ปลูกจิตสำนึก ปลูกป่า เขาวงพระจันทร์

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้ไปร่วมกิจกรรม อาสาสมัคร ยิงเมล็ดพันธุ์พืช ปลูกป่า วัดเขาวงพระจันทร์ ไปเพื่อปลูกจิตสำนึกที่ดีงามให้ลูก (ปลูกความอดทน และรักธรรมชาติ) และอยากช่วยกันปลูกต้นไม้คืนความเขียวสู่ป่า
+++
สมัครไปกัน 2 คนแม่ลูก เดินทางโดยรถบัส ตื่นตี 5 เดินทางไปร่วมเดินทางตอน 6.30 น. รถออก 7.30 น. ทำกิจกรรมแล้วเสร็จกลับถึงบ้านประมาณ 22.30 น.
+++
อยากบอกว่า ได้มากกว่าที่คิดค่ะ ลูกได้ฝึกเรื่องความมีน้ำใจ ช่วยเหลือกัน ขนของขึ้นรถ ฝึกความอดทนตั้งแต่ต้นทาง เนื่องจากกำหนดการรถต้องออกตอน 7.00 น. แต่เนื่องจากมีคนมาสาย..ทีมงานใจดี..รอ... (รถบัส 2 คัน) รถจึงออกผิดเวลา..ลูกชายก็นั่งบ่นว่า ทำไมไม่รักษาคำพูด ไหนบอกจะออก 7.00 น. สักพักน้องทีมงานก็มาประกาศขอโทษเรื่องการออกรถผิดเวลา ซึ่งส่วนตัวแล้ว มีคาถาที่ตั้งใจพกไปค่ะ
"สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดีเสมอ"
+++

ใช้วิธีการรับฟังและสะท้อนความรู้สึกกับลูก ณ ขณะนั้น จากนั้นเราก็ชวนกันคุยกันถึงมุมมองต่าง ๆ "วินัย" เป็นสิ่งสำคัญค่ะ แม่ดาวเห็นด้วยกับลูกเรื่องการที่คนเราต้องรักษาเวลา รักษาคำพูด แต่ก็สอนให้เขาเข้าใจ..ด้วยนิสัยคนไทยใจดี มีน้ำใจ แม่ดาวก็อยากให้ลูกได้เห็นใจผู้จัดงาน ว่าบางทีคนที่มาสาย เขาอาจมีเหตุสุดวิสัยจริง ๆ จำเป็นจริง ๆ ก็ได้ และเขาก็โทร.มาคุยกับผู้จัดงานแล้ว คงเป็นเหตุอันสมควรพี่ๆ เขาถึงรอ
+++
เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงคนอื่นได้ตามใจเรา แต่เราเปลี่ยนใจเราได้ คุยกันว่า ลูกเลือกได้ว่าจะรอแบบใจสบายๆ หรือกระวนกระวาย พร่ำบ่น จากนั้นก็ชวนกันเล่นเกมส์มวยปล้ำใช้มือและนิ้วเป็นอุปกรณ์ มีอีกเกม ชื่อว่า เกมแฮมเบอร์เกอร์ ลูกเป็นคนนำมาสอนแม่เล่น และเราก็เล่นกันระหว่างรอสนุกสนานจนรถออก
+++
บนรถมีกิจกรรมให้แนะนำตัวนิดหน่อย และให้ขอพร 1 ข้อ ที่อยากจะขอให้โลกนี้คืออะไร อันนี้ก็ถูกใจ ลูกได้ฝึกการพูดต่อหน้าผู้คนที่ไม่รู้จัก ซึ่งยากค่ะสำหรับเขา กับคนแปลกหน้า ไม่คุ้นนี้จะประหม่า อายมาก อีกทั้งต้องเดินไปหน้ารถ ถือไมโครโฟนอีก แต่แม่ คือ แม่ทัพ นำหน้า หน้าด้าน เอ้ย...ด่านหน้า ตอนแรกก็ไม่ยอมพูด จนน้องที่เป็นผู้ันำกิจกรรม พูดว่า ถ้าไม่พูด จะให้ลงเดินกลับบ้านเลย5555
+++
