เปรียบเทียบผลกระทบต่อกายภาพทางกล(ศาสตร์)และทางกาย(มโนผัสสะ-ธาติ-อายัตนะ)

เอาอารมณ์หรือความพอใจเป็นที่ตั้ง เอาสบายๆเข้าเป็นหลัก เพราะการดำรงชีวิตเราอาจจะมีความสบาย เพราะในน้ำมีปลาในนามีข้าว และเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร และมีการเลิกทาส เลิกแบ่งชนชั้น และมีปกครองแบบประชาธิปไตยมานาน

เปรียบเทียบผลกระทบต่อกายภาพทางกล(ศาสตร์)และทางกาย(มโนผัสสะ-ธาติ-อายัตนะ)

............แรงกดดัน(Impression) เป็นคำเดียวที่ใช้ได้ทั้ง วัตถุ และ จิตใจ เรียกมโณสำนึก คือความทรงจำที่อาจดีหรือไม่ดี เข้ามากระทบจิตใจด้วยการที่อายัตนะทั้ง 5 ได้แก่ ตาดู หูฟัง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรู้รส กายสัมผัส ทำให้เกิดความกดดัน หรือกระทบอารมณ์ในจิตใจ จนรู้สึก(ไปเอง-มโณสำนึก-จิตใต้สำนึก-ภาวะความกดดันที่เคยได้รับมาในอดีต-ภาพความหลังยังตาตรึงไม่เลือนลา-หากชีวาของเรายังว่ายเวียน)จำติด ภาพติดตา เสียงไพเราะเสนาะโสต กลิ่นติดจมูก ลิ้นรสชาดติดปลายลิ้น เปรี้ยวปากอยากชิม อ่อนนุ่มชวนสัมผัส ล้วนเป็นผัสสะทางกาย เกิดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เข้ากระทบอวัยวะจนเกิดอารมณ์ ปรุงแต่งให้เกิดกิเลส ความอยาก หรือ อารมณ์อื่นๆตามมา เคล้าไปด้วยสุข ทุกข์ และความประมาท หรือหลงภาวะแห่งผัสสะนั้นๆได้

ชาติตะวันตกพัฒนาสินแร่โลหะวิทยาการ

................แต่เดิมผืนแผ่นดินชาติตะวันตกภูมิประเทศมากด้วยสินแร่ จึงพัฒนาเรียนรู้เรื่อง กลศาสตร์วัสดุ โลหะวิทยา จนถึงวันนี้คือเทคโนโลยีนาโน ทำให้เกิดการพิจารณาลักษณะคุณสมบัติวัตถุ ระบบ การออกSpecification เพื่อให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่จะได้ผลลัพธ์สิ่งนั้นมาใช้งานให้ตรงตามต้องการ แต่ทางประเทศตะวันออกแผ่นดินอุดมด้วยพืชพรรณธัญญาหาร

ชาติตะวันออกอุดมด้วยพืชพรรณธัญญาหาร

........เนื่องด้วยภูมิอากาศ ฝนตกมากแดดมาก ก่อให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรมมาก และการดำรงชีวิตเดิมคือทำนา ทำไร่ ทำสวน ผลผลิตตอบสนองปัจจัยพื้นฐานอยู่มาอย่างยั่งยืนด้วยธรรมชาติ ปลูกข้าวกินเอง ปลูกผลไม้ทานเอง ผลผลิตทางการเกษตร เทคโนโลยีเกษตร (ข่าวเกษตรกร รายการโทรทัศน์ที่ผู้เขียนชอบดูตั้งแต่เด็ก) ล้วนเป็นสิ่งพื้นฐานที่คนตะวันออกรวมทั้งคนไทย มีภูมิปัญญาสั่งสมมานาน พัฒนาสูตรปุ๋ยเคมีและวกกลับมาพัฒนาปุ๋ยสูตรชีวภาพ เทคโนโลยีการเกษตรถูกจัดให้มีการเรียนการสอน นักศึกษาจบใหม่หวนกลับไปพัฒนาไร่พัฒนาสวน ระบบเครื่องจักรกลสนองอุตสาหกรรมเกษตร ถูกเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมภายในครัวเรือน ภายในชุมชน และระหว่างชุมชน ลดการขนส่งที่ต้องพึ่งพาตัวแปรที่ทำให้สิ้นเปลือง ล้วนก่อให้คุณภาพความเป็นอยู่ที่ดีมากกว่าเก่าที่สำคัญคือยั่งยืนกว่า เพราะไม่มีวันหมดไปอย่างง่ายๆหากจำกัดการส่งออกเน้นความต้องการในชุมชนเป็นหลัก


.........ด้วยความที่เป็นประเทศที่ราบลุ่มแม่น้ำติดทะเล จึงเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชพันธ์เกษตรและประมง ประเด็นอยู่ที่หากเน้นส่งออกมากคนในชาติก็แย่ เน้นการขายมาก ชาวบ้านก็แย่ คือต้องช่วยคนไทยด้วยกันก่อน แรกๆก็เหมือนจะสร้างอาชีพ แต่การแข่งขันก็เป็นการตลาด การตลาดเมื่อผลผลิตมากเข้าย่อมมีความผันผวนทางเศรษฐศาสตร์มากตาม เพราะปีไหนฝนมากแดดมากก็ผลิตได้มากขายได้ราคาต่ำ แบบนี้ไม่ยั่งยืน ทุกวันนี้จึงต้องรักษาความยั่งยืนของการดำรงชีวิตด้วยสภาพแวดล้อมใกล้ๆตนพื้นที่ของตนเอาไว้ให้นานที่สุด สู่วิถีไทยดั้งเดิม ปลูกพอกินพออยู่เหลือเจือจานรอบข้างบ้าง หากเศรษฐกิจชุมชนเล็กๆอยู่ได้ ครอบครัวก็กินดีอยู่ดีได้เช่นกันเอาการพัฒนากลับเข้ามาหาชุมชนเรา หมู่บ้านเรา ครอบครัวเราก่อนที่จะส่งไปที่อื่น ทำให้เกิดระบบพ่อค้าคนกลาง เจ้าของโรงสี หรืออุตสากรรมส่งออก โลจิสติกส์ อันนั้นคือเหลือจากความพอ


