บทกวี "ห้องแคบในโลกกว้าง"

หนึ่ง

ฉันตะโกนเรียกจากหน้าต่างรถเมล์

ชายเดินเป๋หันมา นัยน์ตาซื่อ

เขาจำฉันได้ (โดยไม่เคยสนใจว่าฉันคือ...)

ชั่วขณะเราโบกมือทักทายกัน

สอง

ปีที่ความรักความหวังพังพินาศ

กับวงศาคณาญาติก็ขาดสะบั้น

คืนที่มีดวงจันทร์

ทิศทางข้างหน้าเถิดพาฉันหลุดพ้น

ตีสี่ ฉันยืนอยู่กลางย่านซึ่งดูแย่

ชายหัวล้านก้มเก็บกุญแจหล่น

แต่งตัวฉูดฉาดประหลาดพิกล

ฉันรู้สึกดีโดยไร้เหตุผล แต่ลึกซึ้ง

ฉันบอกเขา---“พระจันทร์ชวนฉันมาที่นี่

และฉันมีพี่เป็นที่พึ่ง!

ที่พักความคิดความคำนึง

ความทุกข์เกินคาดถึง ได้บรรเทา”

เขาผงกหัว ยิ้มให้

ไขประตูห้องเช่า

ฉันเห็นความพิการยามเขาก้าวเท้า

ฉันเห็น....ยามเช้าอยู่ไม่ไกล

สาม

ทุกวัน ฉันตื่นแต่เช้าตรู่

พบเงินยี่สิบบาท โจ๊กหมูหรือข้าวมันไก่

แท้แล้ว ที่วางอยู่คือ ‘จิตใจ’

เขาหลับใหลในมุมตรงข้ามกัน

เพียงพูดน้อย เขาหาใช่ชาเฉย

และเขาไม่เคยล่วงเกินฉัน!

ไม่ล่วงล้ำความเป็นมาเป็นไปใดใดทั้งนั้น

มีแต่แบ่งปันอย่างกลั่นกรอง

เขาเป็นตลกปลายแถวคาเฟ่

ขาเป๋มีไว้ให้ขำนำร่อง

หัวล้านมีไว้เพื่อกระทะกระบอง

ถูกฟาดแล้วเขาต้องกองกับพื้น

ฉันเยียวยาชีวิต...จัดการงานบ้าน

เตรียมอาหารเมื่อเขาตื่น

กินข้าวด้วยกัน...นั่นคือห้วงเวลาครึกครื้น

ค่ำฉันยิ้มชื่น ยืนส่ง ‘ตลก’ ทำงาน

ไม่เคยมีญาติพี่น้องมาเยี่ยมเขา

ไม่เคยมีเพื่อนเก่ามาเยี่ยมบ้าน

บางแววตาราวกับร้าวราน

แต่เขาว่า—ชีวิตคือการ ‘หัวเราะ’

เราคือเพื่อนปรับทุกข์ แปรเป็นสุข

ฉันเอาชนะทุกข์ ทีละเปลาะ

“มีความหนักแน่นใหม่ไม่ด่วนกะเทาะ

เป็นเพราะพบพี่....ผู้มีพระคุณ”

หวังพักพิงครู่คราว ฉันอยู่ยาวร่วมปี

ย่านที่ดูแย่ แต่แสงจันทร์อุ่น

ชุดฉูดฉาดบนไม้แขวน...แสนการุณย์

แดดละมุนยามเย็น เห็นเราโบกมือล่ำลา

สี่

โบกมือทักทาย เขายิ้มกว้าง

ฉันยิ้มอย่าง...ยืนส่งประตูคร่ำคร่า

ไม่พบสี่ปี นี่คือจังหวะบังเอิญตรึงตรา

หนึ่ง

ฉันตะโกนเรียกจากหน้าต่างรถเมล์

ชายเดินเป๋หันมา นัยน์ตาซื่อ

เขาจำฉันได้ (โดยไม่เคยสนใจว่าฉันคือ...)

