละเอกชน ดังนั้นดิฉันมีความคิดที่ว่า...เราควรให้ความสำคัญกับการปรับตัวของโครงสร้างระบบเศรษฐกิจในประเทศ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การปฎิรูปของภาครัฐเเละเอกชนให้ดีขึ้น เพราะเมื่อถึงเวลาที่โลกเราจะเกิดวิกฤติทางการเงินจะได้สามารถรับมือให้ทันเพราะในอดีตเราเคยประสบปัญหาทางการเงินในวิกฤติต้มยำกุ้งเเละถ้าในอนาคตจะเกิดปัญหาอีกเราจะได้มีวิธีป้องกันที่ดีเพราะในปัจุบันมีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามามากมายอาจจะทำให้สามารถป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดวิกฤติทางเงินซ้ำรอยเดิมได้
สุดท้ายนี้ดิฉันก็อยากฝากให้ทุกๆคนได้ติดตามข่าวเศรษฐกิจในประเทศของเราบ่อยๆค่ะ อย่าละเลยกับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเรา เพราะเป็นสิ่ที่สำคัญมากต่อเศรษฐกิจของประเทศเราน่ะค่ะ