.........แต่เราก็ต้องมีบริโภคพอก่อนอื่นด้วย คือจะต้องไม่ได้ยินว่า ของดีๆส่งออก คนไทยได้บริโภคอุปโภคแต่สินค้าเกรดรองแบบนี้ใช้ไม่ได้ ไม่เพียงพอ แต่ต้องรู้จักพอ(เพียง) แบบนี้ยั่งยืนด้วยปัจจัยพื้นฐาน รับรู้ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐศาสตร์ ไม่หลงไม่ฟุ้งเฟ้อ คือความยั่งยืนและพัฒนาการต่อเนื่อง พัฒนาชุมชนให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ตามรอยเท้าพ่อ เช่น โครงการพระราชดำริชั่งหัวมันนั่นเอง

การออกแบบสิ่งต่างๆต้องเลือกที่จะเน้นการออกแบบให้มีเสถียรภาพดีหรือเน้นที่ความสามารถในการควบคุมได้ง่าย

......การออกแบบผลิตสิ่งๆต่างๆของชาติตะวันตกนั้น สิ่งต่างๆที่ออกแบบจะคำนึงถึงการใช้งานให้เหมาะกับความต้องการเป็นหลัก โดยต้องเลือกที่จะจะเน้นการออกแบบให้มีเสถียรภาพดี(Stabilities)เป็นหลัก หรือเน้นที่ความสามารถในการควบคุมได้ง่าย(Controlabilities)เป็นหลัก


1. ออกแบบให้มีเสถียรภาพดี (Stabilities)

......ความหนักแน่น ไม่วอกแวก มีดุลย์ภาพ กลับมาสมดุลย์ได้ง่าย ด้วยการออกแบบโครงสร้างให้ที่สมดุลย์ เปลี่ยนทิศทางทันทียาก ดำรงเสถียรภาพดี

2.ออกแบบให้มีการควบคุมที่ดี (Controlability)
.......ความคล่องแคล่ว ออกจากจุดสมดุลย์ได้รวดเร็ว ทำท่าทางได้ง่าย ไม่ฝืนแรง เปลี่ยนทิศทางได้รวดเร็วฉับไว การควบคุมฉับไวดี แอโรบิค แอโรเบติกส์ Erastics

3.ออกแบบให้ทั้งการควบคุมและสมดุลย์ดี หรือในทางกลับกันคือ ทั้งสองอย่างทำได้ไม่ดีที่สุดทั้งคู่ แต่นั่นก็คือ ผู้ใช้จะต้องเลือกชนิด ให้เหมาะสมกับการใช้งาน


ต่างชาติเขาพิจารณาวัตถุธาตุ

.......จากเนื้อวัสดุที่เขาจะเอามาออกทำสิ่งของเครื่องใช้ โดยเรียนรู้เรื่องธาตุ องค์ประกอบ โมเลกุล คุณลักษณะโครงสร้างทางเคมี โครงสร้างคุณสมบัติธาตุทางฟิสิกข์ การดำรงชีวิตวัฏจักรการดำรงอยู่ในวิชาชีวะ หากแต่ทางตะวันออกนั้น ด้วยกรุุ๊ปเลือดโอ เอาอารมณ์เป็นที่ตั้งและความที่เป็นเขต ร้อน ชื้น ไม่ใช่หนาวแห้งเหมือนทางประเทศตะวันตก จึงมีความหลากหลายทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต รวมถึงเชื้อโรคขนาดเล็กๆ ก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี จึงมีโอกาสที่จะพิสูจน์ทดลองได้หลากหลายตัวแปรมากกว่า ตลอดจนภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ ความสมบูรณ์ด้านชีวะวิทยาก่อให้เกิดพันธ์ปลาที่มีความหลากหลายทางพันธุกรรม มากอันดับหนึ่งของโลก .....


ศาสนาพุทธและวิถีไทย...เน้นพิจารณาตนและความจำเป็นในการดำรงชีพพื้นฐาน

..........ของมนุษย์คือปัจจัย 4 อาหาร พืชพันธ์ เราสมบูรณ์ ศาสนาเราสอนให้เสียสละ กินเพื่ออยู่ เราดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอด รักษากายให้แข็งแรงเพื่อศึกษาธรรมและตัดกิเลสเพื่อเข้านิพพานเป็นเป้าหมาย เศรษฐศาสตร์ชุมชน วิถีชาวบ้าน เษตรกรรม เราจึงต้องพึ่งพาตนเองให้ได้ เป็นที่มาของการพิจารณาธรรมชาติ พิจารณาพืช ปุ๋ย และการดำรงชีวิตของพืชและสัตว์ เพื่อปัจจัย 4 เท่านั้น จึงเข้าได้กับหลักการ พอเพียง และ ความเป็นกลาง