เลยยอมพูดแบบกอดแม่ตลอดเวลา พูดเบา ๆ สิ่งหนึ่งที่แม่ดาวได้เห็นใจตัวเอง ใจเรานั้นสงบมาก ไม่รู้สึกกดดันเขา พูดก็ได้ ไม่พูดก็ได้ แต่พอเขายอมพูด ก็ชื่นชมดีใจ แถมยังยอมบอกด้วยว่า พร 1 ข้อ ที่อยากจะขอให้โลกนี้คืออะไร เพราะต้องไม่ซ้ำกัน ซึ่งถามว่าพรที่เขาขอซ้ำไหม ก็ซ้ำค่ะ555 แต่มันยากเนาะที่จะขอไม่ซ้ำกันคนอื่น ซึ่งแม่ดาวกับลูกนี้นั่งกลาง ๆ คันแล้ว ยิ่งตื่นเต้น ตื่นคน ประหม่าแบบนี้ สมองยิ่งไม่ทำงาน555 แต่น้องที่ถามก็ใจดีให้ผ่านค่ะ กลับมานั่งที่ ไม่ลืมให้ยาชูกำลัง(ใจ)ชื่นชมอย่างจริงใจ
+++

เมื่อไปถึงวัด ก็ช่วยกันขนของ จากนั้นก็มีให้ช่วยกันกวาดพื้นที่จะใช้จัดกิจกรรม เสียดายที่ไม่ได้ช่วย เพราะไม้กวาดไม่พอ เลยอด เปิดกิจกรรมโดยมีพระอาจารย์มาพูดคุย สนทนาธรรมเล็กน้อย (แต่ประทับใจมาก) ต่อจากนั้นก็มีจับกลุ่ม ให้ปั้นดินเหนียวเป็นรูปอะไรก็ได้ที่แสดงถึงตัวเรา และให้อธิบาย อันนี้ก็ชอบอีก ลูกแม่ดาวชอบเล่นปั้นๆ นะคะ แต่พอให้ปั้นแบบมีโจทย์แบบนี้ ยิ่งต้องพูดด้วย เขาเลยไม่ยอมจะปั้น การปั้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือหากปั้นแล้วต้องพูด555
+++
ก็อิดออดไม่ยอมจะปั้น แม่ดาวก็ปั้นๆ ของตัวเองไป ลูกก็บ่นไป สุดท้ายก็ยอมปั้น แต่ตอนอธิบายบอก "ไม่รู้" ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือพูดต่อหน้าคนแปลกหน้า555 ที่เล่ามานี่เพราะอยากแบ่งปันว่า หากเราเข้าใจลูก ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น และไม่เป็นได้ ใจเราจะเบาสบาย ๆ มีความสุขกับลูก และผู้อื่นได้ สบายมากค่ะ
+++
ขอแบ่งปันแบบย่ออีกนิด มาจนถึงกิจกรรมปั้นเมล็ดพันธุ์ใส่ดินเหนียวใส่ปุ๋ยปั้นเป็นก้อนกลม ๆ แล้วนำไปตากแดด ขั้นตอนนี้ทีมงานก็จะอธิบายถึงวิธีการต่าง ๆ เรื่องเมล็ดพันธุ์ ฯลฯ ปั้นแล้วตากแดดค่ะ จากนั้นทานข้าวเที่ยง พอเห็นข้าวเที่ยงอมยิ้ม อิ่มใจ เป็นข้าวเหนียวหมู หรือไก่ (แล้วแต่เลือก) ห่อใบตอง และไข่ต้ม ไม่ใช่ถูกใจความอร่อย (ถึงจะอร่อยมาก) แต่ถูกใจ ชื่นชมในความใส่ใจสิ่งแวดล้อมของน้อง ๆ ทีมงาน นั่งพื้นใช้มือหยิบ จกตามสะดวก555
+++
ได้ขึ้นเขาจริงประมาณ 13.30 น. แดดแรงมากค่ะ พระอาทิตย์ท่านเป็นใจให้เราให้ฝึกใจในวันนี้5555 ระหว่างทางมี 1 ครั้งที่แม่ดาวเกือบเป็นลม แต่รู้ตัว และไม่ฝืนเดินต่อ บอกลูกว่า แม่ต้องพักแล้ว แม่กำลังจะเป็นลม นั่งพัก ดื่มน้ำ อมลูกอมที่เตรียมไป (พกยาดม แต่ลืมดม5555) ลูกก็มีเป็นห่วงว่า แม่ไหวไหม555 กลัวแม่เป็นลมล้มกลิ้งตกเขาไป คือบันไดชันมากในบางจุดค่ะ