ชั่วขณะเราโบกมือทักทายกัน

สอง

ปีที่ความรักความหวังพังพินาศ

กับวงศาคณาญาติก็ขาดสะบั้น

คืนที่มีดวงจันทร์

ทิศทางข้างหน้าเถิดพาฉันหลุดพ้น

ตีสี่ ฉันยืนอยู่กลางย่านซึ่งดูแย่

ชายหัวล้านก้มเก็บกุญแจหล่น

แต่งตัวฉูดฉาดประหลาดพิกล

ฉันรู้สึกดีโดยไร้เหตุผล แต่ลึกซึ้ง

ฉันบอกเขา---“พระจันทร์ชวนฉันมาที่นี่

และฉันมีพี่เป็นที่พึ่ง!

ที่พักความคิดความคำนึง

ความทุกข์เกินคาดถึง ได้บรรเทา”

เขาผงกหัว ยิ้มให้

ไขประตูห้องเช่า

ฉันเห็นความพิการยามเขาก้าวเท้า

ฉันเห็น....ยามเช้าอยู่ไม่ไกล

สาม

ทุกวัน ฉันตื่นแต่เช้าตรู่

พบเงินยี่สิบบาท โจ๊กหมูหรือข้าวมันไก่

แท้แล้ว ที่วางอยู่คือ ‘จิตใจ’

เขาหลับใหลในมุมตรงข้ามกัน

เพียงพูดน้อย เขาหาใช่ชาเฉย

และเขาไม่เคยล่วงเกินฉัน!

ไม่ล่วงล้ำความเป็นมาเป็นไปใดใดทั้งนั้น

มีแต่แบ่งปันอย่างกลั่นกรอง

เขาเป็นตลกปลายแถวคาเฟ่

ขาเป๋มีไว้ให้ขำนำร่อง

หัวล้านมีไว้เพื่อกระทะกระบอง

ถูกฟาดแล้วเขาต้องกองกับพื้น

ฉันเยียวยาชีวิต...จัดการงานบ้าน

เตรียมอาหารเมื่อเขาตื่น

กินข้าวด้วยกัน...นั่นคือห้วงเวลาครึกครื้น

ค่ำฉันยิ้มชื่น ยืนส่ง ‘ตลก’ ทำงาน

ไม่เคยมีญาติพี่น้องมาเยี่ยมเขา

ไม่เคยมีเพื่อนเก่ามาเยี่ยมบ้าน

บางแววตาราวกับร้าวราน

แต่เขาว่า—ชีวิตคือการ ‘หัวเราะ’

เราคือเพื่อนปรับทุกข์ แปรเป็นสุข

ฉันเอาชนะทุกข์ ทีละเปลาะ

“มีความหนักแน่นใหม่ไม่ด่วนกะเทาะ

เป็นเพราะพบพี่....ผู้มีพระคุณ”

หวังพักพิงครู่คราว ฉันอยู่ยาวร่วมปี

ย่านที่ดูแย่ แต่แสงจันทร์อุ่น

ชุดฉูดฉาดบนไม้แขวน...แสนการุณย์

แดดละมุนยามเย็น เห็นเราโบกมือล่ำลา

สี่

โบกมือทักทาย เขายิ้มกว้าง

ฉันยิ้มอย่าง...ยืนส่งประตูคร่ำคร่า

ไม่พบสี่ปี นี่คือจังหวะบังเอิญตรึงตรา

“อยากบอกพี่ว่า ฉันยังแน่นหนัก...และรักโลก”

ประกาย ปรัชญา

จาก “เดินเคียงฉัน”

ประกาย ปรัชญา

จาก “เดินเคียงฉัน”

........................

เมื่ออ่านบทกวีบ"ทนี้ครั้งแรก เหมือนจะเป็นกลอน 8 แต่ก็ไม่ได้จำกัดอย่างกลอน 8 อย่างแบบของสุนทรภู่ เนื้อความกินใจมากๆ ชอบตรงบทสุดท้ายที่ว่า "อยากบอกพี่ว่า ฉันยังแน่นหนัก...และรักโลก" เป็นปฏิสัมพันธ์แบบมนุษย์คู่กับมนุษย์โดยแท้!

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การวิจารณ์เพลง หนัง หนังสือ และสังคมร่วมสมัย



ความเห็น (0)