เปลี่ยนพืชเชิงเดี่ยว เป็นสวนผักหลากหลาย สร้างแหล่งอาหาร และรายได้ให้ชุมชน

เปลี่ยนพืชเชิงเดี่ยว เป็นสวนผักหลากหลาย สร้างแหล่งอาหาร และรายได้ให้ชุมชน

ชุมชนบ่อแก บ่อทอง อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม เปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ไร่อ้อย ไร่มัน เป็นสวนผัก ปลูกพืชหลากหลาย สร้างแหล่งอาหารและรายได้ให้ชุมชน

ชุมชนบ่อแก บ่อทอง อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม ชุมชนแฝดขนาดใหญ่ในชนบทห่างจากตัวเมืองมหาสารคามกว่า 40 กิโลเมตร บริบทพื้นที่ส่วนใหญ่คล้ายนาขั้นบันได จึงเหมาะกับการทำนา และทำไร่ ประกอบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ทำให้มีการขยายพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากขึ้น ทั้งไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย ไร่ยางพาราในหัวไร่ปลายนาจนเต็มพื้นที่ และเมื่อเว้นว่างจากภาระงานของตน ชาวบ้านก็ออกรับจ้างตามไร่ เช่น การขนมัน การแบกอ้อย เพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว การรุกปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมาก ให้ทันขายให้โรงงานอุตสาหกรรม เกษตรกรต้องเร่งใส่ปุ๋ยเคมี ฉีดยา และสารปราบศัตรูพืช ทำให้สารเคมีทางการเกษตร ไหลลงแปลงนาที่มีพื้นที่ต่ำที่สุด เกิดผลกระทบต่างๆเช่น ปัญหาสุขภาพ เจ็บป่วยจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร วัวคลายล้มตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะซื้ออาหารกินจากรถพุ่มพวง รถเร่ แผงลอย รวมทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม กุ้ง หอย ปลา กบเขียด อาหารตามธรรมชาติลดน้อยลงจนไม่หลงเหลือ กลายเป็นวงจรชีวิตของคนในชุมชนบ่อแกบ่อทองที่ไม่อาจหลุดพ้น

ปลูกทุกอย่างที่ขาย นำเงินที่ได้ไปซื้อกิน

นายพรม จันเทา ชาวอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น แต่งงานกับสาวบ้านบ่อแก บ่อทอง จังหวัดมหาสารคาม แล้วเริ่มต้นชีวิตเกษตรกรเคมีเช่นเกษตรกรคนอื่นๆ บนพื้นที่กว่า 37 ไร่ แบ่งเป็นสัดส่วนสำหรับทำนา ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง งา มันสะเภา และหากมีเวลาว่างก็ไปรับจ้างขนมัน แบกอ้อยตามไร่ วิถีชีวิตวนเวียนต่อเนื่องแบบนี้กว่า 10 ปี แม้ผลประกอบการจะขาดทุน หรือหากได้กำไรก็ได้เพียงเล็กน้อย แต่พรมมองไม่เห็นทางเลือกอื่นในการเลี้ยงชีพเลย

เช่นเดียวกันกับ นางนันทวัน สาชิน เกษตรกรบ้านบ่อแก บ่อทอง วัย 54 ปี ในอดีตประกอบอาชีพรับจ้างทำงานในกทม. และหวนคืนถิ่นมาทำเกษตรในปี 2537 บนผืนดินที่บรรพบุรุษมอบให้ 17 ไร่ แบ่งพื้นที่เพื่อปลูกอ้อย ทำนาตามกระแสโดยขาดหลักคิดการพึ่งพาตนเอง ทำให้ชีวิตนันทวัน วนเวียนอยู่กับกู้หนี้ยืมสินปีต่อปีจนพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ

“ปลาตัวเดียว หอมต้นเดียวก็ได้ซื้อจากรถเร่ ไม่เคยปลูกกิน คิดง่ายๆ ซื้อ 2 บาทก็ได้มาใส่ต้มใส่แกง ทำไมต้องไปปลูกให้ลำบาก แต่ไม่เคยคิดเงิน 2 บาทจะหามาจากไหน” และนอกจากนี้หลังฤดูทำนา ยังเล่นการพนัน เล่นไพ่เกือบทุกวัน เพราะความเคยชินและรู้สึกสนุกสนาน ประกอบกับมีเวลาว่างมาก ไม่รู้จะทำอะไร จนชาวบ้านให้ฉายาเจ้าแม่การพนันประจำหมู่บ้าน

ปลูกอยู่ ปลูกกิน ทางรอดใหม่ของชุมชน

ปี 2557 ผู้นำชุมชน ได้มีโอกาสรู้จักสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผ่านนักวิชาการที่ทำงานในชุมชน จึงเขียนโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณมาทำงานแก้ไขปัญหาของตัวเอง ในชื่อ “โครงการชุมชนบ่อแกบ่อทองร่วมใจสร้างพื้นที่อาหารปลอดภัย ใส่ใจสุขภาพ” จากโครงการชุดเปิดรับทั่วไปที่เปิดโอกาสให้ผู้นำชุมชนได้ของบประมาณโดยตรงจากสสส.

วงพูดคุยถึงปัญหาของชุมชนถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆกับการเดินทางไปศึกษาดูงาน เพื่อพัฒนาศักยภาพตัวเอง การเก็บข้อมูลเส้นทางอาหาร สำรวจปริมาณการใช้สารเคมี เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ การแสวงหาทางเลือกอื่นที่จะทำให้ชุมชนหลุดพ้นจากวงจรชีวิตเดิมๆ ทำให้เห็นพลังของคนในชุมชนที่เรียนรู้กับปัญหาจนสุกงอม พร้อมเต็มที่สำหรับการเปลี่ยนแปลง

ไผ่นอกฤดูกาล สายพันธุ์กิมซุง เป็นตัวเลือกหนึ่งที่พรม จันเทา ทดลองปลูกในแปลงสวน 1 ไร่ เดิมที่ดินแปลงนี้ปลูกมันสำปะหลังและขาดทุนมาหลายปีต่อเนื่อง ส่วนพื้นที่รอบๆแปลงนาก็ปรับเป็นสวนครัว ปลูกผักหลายชนิด เช่น ผักหวาน ข่า ตะไคร้ และไม้ยืนต้น จากการจดบันทึกข้อมูลรายรับรายจ่าย พรมมีรายได้จากการขายหน่อไม้ถึง 140,000 บาทต่อปี ไม่นับรวมรายได้จากการขายพืชผักสวนครัวอื่นๆ

“พืชเชิงเดี่ยว ปลูกแล้วหมดไป ไม่เหลืออะไรถึงลูกหลาน” พรมมองถึงอนาคตซึ่งวางแผนไว้ว่าจะแบ่งพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในปัจจุบัน มาเป็นพื้นที่เลี้ยงวัว และปลูกป่าหลากหลายชนิด เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ไร่นาเหมือนในอดีต เพราะเคยถางป่าหัวไร่ปลายมามาเพื่อทำไร่พืชเชิงเดี่ยว

ส่วนนางนันทวัน สาชิน กล่าวว่า “ได้เข้าร่วมกิจกรรม มีการไปศึกษาดูงาน ไปเห็นตัวอย่างที่ดี เลยลองทำโดยปรับพื้นที่ 1 งานสำหรับทำแปลงผักปลูกกล้วย และพืชผักสวนครัว เช่นสระแหน่ หอม พริก ส่วนพื้นที่ที่เคยปลูกอ้อย ประมาณ 3ไร่ ก็ปรับมาเป็นพื้นที่สำหรับเลี้ยงวัว 7 ตัว ขุดบ่อสำหรับเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงไก่ไข่ นำมูลสัตว์มาทำปุ๋ยใช้เอง น้ำหมักชีวภาพใช้เอง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นถึงครั้งละ 300 บาทต่อการจำหน่ายผักสวนครัวแต่ละครั้ง” จนวันนี้ นันทวันไม่มีเวลาไปเล่นการพนันอีกเลย