+++
ยิ้มและตอบอย่างมั่นใจ "ไหวครับ จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" และเราก็้ก้าวต่อไปด้วยกัน ลูกชายแม่ดาวนั้นสนุกสนาน เพราะได้ยิงเมล็ดพันธุ์ปลูกต้นไม้ระหว่างทาง (ใช้ง่ามไม้หนังสติ๊ก) ระหว่างทางขยะเยอะมากค่ะ จริง ๆ ในแผนนัั้นก็มีเชิญชวนให้เก็บขยะระหว่างทางด้วย แต่เก็บแล้วไม่มีที่จะให้ทิ้ง ถุงก็ไม่มี จึงเก็บบ้างตามจุดที่คิดว่าเก็บแล้วจะได้ทิ้งเป็นที่ได้ ระหว่างก้ม ๆ เงย ๆ เก็บนั้น ลูกก็บอกว่า "แม่ห่วงตัวเองก่อนเถอะ เอาตัวเองให้รอดก่อน" 5555 คือเขาห่วงเราว่า เราจะก้ม ๆ เงย ๆ เก็บขยะ จนเป็นลมไปอีก แค่เดินแบกกระเป๋าเป้ (ขนน้ำ เสบียง เมล็ดพันธฺุ์ สัมภาระที่จำเป็น) ก็หนักล่ะ
+++
เราแบกเป้คนละใบ รับผิดชอบภาระของตัวเอง ระหว่างเดินขึ้น ดื่มน้ำไปเยอะมาก นี่ขนาดจิบ ๆ ไม่ดื่มอึกๆๆ ยังหมดน้ำไปหลายขวด น้ำที่แบกไปไม่พอค่ะ ต้องซื้อระหว่างทาง น้ำเปล่าที่ปกติขวดละ
8 -10 บาท พอไปอยู่บนเขานั้นราคาสูงตามไปด้วย คือ 20 บาท มีเด็กน้อยคนหนึ่ง(น่าจะอายุใกล้ ๆ กับลูกแม่ดาวอาจโตกว่านิดหน่อย) พอถามราคาแล้ว ไม่ยอมซื้อกิน คงรู้สึกแพงมากเกินไป พ่อเขาบอกลูกว่า " มันก็ธรรมดา ราคา 20 บาท เขาต้องแบกขึ้นมาขายบนนี้เลยนะลูก" แม่ดาวนั่งยิ้มกับคำตอบ และชื่นชมคุณพ่อคนนี้ในใจ
+++
แม่ดาวคิดเช่นนี้แหละค่ะ มันแพงก็ธรรมดา ราคาก็ตามสถานที่เนาะ แต่หากเราคิดว่าราคาไม่เป็นธรรม รู้สึกถูกเอาเปรียบ เราจำเป็นต้องซื้อ และซื้อด้วยใจไม่ปกติ โกรธ ไม่พอใจ ดื่มน้ำไป ใจก็ร้อน ๆ เนาะ
ดีกว่าไหม หากเราคิดว่า 20 บาท เราได้ช่วยเหลือพ่อค้า แม่ค้าที่นี้ เราได้แบ่งปัน เราได้ทำบุญมาตลอดทาง5555 ดื่มน้ำด้วยใจเย๊นเย็นเป็นสุข
+++

และในที่สุด 3,790 ขั้นกับแดดที่ร้อนระอุ เรา 2 แม่ลูกก็ทำได้สำเร็จ ถามว่าระหว่างทางลูกมีบ่นไหม มีค่ะ มีขอลงถ้าจำไม่ผิดประมาณ 2 ครั้ง ไม่ใช่เพราะไม่อดทนต่อความร้อน เหนื่อยยาก แต่กลัวลงมาขึ้นรถไม่ทันตามเวลาที่เขากำหนด คือ 17.30 น. (ก็แม่พักบ่อยมาก5555) ซึ่งแม่ดาวก็ใช้วิธีเดิมค่ะ รับฟัง สะท้อนความรู้สึกลูก และเขาก็เข้าใจ เดินจนถึง
+++
