มหัศจรรย์ชั้นเรียนกายภาพบำบัด - จัดเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ

ขอปรบมือชื่นชมในความรู้สึกและความคิดบวกในการสร้างสัมพันธภาพกับเคสสมมติได้อย่างเห็นอกเห็นใจและเข้าใจเคสได้อย่างน่าประทับใจ...มั่นใจว่าน้องๆจะเป็นนักกายภาพบำบัดที่ดูแลเคสด้วยหัวใจของความดีงามต่อไปครับ...ขอบพระคุณน้องๆและอ.คมปกรณ์ อ.พีร์มงคล อ.พงษ์ชัย และอ.สุพรรษามากครับ

ผมรู้สึกปลื้มปิติ...ที่ได้ใช้เวลากว่า 3 ชม.ในการสอนเรื่องเวชศาสตร์พฤติกรรม ตั้งแต่ 8.00 น. ที่ผมอยากบูรณาการให้เห็นภาพกระบวนการปรับพฤติกรรม การสร้างแรงจูงใจ การบำบัดการรู้คิดพฤติกรรม การสั่งจิตใต้สำนึกเน้นกระบวนการสร้างสัมพันธภาพ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการทบทวนภาวะอารมณ์ของตัวผู้เรียนอย่างมีชีวิตชีวาและการสื่อสารผ่านการแสดงละครสมมติ ที่ได้เห็นความตั้งใจและความใส่ใจในหัวใจของความเป็นมนุษย์ (ทักษะการแสดงความเห็นอกเห็นใจและการเข้าใจความรู้สึกที่อยากช่วยเหลือผู้รับบริการทางกายภาพบำบัดให้เกิดแรงบันดาลใจ) ตลอดจนการผสมผสานการใช้กรอบแนวคิดและกระบวนการทางจิตวิทยาเชิงบวก การเรียนรู้พฤติกรรมด้วยกลไกป้องกันทางจิตสู่ระดับการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และการฝึกฝนทักษะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ดี เช่น การออกกำลังกายหลังล้มจนกลัว หรือ Fear of Falling (FOF) การปรับจากเกลียดมาเป็นรักการออกกำลังกาย (Hating to Loving Exercise) และการรู้จักขยับร่างกายก่อนที่จะเกิดโรคนั่งนานเกินไปหรือ Sitting Disease ด้วย

เรามาลองถอดบทเรียนจากความพยายามในการสร้างบทสนทนาด้วยการทำงานเป็นกลุ่มทีมและการระดมสมองและจิตใจในการถ่ายทอดละครบทบาทสมมตินักกายภาพบำบัดและผู้รับบริการได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ดังนี้:-

โจทย์สำหรับปฏิบัติการในวันนี้ เคสมีนิสัยบ้างาน [Self-talked eye + Mind reading] จนเดินหกล้มตกบันได ตอนนี้ถอดเฝือก

หมอส่ง PT เพื่อฝึกเดิน แต่กลัวการยืนทรงตัว และไม่ยอมเดินแน่นอน

15 นาที วางแผน ต่อด้วยประชุมทีมระดมสมอง ซ้อมอีก 20 นาทีจับคู่ (คนหนึ่งเป็นนักกายภาพบำบัด อีกคนเป็นผู้รับบริการ) แล้วเลือกมาหนึ่งคู่เพื่อมาแสดงหน้าชั้นเรียน โดยมีการแสดงปรับปรุงภายในกลุ่มพร้อมอาจารย์อีก 20 นาที และทำการแสดงจริงพร้อม Reflection & Feedback จากอาจารย์ทุกท่านรวมจนหมดเวลาเที่ยงตรง

  • ตั้งเป้าเวลาในการเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไรหลังจาก Fear of Falling หรือ FOF
  • CBT อย่างไรให้เดินได้ ให้ซ้อม Role Play
  • ถามที่ปรึกษาด้วยคำถามที่ SMART
  • Distress เศร้า ตอนนี้จิตใจคุยรู้สึกอย่างไร เช็ค Eyes
  • Anxiety กลัว ตอนนี้กลัวอะไร ปรับหายใจ ท่าทาง
  • Stress เครียด ตอนนี้จะหาทางออกอย่างไร ทำ Relaxation
  • นำนิสัยบ้างานมาสร้างแรงจูงใจ

ปรากฎว่า ทุกกลุ่มตั้งแผนการเปลี่ยนแปลงจากกลัวการล้มมาเป็นเดินทรงตัวได้ดีใน 7 วัน เริ่มจากวันแรกเน้นการสร้างสัมพันธภาพแบบเห็นอกเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกซึ่งกันและกัน (Sympathy & Empathy) ภายหลังจากการฝึกการปรับตัวในการใช้ภาษากาย การใช้โทนเสียง การหายใจ การแสดงสีหน้าท่าทาง และการเข้าถึงใจในแววตารูปแบบต่างๆ คลิกอ่านที่นี่