.........เมื่อพิจารณาความเป็นกลาง ทั้งในแง่เศรษฐกิจ คุณภาพความเป็นอยู่ และการไม่มากไปไม่น้อยไป มากก็เจือจาน รู้จักบำเพ็ญทานด้วยการให้คนไม่มี การมีและเก็บมากก็เสมือนนิทาน เรื่องหนึ่งความว่า มีพระราชาอยู่องค์หนึ่งเก็บแอ็ปเปิ้ลดีดีไว้มากจนล้นพระคลัง จนต้องทยอยกินแต่แอปเปิ้ลที่กำลังใกล้เน่าในทุกๆวัน ไม่เคยได้กินแอปเปิ้ลรสชาดดีๆเลย เพราะผลไม้จำนวนมากที่เก็บ เกิดการเน่าในทุกๆวันๆละมากๆ แบบนี้พระพุทธเจ้าตลอดจนพ่อหลวงของไทยเราชี้แนะคำสอนให้เดินสายกลาง หรืออยู่อย่างพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง

ความเป็นอยู่เรียบง่าย อยู่แบบสบายๆวิถีชุมชนไทย เป็นเหตุทำให้ผล คือพฤติกรรมที่ ใจถูกกำหนดให้อารมณ์หรือความพอใจเป็นที่ตั้ง(ทำอะไรตามใจคือไทยแท้)

........เหตุที่คนเรา ต้องรับรู้สิ่งที่มากระทบ โดยตั้งสติพิจารณาให้ทันความรู้สึก กำกับสติกำหนดรู้แทนอารมณ์ที่เกิดช่วงระยะสั้นๆในตอนแรก และติดตามการกำหนดจิต ที่แอบคิดเรื่องโน่นนี่นั่นตลอดเวลา ด้วยการฝึกกำหนดสติ กำหนดลมหายใจ กำหนดรู้จับที่อารมณ์ แต่จะรู้เหตุที่มากระทบให้ชัด ต้องฝึกกำหนดสติบ่อยๆ คือต้องรู้ก่อนถึงจะ มีสติพอที่จะระลึกนึกจำได้ว่า แบบนี้เจอมาแล้ว แบบนี้แหละที่ทำให้ใจเราว๊อกแว๊ก ใจฟุ้งซ่าน ซ่านคือมันฟุ้งไปทั่ว กระจายไป ไม่มีสติอยู่ที่จุดๆเดียว บางที่ก็นับลูกประคำฝึกผัสสะที่มือที่การขยับนิ้ว หลับตาเพื่อปิดผัสสะตา ซึ่งจะทำให้ความรู้สึกที่นิ้วมือชัดขึ้นได้อีก บางที่ก็ให้ นั่งสมาธิวิปัสนาฝึกให้ตั้งสติคิดตามกระบวนการหายใจ คือพิจารณาการเคลื่อนไหวของท้องของกายตนเอง ลมเคลื่อนไหวก็จับที่จมูก ท้องยุบพองก็จับอาการที่ท้อง แล้วกำหนดให้ระลึกอยู่ตรงนั้น เห็นทีจะเข้าวิปัสสนากรรมฐานได้ง่ายกว่า คือให้มองการเปลี่ยนแปลงในตัวเราเอง หรือ อาปาณะสติ ก็คือ พิจารณาให้วิญญาณผูกติดอยู่กับกายตนเอง ไม่เหม่อลอย วิญญาณไปที่อื่น หรือ กายคตาสติ ก่อนการพิจารณารับรู้ เวทนาที่เข้ามากระทบ หรือเปลี่ยนแปลงของสิ่งอื่นๆ นอกกาย


.......สิ่งอื่นๆ ล้วนสามารถปรุงแต่ง สร้าง จัดทำ ดำเนินการได้ถ้ามีเหตุปัจจัย หรือเครื่องอำนวย เครื่องปรุง เครื่องมือ แต่ใจเราเองนี่แหละที่ เรามักไปปรุงแต่งจนเกินความพอดี (เดินสายกลาง เศรษฐกิจพอเพียง) เกินปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพ เป็นความหลง รส หลงรูปร่าง หลงตัว หลงตน ใครว่าตนไม่ได้ แต่ตนว่าคนอื่นเรื่องเล็กน้อย คือเป็นแบบ เอาอารมณ์ตนมาก่อน การริดรอนสิทธิประโยชน์คนอื่น เห็นว่าน้อย คือ เอาอารมณ์หรือความพอใจเป็นที่ตั้ง เอาสบายๆเข้าเป็นหลัก เพราะการดำรงชีวิตเราอาจจะมีความสบาย เพราะในน้ำมีปลาในนามีข้าว และเราไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร และมีการเลิกทาส เลิกแบ่งชนชั้น และมีปกครองแบบประชาธิปไตยมานาน เป็นที่ตั้งอยู่แล้วก็เป็นไปได้ ทั้งนั้น

......ลองเปรียบเทียบแบบแผนหรือกระบวนการวิธีคิดทางธรรม โดยแทนที่จะพิจารณาลักษณะคุณสมบัติของวัตถุใดๆ แต่ลองกลับมาเป็นพิจารณาตัวเรา ความรู้สึก และการตอบสนองต่อแรงกระทำหรือผัสสะทางกายกันดูนะครับ


1. การออกแบบให้มีเสถียรภาพดี (Stabilities)

......เทียบกับจิตใจ วิธีคิด พฤติกรรม ก็คือ ความหนักแน่น ซื่อตรง ซื่อสัตย์ เสมอต้นเสมอปลาย เชื่อมั่นว่าการปฏิบัติสั่งสมกรรมดี จะทำให้เจริญจิตใจมีคุณธรรมสูง จนเกิดความละอายใจต่อการทำบาป วิธีคิดไม่ดีปรากฏไม่นาน กุศลธรรมก็เกิดขึ้นแทน ด้วยสติระลึกรู้ ว่าสิ่งใดควรไม่ควร คือ ดำรงเสถียรภาพทางใจดี