การ "ปลูกอยู่ ปลูกกิน" โดยจัดตั้ง "กลุ่มปลูกพืชผักผสมผสาน ผลิตอาหารปลอดภัย ชุมชนบ่อแก บ่อทอง อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม" เป็นทางออกของการแก้ไขปัญหา เริ่มต้นเปิดรับสมัครสมาชิกกว่า 100 ครัวเรือน การตั้งกฎกติการ่วมกันเพื่อกันพื้นที่บริเวณบ้าน และหัวไร่ปลายนาไว้ขุดสระ เลี้ยงปลา ไก่ ปลูกพืชผักไร้สารเคมีไว้บริโภคในครัวเรือน อย่างน้อยคนละ 12 ชนิด ได้แก่ มะนาว มะละกอ กล้วย ข่า ตะไคร้ ผักหอม ผักชี แมงลัก มะเขือเทศ พริก มะเขือ ควบคู่การทำนาและทำไร่พืชเชิงเดี่ยวแบบเดิม และเมื่อเหลือก็นำมาจำหน่าย เกิดเป็นตลาดสีเขียวพื้นที่แลกเปลี่ยนอาหารปลอดภัยในชุมชน

4 มาตรการชุมชน ควบคุมการใช้ยาฆ่าหญ้าในไร่นา

นายอำนวย นุ่นสีดา ผู้ใหญ่บ้าน บ้านบ่อทอง หมู่ 10 กล่าวว่า การทำงานร่วมกันตลอด 1 ปี ทำให้ชุมชนได้รวมตัวกันทำกิจกรรมพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่างสมาชิกในกลุ่มเพื่อพัฒนาการทำงานกันอย่างสม่ำเสมอ เกิดเป็นกฎ กติกา หรือมาตรการควบคุมการใช้สารเคมีในชุมชน โดยเฉพาะในแปลงไร่ นา ที่มีการฉีดยาฆ่าหญ้า มีมาตรการ 4 ข้อที่ถือปฏิบัติร่วมกัน ได้แก่

  • ทุกครั้งที่จะฉีดพ่นยาฆ่าหญ้าในแปลงไร่นา ต้องแจ้งให้ผู้นำทราบ
  • ให้ผู้นำประกาศหอกระจายข่าวให้ชาวบ้านทราบโดยทั่วกัน
  • ต้องติดป้ายประกาศไว้บริเวณแปลงที่ฉีดพ่นสารเคมีว่า “ฉีดยาฆ่าหญ้าห้ามเข้า”
  • ต้องแจ้งให้ผู้มีพื้นที่อยู่ใกล้เคียงทราบทุกครั้ง

ในเริ่มแรกมีเมื่อมีการฉีดยาฆ่าหญ้า ชาวบ้านก็ปักป้ายประกาศตามกติกา เพื่อเตือนถึงอันตรายให้

เพื่อนบ้านรู้ และต่อมาก็ค่อยๆลดใช้ยาฆ่าหญ้าลงเรื่อยๆ จนปัจจุบัน มีชาวบ้านส่วนน้อย ที่ยังฉีดยาฆ่าหญ้าอยู่ เมื่อเทียบกับในอดีต ใช้ยาฆ่าหญ้าเกือบทุกครัวเรือน

ตลาดสีเขียว พื้นที่แบ่งปันอาหารปลอดภัยในชุมชน

ซึ่งนายทองพูล บุญแสน ประธานกลุ่มปลูกพืชผักผสมผสาน ผลิตอาหารปลอดภัย ชุมชนบ่อแก บ่อทอง อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่าการปลูกอยู่ปลูกกิน ขยายสู่การขาย แลกเปลี่ยนอาหารปลอดภัยในชุมชน เกิดตลาดสีเขียวขึ้นในเดือนมกราคม 2558 ตามความต้องการของสมาชิก เปิดจำหน่ายพืชผักสวนครัว อาหารพื้นบ้านในวันจันทร์ และวันศุกร์ เวลา 15.00 น.เป็นต้นไป บริเวณทางเข้าชุมชนบ่อแกบ่ทอง ปัจจุบันมีสมาชิกร่วมจำหน่ายเป็นประจำกว่า 20 คน มียอดจำหน่ายครั้งละ 300 – 400 บาทต่อคน