อันดับแรก หาห้องน้ำก่อนเลยค่ะ และนี่เป็นอีก 1 บททดสอบจิตใจ555 ห้องน้ำดูร้าง ๆ สกปรก ประตูก็ปิดไม่ได้ค่ะ ลูกแม่ดาวนั้นเขามีปัญหาเรื่องความสะอาดมาก คือ ต้องสะอาด ถ้าไม่สะอาดจะไม่ยอมเข้า วิธีการเดิมค่ะรับฟังและสะท้อนความรู้สึกเขา เราเข้าใจเขาอย่างไร และให้เขาเลือกเองว่าจะจัดการกับชีวิตเขาอย่างไร จะปลดทุกข์นอกห้องน้ำ หรือจะในห้องน้ำ ลูกเลือกในห้องน้ำแต่ขอไม่ปิดประตู และให้แม่เป็นผู้เฝ้าหน้าประตูห้ามทัพหากผู้ใดจะเดินมากร่ำกรายบริเวณนั้น
+++
ก่อนหน้านั้นมีเด็กคนหนึ่ง จัดการปลดทุกข์ แต่ห้องน้ำไม่มีขัน เขาก็ปลดทุกข์ ซึ่งเขาก็บ่นดัง ๆ ให้ได้ยินว่า "ไม่มีขันนี่นา" และวิ่งจากไป เรา 2 คนจึงสำรวจห้องน้ำที่มีขันและมีน้ำ (คือน้ำน้อยมาก เปิดก๊อกน้ำไหลนิดหน่อยและหยุดไหลไป) บอกลูกว่า ราดน้ำ 1 ขันก็พอ เหลือไว้ให้คนอื่นได้ใช้บ้าง ร่วมกิจกรรมนี้ได้ ปลูกจิตสำนึกเยอะจริง ๆ555 และแม่ดาวเองก็ไม่พลาดที่จะเข้าด้วย ถึงสุขา จะไม่สุโข เหม็นโอ้โหก็เถอะ แต่เมื่อไม่ไหว ก็ต้องยอมรับปรับใจ มันก็เป็นเช่นนี้เอง (นี่ถ้ามีเวลา มีน้ำ มีอุปกรณ์ จะขัดห้องน้ำให้วัดนะคะเนี้ย)
+++
จากนั้นไปสักการะรอยพระพุทธบาท ยิงปลูกเมล็ดพันธุ์ที่เหลือ และลง ลูกก็เร่งให้แม่เดิน กลัวจะไม่ทันตามเวลา กลัวเขาไม่รอ จึงใช้วิธีการเดิมค่ะ (คงไม่ต้องบอกเนาะ) และโชคดี ที่มีน้องนักศึกษาคนหนึ่งเข้ามาทักทายได้ยินลูกชายบ่น ว่ากลัวตกรถ เขาก็เลยบอกว่าไม่ต้องกลัวหรอก พี่คนที่พามา(ทีมงาน)ยังอยู่บนเขาอยู่เลย คงอีกนาน และยังชื่นชมลูกชายว่าเก่งจังเลย (เพื่อนเขาที่มาด้วยกันทิ้งเขาให้ขึ้นคนเดียว ถอดใจ ขึ้นไม่ถึง) ยิ้มรับและขอบคุณ และบอกเขาว่า "ขอบคุณค่ะ ลูกพี่เขามีความอดทนมาก" เพื่อเป็นการขยายความให้ลูกรับรู้ว่า ไม่ใช่ความเก่ง แต่เป็นความแกร่ง(อดทน)
+++

ระหว่างทางลูกชายนั้นได้รับคำชมเรื่อย ๆ ค่ะ มียาหอม ยาชูกำลัง(ใจ) จากคนอื่น ๆ ส่งให้เยอะทีเดียว หลายคนที่ไปไม่ถึงจุดหมาย ท้อ ถอดใจ เข้าใจนะคะ คือ แดดแรงมาก และการขึ้นนั้น หากใจไม่ถึง ไม่ไม่ถึงแน่ๆๆ ไหนจะตัวเลขที่บอกไว้ว่า 3790 ขั้น เดินจนแทบอวกมองตัวเลข 500 ขั้น มันบั่นทอนจิตใจเนาะ
+++
พระไพศาลเคยสอนไว้ในคลิปเรื่องการเดินทางไกล ให้เราเอาใจไว้อยู่กับปัจจุบัน อย่าไปมองหรือคิดว่าอีกไกลแค่ไหนกว่าจะถึง แต่ให้รู้ซึ้งกับปัจจุบันขณะ มองหาความสุขระหว่างทางที่ก้าวเดิน ไม่ต้องเร่งเดิน ให้เดินเรื่อยๆ ก่อนขึ้นเขาก็ได้คาถาจากพระอาจารย์ว่า "ทุกข์ไม่นานมันก็จะผ่านไป" ตอนที่ใจแอบบ่นว่า "ไม่ไหว จะขาดใจอยู่แล้ว" คือมันรู้สึกขนาดนั้นจริง ๆ อีกใจก็เตือนใจว่า "ถ้าจะตายเพราะขึ้นบันได 3790 ขั้นก็ให้มันรู้ไป ไม่ไหวก็หยุดซิ จะบ่นทำไม เหนื่อยก็พัก หนักก็วาง" คือ เหนื่อยและหนักจริง ๆ