เริ่มจากกลุ่มที่ 1 มี Eye contact ดี มี Rapport ด้วย Match & Mirror พร้อมเลียนแบบท่าทางให้อารมณ์บวกขึ้น มีการถาม State แต่เน้นความสุข ให้เล่าความภาคภูมิใจในงานของตนเองได้ดี แต่ลืมให้เคสได้ระบายความเศร้า ความกลัว และความเครียด จนไม่ได้ทำการผ่อนคลายและจัดการภาวะอารมณ์ได้อย่างเต็มที่ เน้นเป็นต้นแบบในการแสดงรอยยิ้ม การนับให้คงท่ายืน และลุกยืนพร้อมกัน ได้ดีเยี่ยม สร้างคำมั่นสัญญาว่า "ถ้ามารักษากายภาพบำบัด จะทำให้กลับไปทำงานได้เร็วขึ้น" นับเป็นการสร้างเงื่อนไขคู่กันระหว่างการเสริมแรงทางบวกกับการสร้างแรงจูงใจในการกลับไปทำงานได้อย่างน่าสนใจ


กลุ่มที่ 2 มี Eye contact ที่ดีแต่ Voice Tone ยังไม่มีพลัง ได้พยายามปรับด้วยการหายใจ แต่จะดีมากถ้ามีการออกเสียงให้มีพลังขึ้น เพื่อลดความกังวลเรื่องเดิน ความเครียดเรื่องกลับไปทำงาน ที่สูงเต็ม 10 มีการใช้สเกลถามได้ชัดเจน ย้ำสรุปดีถึงเป้าหมายตามความต้องการที่พึงพอใจของเคสว่า "กังวลมากและอยากไปทำงานมาก" ชักชวนเพิ่มความเชื่อมั่น แต่ต้องใช้คำพูดที่ชัดเจน คือ เชื่อมั่น มิใช่ ลองเชื่อมั่น ที่ทำได้ดีเยี่ยมคือการเพิ่มความคาดหวังให้มีความสามารถมากขึ้น คือ การใช้คำพูดเพิ่มแรงบันดาลใจว่า "เราจะทำได้" บ่งชี้ Self-efficacy แต่ลืมถามบันทึกตัวเลขให้ชัด ที่น่าชื่นชมคือการค่อยๆฝึกทรงตัวในท่านั่ง ถ่ายน้ำหนัก ให้ลดความกลัวและเพิ่มความมั่นใจในการทรงตัวได้ดีมาก หรือ Graded Exposure (Desensitization of Fear)


กลุ่มที่ 3 มี Eye Contact ทีดี มีการสอบถามความกังวลว่า "ยืนไม่ได้ รู้สึกล้ม" กับความเครียด แต่ต้องแยกสเกลให้ชัด มีการทวนซ้ำคำพูดให้ทราบความเชื่อมั่นในการลุกขึ้นยืนแต่ไม่ได้ถามสเกล มีไอเดียของการปรับสิ่งแวดล้อม (หาที่เกาะที่มั่นคงกับมีผู้ช่วย) และการขออนุญาตเคสด้วยการให้เกียรติเคสได้ดีเยี่ยม มีการลงน้ำหนักและหายใจผ่อนคลาย แต่ควรทำอย่างช้าๆ ที่จะดีมากคือ "งดการพูด ไม่ต้องเครียดนะ...จะกระตุ้นอารมณ์ลบได้"

กลุ่มสุดท้าย มีการสัมผัสเคสและแสดงความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกเคสได้ดีเยี่ยม แต่ควรปรับท่าทางให้ตั้งตรง อย่าก้มตัวนานจะกระตุ้นให้ดวงตามองต่ำลงเป็นมโนจริตมากเกินไป หายใจไม่โล่งกระตุ้นอารมณ์ลบไปอีก มีการใช้น้ำเสียงที่มีพลังงานได้ตรงกันดี การประยุกต์ pain scale มาใช้ได้น่าสนใจ การระบายความกังวลไม่กล้าเดิน (เคสพูดว่า "มันไม่เหมือนเดิม") ด้วยการสบตาและการลองลุกยืนผ่านภาษากายที่นิ่งและใช้ความเงียบให้เคสคิดบ้าง ที่สร้างสรรค์คือการเปลี่ยนเรื่องคุยเป็นอยากยืนโชว์แฟน การใช้สเกลเจาะถามความกลัวก่อนและหลังพบนักกายภาพบำบัด 8 ลดลงมาเป็น 5/10 ที่จะดีมากคือ "งดการตั้งคำถาม ทำไม...จะกระตุ้นความเครียดได้"




บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดชีวิต



ความเห็น (4)

ขอบพระคุณมากครับท่านอาจารย์ JJ และอาจารย์แผ่นดิน

เขียนเมื่อ 

ยังติดตามบล็อกของอาจารย์อยู่นะคะ สู้ๆ นะคะอาจารย์ป๊อปของพวกเรา

ขอบพระคุณมากครับน้อง KiraConcerto ลูกศิษย์กิจกรรมบำบัดมหิดลคนดีและคนเก่ง

ขอบพระคุณมากครับคุณ Krit Sangsuriyachaya