2.ออกแบบให้มีการควบคุมที่ดี (Controlabilities)

......เป็นคนกระตือรือล้น ด้วยองค์ความรู้ที่รู้ถูก รู้ลึก รู้อย่างถ่องแท้มา ด้วยว่ายามศึกษาก็ศึกษาด้วยความตั้งใจ มีเป้าหมายชัดเจน มีเป้าหมายหวังดี มีเป้าหมายสร้่างกุศลธรรม แบบนี้เกิดปัญญาฉลาด พอฉลาดก็คิดอะไรเร็ว คิดกระบวนการก็ละเอียดรอบคอบสมบูรณ์ พอครบถ้วนสมบูรณ์คือไม่ประมาท แถมยังมีแผนรองรับการปฏิบัติเรื่องต่างๆไว้อย่างครบถ้วน (ตัวแปรในการปรับสมดุลย์ความคิดต่อสภาพแวดล้อม-บริบทที่ยั่งยืน-บริหารการเปลี่ยนแปลง)แบบนี้คิดอ่านทำอะไรก็สำเร็จได้อย่างไม่ต้องใช้เวลามากนัก แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทันเหตุการณ์นั่นเอง เรียกว่า ปัญญารู้ถูก หรือภูมิปัญญาปราชญ์เปรื่อง คำว่าปราดเปรื่องประเด็นคือปฏิภาน เกิดเชาว์ไวไหวพริบ ก่อให้เกิดผลสำเร็จต่างกันที่คิดเร็วคิดถูกทำเร็วเสร็จก่อน ฉนั้นฉลาดรู้ต้องฝึกนำมาใช้ให้คล่อง เกิดไหวพริบจนเกิดปัญญาตามกันมา ระวังเรืองเดียวคือ รู้ไม่จริงแล้วหลงว่ารู้จริงแล้วขยัน(กล่อง2)

3. ออกแบบให้ทั้งการควบคุมและสมดุลย์ดี


......หรือในทางกลับกันคือ ทั้งสองอย่างทำได้ไม่ดีที่สุดทั้งคู่ นั่นคือ สติ + ปัญญา นั่นเอง สติเกิดก่อนแล้วปัญญาคือวิธีการแก้ปัญหาตัดสินใจที่ถูกต้องด้วยข้อมูลที่มีคุณภาพ และประสบการณ์ที่ได้ เรียนรู้ ทดลอง ทำ จนรู้เรื่องนั้นเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ ทำเองเห็นผลเอง รู้ชัดแจ้ง วิพากย์เหตุผลลัพธ์กลับไปกลับมาได้อย่างไม่สับสน จนเกิดความชำนาญ ฉลาดรู้ เชาว์ไวไหวพริบ เกิดปฏิภาณ คิดพิจารณาการปฏิบัติภายนอก ด้วยอารมณ์ภายใน พอปฏิบัติมากๆเข้าเป็น ความชำนาญ(ระวังความชำนาญ ที่รู้มาผิด ทดลองมาผิด ด่วนสรุปผลการทดลองที่ยังไม่แน่ใจ) นำความชำนาญมาสอนให้ผู้ที่ไม่ชำนาญจนเกิดเป็นความชำนาญมากๆเข้า ตอบคำถาม ปุฉาวิปัสนา ศึกษามลิทปัญหา สามารถตอบได้เข้าใจแจ่มแจ้งตั้งแต่ต้นจนจบ เรียกได้ว่าชำนาญการพิเศษ

..............................


......พอพัฒนาจนสามารถให้ทุกกลุ่มเป้าหมายเข้าใจได้ ตั้งแต่ต้นจนจบโดยใช้เวลาไม่มาก เข้าจนเชี่ยวชาญ เรียกได้ว่าผู้เชี่ยวชาญ พอเชี่ยวชาญมากๆเข้าเขียนตำราสามารถเชื่อมศาสตร์ด้วยการพิจารณาธรรมชาติ ความเชื่อมโยงของกลไกเศรษฐศาสตร์ สามารถแก้ไขโดยรู้เหตุแห่งปัญหาในกระบวนการทางยุทธศาสตร์มุ่งความสำเร็จ ด้วยการบริหารเป้าหมายด้วยกลไกที่สามารถทำให้เกิดความเจริญเติบโตของผลลัพธ์อย่างยั่งยืนได้ เกิดการพึ่งพาพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ทั้งในสายงานและข้ามสายงานบูรณาการมุ่งผลสัมฤทธิ์ เป็นการเรียนรู้ วิจัย พัฒนางานที่ปฏิบัติอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง เกิดพฤติกรรมการรับผิดชอบในหน้าที่ตน ด้วยหลักอิทธิบาท 4 เรียกได้ว่าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทางปัญญา.

.................................


.......ผู้บริหารระดับสูงจึงมีหลักการปฏิบัติงานในด้านการบริหารความเสี่ยงและหากเป็นองค์กรกำกับดูแลตรวจสอบก็ต้องสามารถที่จะบริหารรักษาระดับความปลอดภัย เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันตามสิทธิทางรัฐธรรมนูญที่ประชาชนพึงได้รับจากภาครัฐเป็นความสำคัญลำดับแรก