+++
พอพักก็หายค่ะ มองหาความสุขรอบ ๆ ตัว ส่งยิ้มให้ผู้คนบ้าง ยิ้มรับรอยยิ้มจากผู้อื่นบ้าง มองทิวทัศน์ธรรมชาติต่าง ๆ ฟังเสียงใส ๆ ของเจ้าลูกชายที่เจื้อยแจ้วไม่หยุดปาก พูดแม้ขณะเดิน พอแม่ไม่ตอบมีงอน จึงต้องขอโทษและบอกว่า แม่เหนื่อยจนพูดไม่ออก ขณะเดินแม่ไม่สามารถตอบได้ แม่ต้องเก็บพลังไว้เดิน5555 คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ลูกอาจพูดไปเดินไปไม่เหนื่อย แต่แม่หากให้แม่พูดไป เดินไป แม่คงไปไม่ถึงจุดหมายปลายทาง555
+++
มีน้องนักศึกษาคนหนึ่ง เข้ามาทักทาย และเราได้พูดคุยกัน เขาบอกว่าเขากลัวความสูงมาก ขาลงอาจจะร้องไห้ก็ได้เพราะกลัวมาก ก็ใช้วิธีการเดิมเหมือนที่คุยกับลูกค่ะ และบอกเทคนิคว่า ขาลงให้เอาใจไว้ที่เท้า ไม่ต้องมองไกล ๆ ให้มองที่เท้าตัวเองก็พอ ยิ้มและจากไป เราไปเจอกันที่พื้นล่างอีกครั้ง ก็ถามว่าขึ้นถึงไหม น้องยิ้มตอบว่าถึงค่ะ และถามต่อว่า ขาลงล่ะ ร้องไห้ไหม เขาก็ยิ้มรับ ไม่ร้องค่ะ หนูมองที่เท้าหนูอย่างเดียวเลย
+++
ขากลับ มีกิจกรรมบนรถ ขอตัวแทน 5 คนออกมาแบ่งปันความรู้สึกที่ได้มาร่วมกิจกรรมวันนี้ ลูกชายหันมาถามว่า แม่จะออกไหม ยิ้มรับและตอบอย่างมั่นใจ "แน่นอนครับ" การสอนให้ลูกล้าแสดงออกที่ดีที่สุด คือ ทำให้ลูกเห็น เป็นให้ลูกดู เขาก็ขอออกไปยืนกับแม่ด้วย แต่ไม่ได้พูดอะไร แค่ยืนเกาะขาให้กำลังใจแค่นั้น555 หากถามว่าแม่ดาวเป็นคนกล้าแสดงออกไหม ก็ไม่กล้า 100% นะคะ นิสัยเดิมสมัยเด็ก ๆ ขี้อายมาก ๆ ค่อยๆ เรียนรู้และพัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ จึงไม่ใจร้อน รอได้ เข้าใจเขา ว่าเราก็เคยเป็นเช่นนี้ อาจจะยิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำ
+++
ถึงกทม. ต้องเดินข้ามสะพานลอยตรง BTS หมอชิต เห็นบันได แล้วก็ยิ้มสู้ จับมือกันและบอกลูกว่า เขาวงพระจันทร์ 3790 ขั้นยังพิชิตกันมาแล้ว บันไดสะพานลอยหมอชิตแค่นี้ สบาย ๆ ใช่ไหมลูก 555 (เพลียหลับมาแทบตลอดทาง งัวเงียสุดฤทธิ์ ขณะนั้น 22.00 น.น่าจะได้) ระหว่างทางเดินบนสะพานลอย เราได้พบคนไร้บ้าน นอนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบตลอดทาง เขาเลือกนอนฝั่งเดียวกันทั้งหมด นอนต่อ ๆ กันไป จึงได้มีเรื่องได้คุยกันอีกเรื่อง เราโชคดีแค่ไหนที่มีที่อยู่อาศัย ที่นอนอย่างปลอดภัย ถึงเรายังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง แต่เราก็มีที่นอนที่แสนสบายกว่านี้หลายเท่านัก