“เงินทองของมายา ข้าวปลาคือของจริง วันนี้ชุมชนมีอาหารที่เพียงพอ เป็นอาหารที่ปลอดภัย ปลูกแบบไร้สารพิษ และที่สำคัญสิ่งเหล่านี้เป็นมรดกตกทอดถึงลูกหลาน ซึ่งจะทำให้เกิดความยั่งยืนกว่าเงินทอง” นายทองพูลกล่าวทิ้งท้าย

ด้านนางระเบียบ บุรีมาศ ผู้บริโภคตลาดสีเขียว ซึ่งเป็นข้าราชการครูในอำเภอกุดรัง กล่าวว่าเมื่อก่อนซื้อผัก จ่ายตลาดจาก ตลาดในหมู่บ้าน ที่แม่ค้ารับซื้อผักมาจากในเมืองมาขายต่ออีกที หรือซื้อจากรถเร่ รู้ว่าไม่ปลอดภัย แต่ไม่มีทางเลือกอื่น เมื่อเกิดตลาดสีเขียวในชุมชนดีใจมาก มาอุดหนุนทุกรอบ เพราะเชื่อมั่นในการผลิตว่ามีความปลอดภัยต่อสุขภาพ และเป็นอาหารตามฤดูกาลที่มีความหลากหลายด้วย

วันนี้ชุมชนบ่อแก บ่อทอง เรียนรู้จากปัญหาจนสุกงอม พร้อมลุกขึ้นมาเปลี่ยนวิถีชีวิต วิถีการผลิตของตน ตระหนักถึงความสำคัญในการผลิตอาหารปลอดภัยเพื่อบริโภคในครอบครัว และแบ่งปันสู่ผู้บริโภค ชุมชนมีแหล่งอาหารมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น แม้การสนับสนุนงบประมาณโครงการฯจะหมดไปตั้งแต่เริ่มเปิดตลาดสีเขียว แต่ชุมชนยังมีการทำงานที่ต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพราะได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายที่เล็งเห็นศักยภาพและความเข้มแข็งของชุมชน เช่น รพสต.เลิงแฝก ที่มาสนับสนุนการควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัยของอาหาร โดยการสุ่มตรวจสารเคมีในพืชผัก สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดฯ สำนักงานเกษตรอำเภอฯ สำนักงานประมงจังหวัดฯ ให้การสนับสนุนความรู้และวัสดุอุปกรณ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามที่นำเยาวชนมาเรียนรู้วิถีชีวิตความมั่นคงทางอาหารของชุมชนอีสานในโครงการ 1 หลักสูตร 1 ชุมชน 1 วัฒนธรรม เป็นต้น

ความมั่นคงทางอาหาร ผ่านวิธีการปลูกอยู่ปลูกกิน คือทางเลือกใหม่ที่ทุกคนเห็นพ้อง ภายใต้กติการ่วม เมื่อเหลือกินและแบ่งปันเพื่อนบ้าน ก็นำไปขายในตลาดชุมชนที่ทุกคนร่วมกันสร้าง เหล่านี้คือสัญลักษณ์แห่งความเข้มแข็ง แม้โลกในอนาคตจะเป็นเช่นไร หากทุกคนปรับตัวเหมือนอย่างชุมชนบ่อแกบ่อทองที่กำลังทำอยู่นี้ ก็เชื่อแน่ว่า แม้ปัญหาจะหนักแค่ไหน ทุกคนก็พร้อมฝ่าฟัน

คนึงนุช วงศ์เย็น มูลนิธิสื่อสร้างสุข รายงาน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ฮักแพงแบ่งปัน อีสานสร้างสุข



ความเห็น (0)