.........ความสามารถในการบริหารความเปลี่ยนแปลง หรือบริหารความเสี่ยง บริหารระดับความปลอดภัย จะสามารถทำได้ประเด็นหลักคือต้องรู้จุดยืน Positioning หรือ Key Sucess Factor หรือ KPI Key Performannce Indicator ตัวชี้วัดความสำเร็จ ระดับความเสี่ยงในปัจจุบันก่อน หากพิจารณา ตัวแปรต่างๆที่มีผลกระทบ กุญแจไขประตูสู่ความสำเร็จ ความสำเร็จในการบริหารเป้าหมาย ก็เสมือนได้ทราบถึง การที่สิ่งใดๆ ได้รับแรงกระทำในหลากหลายรูปแบบ ความสามารถในการรองรับแรงจากภายนอกนั้น สามารถทนทาน หรือยืดหยุ่น หรือแตกหักได้แค่ไหน นั่นเอง ถึงจะสามารถพิจารณาออกแบบกลไกอะไรใหม่ๆ ทำตอนไหน หรือแผนบริหารจัดการต่อไปได้


สรุป

............อาปาณาณุสติ สติระลึกรู้ : ปัญญาทางโลกุตระ หรือโลกุตระปัญญา ถ้าทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การรู้คุณสมบัติเชิงกล (Mechanical Properties) ก็คือ พฤติกรรมอย่างหนึ่งของวัสดุ ที่สามารถแสดงออกมาเมื่อมีแรงจากภายนอกมากระทำImpression ซึ่งตรงกับคำว่า ผัสสะ ความกดดันในใจ ใจช้ำ ใจฝ่อ ใจใหญ่ ใจเบาสบาย คำว่าใจนี้ ในภาษาไทยมีมากมายที่ พยายามบรรยาย ความรู้สึก สติระลึกรู้ หรืออาณาปานุสติ อย่างหลากหลาย เช่น ขวัญหนีดีฝ่อ ขวัญ คือสติกำหนดรู้เวทนานั่นเอง ขวัญเอยขวัญมา คือ การเยียวยา ให้ใจเย็นๆให้สติความระลึกรู้ตนกลับมา จะกลับมาด้วยการปลอบใจ การช่วยปลอบใจ ก็คือ การแสดงให้รู้ถึงสาเหตุแห่งทุกข์ ให้รู้หลักความไม่เที่ยง ความเสื่อม หรือหลักอิทิปปัจยตา

..........สิ่งใดเกิดๆจากมูลเหตุอีกสิ่งหนึ่ง ความเข้าใจผิดกันเกิดบ่อย เพราะภาษาไทยมันดิ้นได้ พอนำไปใช้ในอีกที่หนึ่งอาจจะใช้ไม่ได้ เพราะวัตุประสงค์และบริบทที่ต่างกันไป ต้องหมั่นพิจารณาให้รู้เหตุแห่งทุกข์ จนรู้แจ้งเห็นจริง สติหรือวิธีคิดถูก ผิดเป็นครู ล้มแล้วลุก พร้อมเดิน เพียรพยายามทำหน้าที่ตน ต่อด้วยความอดทนที่มากขึ้นกว่าเดิม แต่มีปัญญาเห็นถูกมากกว่าเดิม ใจก็เป็นสุข จิตใจว่าง ว่างคือไม่มีอะไรกังวล ใจจึงรู้สึกแผ้วผ่องใส ใจกลับมานิ่ง สงบ สุข (ใจจะสุขเมื่อใจสงบ คือ ไม่มีกังวล เคลือบแคลงสงสัย อะไรต่างๆ)

  1. ความเค้น (Stress)........ : ความตั้งมั่น ความอดทน ต่อสิ่งเร้า
    เป็นลักษณะของแรงต้านที่อยู่ภายในของโลหะ ที่มีความพยายามในการต้านทานต่อแรงภายนอก ที่มากระทำต่อวัสดุนั้นๆ โดยแบ่งชนิดของความเค้นได้เป็นดังนี้ คือ
    1. Tensile Stress หมายถึง ความเค้นแรงดึงที่เกิดจาก Tensile Force ที่มากระทำต่อชิ้นงาน............. : ........อารมณ์ผัสสะ กล้ามเนื้อตาตึง ตาถมึง โกรธ
    2. Compressive Stress หมายถึงความเค้นแรงกด หรือ ความเค้นแรงอัด............. : ...........หายใจไม่ออก อึดอัด ลมหายใจสั้น โกรธ
    3. Shear Stress หมายถึงความเค้นแรงเฉือน เป็นความเค้นที่เกิดจาก Shear Force......... : .........กดดันเล็กๆน้อยๆ สะสมเป็นความเครีด จนเกิดความล้า
    4. Bending Stress หมายถึงความเค้นแรงดัด เป็นความเค้นที่เกิดขึ้นต่อเมื่อชิ้นงานนั้นๆได้รับแรงดัด........ : ..........พยายามข่มใจให้ลืม แต่ไม่ลืม ปลายประสาทรู้สึกเหมือนเป็นจุดอ่อนเดิม ที่ปลายประสาทการรับขาดอยู่บนผิวกาย เช่น แผลตอนปลูกฝี แผลผ่าตัด รอยแผลเก่าที่เคยบอบช้าของร่างกายตนเอง เป็นจุดอ่อนความกลัวของจิตใจในสำนึกจิต ต้องบำบัดเยียวยาด้วยการกำหนดอาปาณะสติ สะกดจิตให้กลับไปทำความเข้าใจใหม่โดยค่อยๆระลึก นึกขั้นตอนที่ทำให้เกิดความผิดพลาดนั้น ทำความเข้าใจเหตุผลที่ทำให้พลาดในกระบวนการเกิดนั้นๆ พิจารณามรรคมีองค์ 8
    5. Torsion Stress หมายถึงความเค้นแรงบิด เป็นความเค้นที่เกิดจาก Torque กระทำตอชิ้นงานนั้นๆ............ : ..........กำหนัด คือการหลงไปคิดว่าสุขสบายได้ตลอดเวลา สุขสบายไม่มีวันหมด จริงๆแล้วเมื่อเกิดก็ดับ มีลาภย่อมเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ เมื่อมีสุขก็มีทุกข์ เมื่อมีสรรเสริญก็มีนินทา เป็นของคู่กัน
  2. ความเครียด (Stain)........ : ........ความกดดันสะสม ความจำในจิตสำนึก ความกลัวไม่เข้าใจเหตุอย่างถ่องแท้ในจิตสำนึก มีปัญหาแต่ไม่รู้เหตุแห่งปัญหา ไม่มีที่ปรึกษา ไม่เยียวยาด้วยจิตแพทย์ ไม่รู้ว่าหน้าที่หลักของจิตแพทย์คือการแนะนำวิธีคิดในเรื่องต่างๆ เหมือนครูแนะแนว เสือนการเรียนรู้ในเรื่องการดำรงชีพในวิชาลูกเสือเนตรนารี การประกอบอาหารกางเต๊นท์การป้องกันสัตว์ดุร้าย วิชาการเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดในป่า ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่ต้องเยียวยา เป็นเรื่องของคนปกติทุกคนที่ต้องได้รับการบริการในลักษณะนี้ เมื่อเกิดความเครียดสะสม ซึ่งเป็นสาหตุหนึ่ง ที่ก่อให้เกิดภาวะอันตรายได้ ต้องทำความเข้าใจสิ่งที่กระทบให้รู้อย่างถ่องแท้และรู้ถึงวิธีเผชิญเหตุวิธีเลี่ยงเหตุวิธีป้องกันและวิธีแก้ไขหลายๆทางออก ก็เป็นเรื่องปกติที่ชาติตะวันตกเขาต้องจัดให้่มี

