​๘. พระคาถาหัวใจทศชาติ

เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว

พระสงฆ์สามเณรวัดป่าหนองยาวฉันข้าวในบาตรมื้อเดียว และแม่ชีก็รับประทานในชามมื้อเดียว ส่วนผมกับสนกินสองมื้อ มื้อเช้าในชามที่ศาลาวัด อีกมื้อกินที่โรงประกอบอาหารข้างกุฏิแม่ชีเวลาบ่ายแก่ๆ

วันนั้นหลังจากผมกับสนเสร็จภารกิจที่โรงประกอบอาหารแล้ว เราก็แยกกันผมเดินกลับกุฏิหลวงปู่ ผ่านไปทางศาลาวัด มองเห็นพระภิกษุหนุ่มและสามเณรกำลังกวาดลานวัดด้วยไม้กวาดแขนงไผ่ อยู่คนละมุมของศาลาวัด

ผมมาถึงกุฏิก็เห็นหลวงปู่กำลังกวาดลานกุฏิด้วยไม้กวาดแขนงไผ่แบบเดียวกัน ท่านค่อยๆ กวาดทำให้แทบจะไม่มีฝุ่นเลย ท่านเงยหน้าขึ้นมองผมนิดหนึ่ง ผมรีบเข้าไปขอไม้กวาดจากท่าน กวาดต่อแบบเก้งก้างเพราะด้ามไม้กวาดยาวกว่าตัวผม

ลานกุฏิไม่กว้างนัก ไม่นานผมก็กวาดเสร็จเรียบร้อย

“เก็บไม้กวาด แล้วขึ้นมานี่” หลวงปู่บอก ผมเอาไม้กวาดสอดไว้ใต้กุฏิแล้วล้างเท้าขึ้นบนกุฏิ หลวงปู่นั่งขัดสมาธิรอตรงริมขอบยกพื้นตัวกุฏิ ผมลงนั่งที่ชานกุฏิด้านหน้าหลวงปู่ห่างออกมาพอสมควร

“กราบก่อน จะบอกคาถา” หลวงปู่สั่ง

ผมคุกเข่าก้มลงกราบสามครั้ง พอกราบเสร็จก็มานั่งพับเพียบ ตาชำเลืองดูกองไม้ทับชุดนักเรียนที่ยังอยู่เหมือนเดิม

“ตั้งใจนะ” เสียงหลวงปู่เข้ม ผมรีบก้มหน้า

“คาถานี้ชื่อว่า ‘พระคาถาหัวใจทศชาติ’ ทศชาติ คือ สิบชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ ก่อนที่จะเกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ หรือพระพุทธเจ้า พูดตามนะ”

หลวงปู่พูดช้าๆ ทีละคำ ผมพูดตาม

เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว

“เต มาจาก เตมีย์ แปลว่า เป็นที่ยินดีของคนทั้งหลาย เจ้าชายเตมีย์ทรงมีความอดทนมีความตั้งใจ อันมั่นคงแน่วแน่ที่จะไม่ก่อเวร ไม่ทำบาป ทรงแกล้งทำเป็น หูหนวก เป็นใบ้ และง่อยเปลี้ย เดินไม่ได้ ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าพระบิดาและพระมารดาจะหลอกล่ออย่างไร พระองค์ก็มีความมั่นคงแน่วแน่”

หลวงปู่ทอดระยะ พอเห็นว่าผมตั้งใจฟังท่านก็พูดต่อ

“เมื่อพระเตมีย์อายุ ๒ ขวบ พระบิดาพระมารดาเอาผลไม้มาล่อ พระกุมารก็ไม่สนพระทัย อายุ ๔ ขวบ เอาของเสวยรสอร่อยมาล่อ พระกุมารก็ไม่สนพระทัย อายุ ๕ ขวบ พระราชาให้เอาไฟมาขู่ พระเตมีย์ก็ไม่แสดงความตกใจกลัว อายุ ๖ ขวบ เอาช้างมาขู่ อายุ ๗ ขวบ เอางูมาขู่ พระเตมีย์ก็ไม่หวาดกลัว ไม่ถอยหนีเหมือนเด็กอื่นๆ พระราชาทรงทดลองด้วยวิธีการต่างๆ เรื่อยมา จนพระเตมีย์ อายุได้ ๑๖ พรรษา ก็ไม่ได้ผล พระเตมีย์ยังทรงทำเป็นหูหนวก ทำเป็นใบ้ และไม่เคลื่อนไหวเลย ตลอดเวลา ๑๖ ปี”

หลวงปู่เล่าเรื่อง เตมีย์ชาดก ให้ผมฟังในบ่ายวันนั้นจนจบ ซึ่งได้เวลาที่จะสรงน้ำเพื่อขึ้นไปศาลาวัดทำวัตรเย็นต่อไป

ก่อนที่หลวงปู่จะลุกไปสรงน้ำท่านได้ให้ผมท่องพระคาถาหัวใจทศชาติ จนผมท่องได้ขึ้นใจ

เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าก่อนนอน



ความเห็น (0)