วิชาการเพื่อลดการก่อการร้าย


บทความเรื่อง Can Science Solve Terrorism? Q&A with Psychologist John Horganเป็นเรื่องที่ John Horgan นักหนังสือพิมพ์ สัมภาษณ์ John Horgan นักจิตวิทยา ผู้วิจัยเกาะติดเรื่องจิตวิทยาของการก่อการร้าย คือสองคนนี้ไม่ใช่คนคนเดียวกัน และไม่ได้เป็นญาติกัน แต่รู้จักกันในฐานะต่างก็มีชื่อเสียงแต่คนละด้าน มีคนเข้าใจผิด ไปถาม JH นักหนังสือพิมพ์ เรื่องจิตวิทยาของการก่อการร้ายอยู่เรื่อย นำไปสู่การสัมภาษณ์ ลงในบทความนี้

บทความนี้เตือนผมว่า ทุกเรื่องในโลก ในสังคม เป็นโจทย์วิจัยได้ทั้งสิ้น นักวิชาการต้องพร้อมที่จะรับภาระ ตอบโจทย์ที่ยากและซับซ้อนเหล่านี้ และวงการวิชาการของประเทศจะต้องพัฒนาขึ้นมารองรับการทำหน้าที่ อันสำคัญยิ่งนี้

แค่คำถามแรก ก็ทำให้ผมได้รู้จัก Milgram experiments on obedience to an authority ที่ผมคิดว่า เป็นการออกแบบทดลองที่สุดยอด ลองอ่านดูนะครับ ว่าที่มาของคำถามวิจัยคือทารุณกรรมของนาซี และผลการทดลองตรงกันข้ามกับคำตอบของคนทั่วไป และของนักวิชาการ เป็นข้อเตือนใจว่า อย่าด่วนสรุปว่า วิธีคิดของตนจะถูกต้องในชีวิตจริง เป็นข้อเตือนใจต่อผู้มีอำนาจตัดสินใจ หรือมีอำนาจในบ้านเมือง

ที่น่าสนใจยิ่งใจคือ ความเห็นว่า เราด่วนสรุปเกินไป ว่าการก่อการร้ายเชื่อมโยงกับลัทธิความรุนแรง (radical) เพราะจริงๆ แล้วมีคนหัวรุนแรงจำนวนมาก ที่จะไม่มีวันเข้าไปร่วมก่อการร้าย และคนที่เข้าร่วมการก่อการร้าย จำนวนหนึ่ง ไม่ได้เป็นคนหัวรุนแรง หากผู้มีส่วนกำหนดนโยบาย และมาตรการลดหรือต่อต้านการก่อการร้าย อยู่ในกลุ่มด่วนสรุป ก็อาจทำให้ประเทศเสียทรัพยากรไปทำสิ่งที่ไร้ผล

โปรดอ่านคำตอบสัมภาษณ์เองนะครับ จะเห็นว่า JH นักวิชาการ มีความระมัดระวังเพียงใดที่จะไม่ด่วนสรุป และมีคำถามมากเพียงใด ต่อประเด็นที่คนมักด่วนสรุป นี่คือคุณสมบัติของนักวิชาการที่แท้ ที่นักวิชาการไทย ควรได้ฝึกฝนเรียนรู้ นะกวิชาการที่แ้คือคนที่ตระหนักว่าตนไม่รู้จริงในเรื่องใด รู้จักช่องโหว่ของความจริง

JH นักวิชาการเป็น behavioral psychologist ผมฝันอยากเห็น behavioral psychologist เข้าศึกษาพฤติกรรม ของครูและนักการศึกษาไทย ว่าสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างคนในศตวรรษที่ ๒๑ เพียงใด

เนื่องจากคุยกันเรื่องการก่อการร้าย JH นักวิชาการจึงบอกว่า หากตั้งคำถาม และหานักศึกษาระดับบัณฑิต ศึกษามาทำวิจัย เราก็จะได้คำตอบต่อคำถามที่เรามักจะถามวนไปวนมา โดยไม่ได้คำตอบที่แท้จริง

ที่น่าสนใจมาก คือคำตอบต่อคำถามว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเข้าไปร่วมขบวนการก่อการร้าย ซึ่งเราเดาได้เลยว่า เป็นชุดสาเหตุ ไม่ใช่สาเหตุเดียว และคำตอบก็เป็นไปตามนั้น อ่านเอาเองนะครับ จะเห็นความซับซ้อน ที่การกระทำของรัฐก็อาจเป็นเหตุหนึ่ง และในอีกบริบทหนึ่ง การละเลยไม่กระทำของรัฐ ก็เป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุ ผมตีความว่า คำตอบไม่ได้ขึ้นกับหลักการเท่านั้น ยังขึ้นกับบริบทในสังคมนั้นๆ ด้วย รวมทั้งความเห็นว่า แรงจูงใจให้คนเข้าร่วมขบวนการก่อการร้ายในขณะนี้ อาจแตกต่างกับแรงจูงใจเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว

ความเข้าใจผิดที่ร้ายแรงมากคือ เมื่อคนเข้าร่วมขบวนการก่อการร้ายแล้วทุกคนจะมีความสุขความพอใจ คนจำนวนไม่น้อยที่เข้าร่วมอย่างหลงผิด จากการถูกชักจูง ความรู้จากคนเหล่านั้น จะช่วยการสร้างมาตรการ ป้องกันการเติบโตของขบวนการก่อการร้าย

ซึ่งหมายความว่า ในขบวนการก่อการร้าย คนที่เป็นแกนนำจริงๆ อาจมีไม่มาก อาจเพียงหนึ่งในสิบ ที่เหลือโดนชักจูง บางกลุ่มถึงกับโดนล่อหรือหลอก และอีกส่วนหนึ่งหลงผิด หากแนวคิดนี้ถูกต้อง ยุทธศาสตร์ ป้องกันการงอกงามของขบวนการก่อการร้ายก็ต้องพุ่งเป้าไปที่คนกลุ่มใหญ่ที่เข้าร่วม ซึ่งไม่น่าจะเป็นกลุ่มแกนนำ

คำตอบต่อคำถามว่าศาสนาอิสลามมีส่วนหรือไม่ สะท้อนความลุ่มลึกของ JH นักวิชาการอย่างที่สุด ทำให้ผมได้เข้าใจว่า ขบวนการก่อการร้ายเขามีหน่วยระดมพล (recruiter) และคนที่ตกเป็นเหยื่อต่อการระดมพล ได้ง่ายที่สุดคือคน บ้าศาสนา ที่ไม่เข้าใจแก่นแท้ของศาสนา

ผมได้เข้าใจว่า ในยุคนี้ แต่ละประเทศต้องไม่ใช่เพียงแต่หาทางป้องกันการก่อการร้าย แต่ยังต้องสร้าง ความเข้มแข็งของสังคม ให้เผชิญสถาพเลวร้ายจากภัยพิบัติต่างๆ ได้อย่างมีสติ เขายกตัวอย่างประเทศนอร์เวย์ ในปี 2011 ซึ่งอ่านได้ ที่นี่ และทำให้ผมระลึกถึงตัวอย่างสังคมญี่ปุ่นตอนเผชิญสึนามิครั้งหลังสุด ในปี 2011 (ดู ที่นี่) ที่คนญี่ปุ่นเผชิญอย่างมีสติ มีระเบียบ

อ่านแล้วเห็นปรีชาญาณของทั้งสอง JH คือคนถามก็ถามเก่ง คนตอบก็ตอบเก่ง อ่านบทความอย่างนี้แล้ว อิ่มเอม ประเทืองปัญญา และได้เข้าใจว่า เป้าหมายของการก่อการร้ายไม่ใช่การฆ่าหรือการทำลายโดยตรง แต่เป็น สงครามจิตวิทยา เพื่อยั่วยุให้ผู้ปกครองบ้านเมืองทำสิ่งที่ผิดหรือไร้เหตุผลลงไป หากคิดเช่นนี้ ปฏิกิริยาของรัฐบาล จอร์จบุชผู้ลูกต่อเหตุการณ์ 9/11 ที่บุกอิรัก ก็เป็นความพ่ายแพ้ของอเมริกา ต่อการก่อการร้ายครั้งนั้น

ผมได้เรียนรู้ว่า นิยามของการก่อการร้าย เป็นสิ่งที่กลุ่มที่ไม่ใช่รัฐบาล กระทำต่อรัฐ ดังนั้น สิ่งที่รัฐอื่นกระทำ สิ่งเลวร้ายอย่างยิ่งต่อรัฐอื่น ก็ไม่เรียกว่าการก่อการร้ายตามนิยามนี้ แต่อาจเรียกว่าสงคราม หรืออาชญากรรมระดับ ประเทศ (ผมตั้งชื่อเอง) และอาชญากรหมายเลขหนึ่งก็คือมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งนั่นเอง

ลองไตร่ตรองดูให้ดีเถิดครับ ผู้เป็นสาเหตุของโรคอ้วน ใน บล็อก ThaiKM เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๕๙ ก็น่าจะเป็นผู้ก่อการร้ายหรืออาชญากรทางสังคมนะครับ นักวิชาการด้าน behavioral psychology น่าจะได้ทำวิจัย จิตวิทยาเชิงพฤติกรรมของ คนที่คิดมิจโฉบายให้แก่อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมน้ำตาล และของผู้กำหนด นโยบายที่เป็นแนวร่วมอย่าง รมต. สาธารณสุขผู้หญิงของอังกฤษตามในภาพยนตร์ รวมทั้งทำวิจัยจิตวิทยาเชิง พฤติกรรมของผู้บริโภคโดยทั่วไป ความรู้จากการวิจัย จะนำมาใช้ออกกติกาด้านการโฆษณา การติดฉลากสินค้า และกติกาของพฤติกรรมอื่นๆ ลดผลร้ายของสังคมทุนนิยม บริโภคนิยม ลงไป


วิจารณ์ พานิช

๒๗ มี.ค. ๕๙


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)