หากเกิดความเครียดที่ปรากฏภายใต้แรงที่มากระทำต่อเนื้อของวัสดุ จนวัสดุเกิดรับแรงนั้นใว้ไม่ใหว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างไปในทิศทางของแรงที่มากระทำ เช่น


เกิดการยืดตัวออก (Elongation)……….. : ………… เสมือนว่า กระกระทำที่ต่อต้านกฏเกณฑ์ เพราะเหตุที่ผ่านมาไม่เข้าใจปัญหา สะสมไว้จนคิดว่า กฎเกณฑ์ทุกอย่างที่ตั้งขึ้นมานั้น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทำตาม เพราะเหตุที่เคยประสบมาก็ยังไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจเหตุผล กับใจตนเองเลย หรือ


หดตัวเข้า (Contraction) ………. : ……….ดื้อเงียบ คือเหตุที่เคยประสบมา ไม่เห็นจะปรึกษาใครได้ อยู่เฉยๆคิดมากจนเมื่อ มาเจอกับกฎระเบียบ ทำให้ เกิดความกลัวจะทำผิด กลัวจนไม่มั่นใจที่จะทำดีหรือไม่ทำดี สักพักจิตใต้สำนึกก็คอยจะเร้าให้ไม่ต้องทำ ทำเฉยๆ เพราะเคยเฉยๆก็ผ่านมาได้เอง เวลาจะเป็นเครื่องเยียวยาเอง แต่ลืมไปว่า เวลามิได้เยียวยา เพียงแต่ทำให้จิตใจ ไม่มีเวลาไปนั่งคิดเรื่องที่เคยคิดไม่ตกในอดีต ไม่รู้ว่าสิ่งที่เป็นปมประเด็นปัญหาในอดีต ที่ยังไม่ถูกคลี่คายออกนั้น ต้องฝึกอาปาณาณุสติ ให้ใช้มรรค 8 เข้าไปหาเหตุ และ หาวิธีป้องกัน ให้เกิดความรู้อย่างถ่องแท้ และสามารถจินตาการจากการทดลองปฏิบัติ ทดลองฝึกการควบคุมสิติ ให้เห็นเป็นภาพ การกระทำ พอเป็นภาพการกระทำแล้ว จะเข้าใจเป็นภาพการปฏิบัติเข้าไปจดจำใน long term memories เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ จะสามารถทำได้ถูกต้อง รวดเร็ว และครบถ้วนสมบูรณ์แบบ นี่เป็นสาเหตุว่าทำไม คนที่ไม่ได้เยียวยาเรื่องแบบนี้ จึงขี้ระแวง ขี้กลัว ไม่มั่นใจที่จะเรียนรู้ ทดลอง ทำ จนสำเร็จได้เลย ปล่อยนานไปเห็นทีจะเกิดสมาธิสั้น หรือสมาธิไม่แข็งแรงพอที่จะตั้งใจมั่นทำอะไรให้ลุล่วงไปต่อได้นั่นเอง เสมือนไม่เคยออกกำลังกาย พอเหนื่อยนิดหน่อยก็หยุด ไม่ทันได้เหงื่อก็หยุดเสียแบบนี้ ร่างกายก็ไม่เกิดความแข็งแรงทนทานได้เสียที

ชนิดของความเครียด

  1. Tensile Stain หมายถึง ความเครียดแรงดึงที่เกิดจาก Tensile Force ที่มากระทำต่อชิ้นงาน
  2. Compressive Stain หมายถึงความเครียดแรงกด หรือ ความเครียดแรงอัด
  3. Shear Stain หมายถึงความเครียดแรงเฉือน เป็นความเครียดที่เกิดจาก Shear Force

ความยืดหยุ่น (Flexible) ความยืดหยุ่นก็คือการที่มีแรงจากภายนอกมากระทำจนเกิดการปลี่ยนแปลง รูปร่างอย่างชั่วคราว (Elastic Deformation) และเมื่อเราปล่อยแรงกระทำนั้นออก ก็จะสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้เอง