+++
แท็กซี่จุดนี้เรียกยากมาก แต่เป็นจุดที่สว่างมากพอที่เรา 2 คนน่าจะปลอดภัย ลงจากสะพานลอยปุ๊บ...ก็มีคนขับแท็กซี่ คอยเรียกลูกค้า และแนะนำว่าเราควรเดินไปเรียกตรงไหนอย่างไร แท็กซี่คันหนึ่งข้างหน้าเรากำลังจะออกรถ ผู้โดยสารจะไปจุดหมายเดียวกันกับพวกเรา จึงขอเขาว่า ขอไปด้วยอีก 2 คนได้หรือไม่ บนรถหากไม่รวมคนขับก็ 3 คนแล้ว โชคดีที่เขามีน้ำใจให้เราอาศัยร่วมทางไปรถคันเดียวกัน (คนขับต้องไปถามความสมัครใจผู้โดยสาร)
+++
ข้างหน้ามีผู้ชาย 1 คน ข้างหลังเป็นวัยรุ่น 2 คน เพิ่งรู้เมื่อถึงปลายทางว่า ชายข้างหน้า กับวัยรุ่น 2 คนไม่รู้จักกัน แต่อาศัยเดินทางร่วมรถคันเดียวกันเหมือนกับเรา แท็กซี่ขอกดมิเตอร์อีกครั้งเพื่อไปส่งชายที่นั่งหน้า พวกเรา 2 คนแม่ลูก กับเด็กวัยรุ่น 2 คน ลงพร้อมกัน และแม่ดาวอาสาขอจ่ายเงินเองตอบแทนน้ำใจที่เขาให้เราอาศัยนั่งเบียดมาด้วยกัน วัยรุ่น 2 คนแสดงอาการดีใจมากจนแอบตกใจ(ดีใจขนาดนั้นเลย555)
+++
ใกล้ถึงแล้วอีกนิด เดินเข้าซอยอีกหน่อย ขึ้นบันไดอีก 4 ชั้นแค่นั้น หากรวมการขึ้นบันไดวันนี้มากกว่า 3850 ขั้น (ชวนลูกนับขั้นบันไดแต่ละขั้นนับต่อจากเขาวงพระจันทร์ แต่ไม่ได้นับรวมบันไดสะพานลอยตรงBTSหมอชิต)...ในที่สุดก็ถึงบ้าน...เราต้องช่วยกันรื้อกระเป๋าของตัวเอง เอาของที่ต้องทิ้ง ๆ เอาของที่ต้องซัก ใส่ตะกร้า เอาเสื้อผ้าเน่า ๆ ของพวกเราที่เหม็นเหงื่อไปพึ่งลมไว้ก่อน เอาของที่ต้องเข้าตู้เย็นเก็บใส่ตู้ จากนั้นแยกย้าย อาบน้ำ สลบกันตามอัธยาศัย5555
+++
ใครสนใจกิจกรรมดี ๆ กดติดตามไปที่เพจ
"อาสาสมัคร อนุรักษ์สิ่งดีงาม"(Facebook) แม่ดาวนั้นชื่นชมน้องผู้จัดอย่างยิ่ง คนรุ่นใหม่ ที่ไม่เพียงคิดดี แต่เขายังทำดี มากกว่านั้นยังชวนคนอื่น ๆ มาร่วมทำความดี..ดี๊ดีค่ะ ไว้โอกาสหน้าหากมีกิจกรรมที่ไปได้อีกก็จะไปอีกเช่นกัน
+++
ครั้งนี้ร่ายยาว แบบไม่เรียบเรียงด้วยเวลามีจำกัด ต้องขออภัยหากยาวไป นะคะ คือเป็นเรื่องประทับใจที่อยากแบ่งปัน
+++
สุดท้ายขอบคุณภาพสวย ๆ บางภาพจากเพจอาสาสมัคร อนุรักษ์สิ่งดีงาม ที่ช่วยเก็บภาพประทับใจให้

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เลี้ยงลูกแบบแนวคิดบวก



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

สนุกดีจัง..ได้รับทั้ง..อรรถรสและกุศล..ดีๆๆๆเจ้าค่ะ

มีกุหลาบงามๆมาฝากเจ้าค่ะ..