ความอ่อนตัว (Ductilily)เป็นสมบัติเชิงกลอย่างหนึ่งของวัสดุที่รับแรงกดหรือแรงอัด แล้วเกิดเปลี่ยนรูปร่างอย่างถาวร (Elastic Deformation)

ความเปราะ (ฺBrittleness)เป็นสมบัติเชิงกลอย่างหนึ่งของวัสดุที่รับแรงเพียงเล็กน้อย แล้วเกิดการขาดออกจากกัน

ความเหนียว (ฺToughness) เป็นสมบัติของวัสดุที่สามารถยืดตัวออกไปได้อย่างถาวร หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่าง ถาวร

ความแข็งแรง (ฺStrength)หมายถึงความแข็งแรงดึงสูงสุด (Ultimate Tensile Strength)Breaking Point เป็นจุดความแข็งแรงที่จุดแตกหักนั่นเอง

ความแข็งแกร่ง (ฺStiffness)หมายถึงสมบัติของวัสดุที่แสดงความสามารถในการต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงรูป ร่าง ค่าความแกร่งจะเปลี่ยนแปลงไป ตามค่าของ Modulus of Elastic และค่า Rigdity

พลาสติกซิตี (ฺPlasticity)หมายถึงสมบัติของวัสดุที่สามารถในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้โดยที่มิได้เกิด ขาดหรือแตกหัก

ความล้า (ฺFatique)หมายถึงแรงที่กระทำต่อวัสดุเป็นจังหวะๆหรือซ้ำๆจนวัสดุนั้นเกิดการเปราะและแตกหักในภายหลัง : ภาวะความกดดัน เครียดสะสม Stress

การคืบ (ฺCreep)หมายถึงการเกิดความเครียดอย่างถาวร (Permanent Set) อย่างช้าๆภายในเนื้อของวัสดุที่ต้อง รับแรงทางกลเป็นเวลาตอเนื่องเนิ่นนานและอุณหภูมิสูงๆ จนกระทั่งเนื้อของวัสดุนั้นๆเกิดการเคลื่อนตัว ของอะตอม ภายในเนื้อของวัสดุจนกระทั่งเกิดการขาดจากกันไปในที่สุด

ฮิสเตอริซิสทางกลหมายถึงพลังงานที่ถูกสะสมอยู่ภายในเนื้อของวัสดุ อันเป็นสาเหตุมาจากวัสดุนั้นๆปล่อยพลังงาน ที่รับใว้กลับออกมาไม่หมด จึงเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ( Thermal Energy) ออกมาแทน

..................................................................................................................

ต้นฉบับ อ้างอิง ที่มา : สวทช.

https://www.mtec.or.th/mcu/phml/index.php/th/2014-...

.......................................................................................................................

ด้านคุณสมบัติเชิงกล หรือ เมื่อวัสดุนั้นๆได้รับแรงกระทำในหลากหลายรูปแบบ นั้นความสามารถในการรองรับแรงจากภายนอกนั้น สามารถทนทาน หรือยืดหยุ่น หรือแตกหักได้แค่ไหน นั่นเองครับ

สมบัติเชิงกลของวัสดุ

สมบัติเชิงกลคืออะไร
คุณสมบัติเชิงกล (Mechanical Properties) ก็คือ พฤติกรรมอย่างหนึ่งของวัสดุ ที่สามารถแสดงออกมาเมื่อมีแรงจากภายนอกมากระทำ

  1. ความเค้น (Stress)
    เป็นลักษณะของแรงต้านที่อยู่ภายในของโลหะ ที่มีความพยายามในการต้านทานต่อแรงภายนอก ที่มากระทำต่อวัสดุนั้นๆ โดยแบ่งชนิดของความเค้นได้เป็นดังนี้ คือ
    1. Tensile Stress หมายถึง ความเค้นแรงดึงที่เกิดจาก Tensile Force ที่มากระทำต่อชิ้นงาน
    2. Compressive Stress หมายถึงความเค้นแรงกด หรือ ความเค้นแรงอัด
    3. Shear Stress หมายถึงความเค้นแรงเฉือน เป็นความเค้นที่เกิดจาก Shear Force
    4. Bending Stress หมายถึงความเค้นแรงดัด เป็นความเค้นที่เกิดขึ้นต่อเมื่อชิ้นงานนั้นๆได้รับแรงดัด
    5. Torsion Stress หมายถึงความเค้นแรงบิด เป็นความเค้นที่เกิดจาก Torque กระทำตอชิ้นงานนั้นๆ
  2. ความเครียด (Stain)
    เป็นความเครียดที่ปรากฏภายใต้แรงที่มากระทำต่อเนื้อของวัสดุ จนวัสดุเกิดรับแรงนั้นใว้ไม่ใหว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างไปในทิศทางของแรงที่มากระทำ เช่น เกิดการยืดตัวออก (Elongation) หรือหดตัวเข้า (Contraction)โดยแบ่งชนิดของความเครียดได้เป็นดังนี้ คือ
    1. Tensile Stain หมายถึง ความเครียดแรงดึงที่เกิดจาก Tensile Force ที่มากระทำต่อชิ้นงาน
    2. Compressive Stain หมายถึงความเครียดแรงกด หรือ ความเครียดแรงอัด
    3. Shear Stain หมายถึงความเครียดแรงเฉือน เป็นความเครียดที่เกิดจาก Shear Force
  3. ความยืดหยุ่น (Flexible)
    ความยืดหยุ่นก็คือการที่มีแรงจากภายนอกมากระทำจนเกิดการปลี่ยนแปลง รูปร่างอย่างชั่วคราว (Elastic Deformation) และเมื่อเราปล่อยแรงกระทำนั้นออก ก็จะสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้เอง คุณบัติจะคล้ายๆกับการเป็นสปริงนั่นเอง

ความอ่อนตัว (Ductilily)
เป็นสมบัติเชิงกลอย่างหนึ่งของวัสดุที่รับแรงกดหรือแรงอัด แล้วเกิดเปลี่ยนรูปร่างอย่างถาวร (Elastic Deformation) โดยเฉพาะอาจเกิดการอ่อนตัว ตีแผ่ให้ป็นแผ่นบางได้ดี ตัวอย่างเช่น ทองคำ : เส้นใย Carbonfiber ที่นำมาถักทอ(สาน) ทำให้คาร์บอนที่แข็งอ่อนตัวเนื่องจากโรงสร้างที่สานเป็นแผ่น , อลูมิเนียมให้บางได้ง่ายกว่าเพราะมีเนื้อวัสดุที่อ่อน ออกแบบให้บางได้ แต่อ่อนตัวมากกว่าเหล็ก หากแรงที่มากระทำต่อเนื้อของวัสดุ จนวัสดุเกิดรับแรงนั้นใว้ไม่ใหว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปร่างจนไม่สมดุลย์ไป ชิ้นส่วนที่ต้องรับแรงมากจึงต้องหนา เมื่อหนาความยืดหยุ่นก็น้อยตาม ทำให้ซึมซับแรงได้ไม่ดี(ไม่Flexible) (คาร์บอนไฟเบอร์มีความFlexibleมากกว่าอลูฯ)


ความเปราะ (ฺBrittleness)
เป็นสมบัติเชิงกลอย่างหนึ่งของวัสดุที่รับแรงเพียงเล็กน้อย แล้วเกิดการขาดออกจากกัน เช่น เหล็กหล่อ แก้ว เป็นต้น โดยจะคิดจากค่า 5% ของความเครียดเป็นหลัก กล่าวคือวัสดุใดๆก็ตามที่เกิด การแตกหักก่อนค่า 5% ของความเครียดวัสดุนั้นก็จะมีความเปราะมากนั่นเอง : Carbon แข็งแต่เปราะ


ความเหนียว (ฺToughness)
เป็นสมบัติของวัสดุที่สามารถยืดตัวออกไปได้อย่างถาวร หรือเป็นการเปลี่ยแปลงรูปร่างอย่าง ถาวร ซึ่งจะคิดจากค่า 5% ของความเครียดเป็นหลักเช่นกัน : เพื่อความเหนียวโดยการนำ Fiber+โครงถักเส้นใยCarbon ทำให้ความแข็งของcarbon สามารถอ่อนตัวเนื่องจากสาน และขาดออกจากกันยากเพราะเส้นใยไฟเบอร์ที่เหนียวห่อไว้


ความแข็งแรง (ฺStrength)
หมายถึงความแข็งแรงดึงสูงสุด (Ultimate Tensile Strength) ความแข็งแรงกดหรือแรงอัด สูงสุด (Ultimate Compressive Strength) ซึ่งเราสามารถจะสังเกตุได้จาก Stress-Stain Curve ซึ่งตรงจุดแตกหัก(Breaking Point) นั้นเราจะเรียกกันว่า เป็นจุดความแข็งแรงที่จุดแตกหักนั่นเอง : กระบวนการชุบแข็ง Forged


ความแข็งแกร่ง (ฺStiffness)
หมายถึงสมบัติของวัสดุที่แสดงความสามารถในการต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงรูป ร่างหรือ ต่อการเปลี่ยนรูปในช่วง Elastic limit ในขณะที่กำลังรับแรงนั้นๆอยู่ ค่าความแกร่งจะเปลี่ยนแปลงไป ตามค่าของ Modulus of Elastic และค่า Rigdity


พลาสติกซิตี (ฺPlasticity)
หมายถึงสมบัติของวัสดุที่สามารถในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้โดยที่มิได้เกิด ขาดหรือแตกหัก โดยเฉพาะจะมีความสำคัญมากในงาน Rolling Extruding และ Drawing เป็นต้น


ความล้า (ฺFatique)
หมายถึงแรงที่กระทำต่อวัสดุเป็นจังหวะๆหรือซ้ำๆจนวัสดุนั้นเกิดการเปราะและแตกหักในภายหลัง : ภาวะความกดดัน เครียดสะสม Stress


การคืบ (ฺCreep)
หมายถึงการเกิดความเครียดอย่างถาวร (Permanent Set) อย่างช้าๆภายในเนื้อของวัสดุที่ต้อง รับแรงทางกลเป็นเวลาตอเนื่องเนิ่นนานและอุณหภูมิสูงๆ จนกระทั่งเนื้อของวัสดุนั้นๆเกิดการเคลื่อนตัว ของอะตอม ภายในเนื้อของวัสดุจนกระทั่งเกิดการขาดจากกันไปในที่สุด : รอยเชื่อมตะเข็บ การลดอุณหภูมิขณะเชื่อม(ลดความเสี่ยง) การเข้าสลักยึด (Lugged) (หลีกเลี่ยงความเสี่ยง)


ฮิสเตอริซิสทางกล
หมายถึงพลังงานที่ถูกสะสมอยู่ภายในเนื้อของวัสดุ อันเป็นสาเหตุมาจากวัสดุนั้นๆปล่อยพลังงาน ที่รับใว้กลับออกมาไม่หมด จึงเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ( Thermal Energy) ออกมาแทนนั่นเอง : อะตอม(อิเล็คตรอนหรือโปรตอนและนิวตรอน)เคลื่อนที่ชนกันในเนื้อวัสดุ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การจัดการความรู้ KM Knowleage Management



ความเห็น (0)