ผลกระทบการลดหรือการยุติQE

ดิฉันคาดการณ์ว่าเมื่อเกิดการลดหรือยุติQEลง จะมีผลกระทบที่ตามมาหลักๆ เช่น หุ้นไทย ทองคำ น้ำมัน ตลาดหุ้นเกิดใหม่ ตลาดหุ้นสหรัฐ

ซึ่งความน่าจะเกิดมีดังนี้

หุ้นไทย
นับตั้งแต่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลงมาในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมเพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า ตลาดหุ้นไทยก็ได้รับแรงกดดันและแรงเทขายออกมาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งผนวกกับความกังวลในการยุติมาตรการ QE ของสหรัฐฯ ก็ยิ่งส่งผลให้เกิดแรงเทขายเพิ่มเติม โดยนับตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยออกมาแล้วกว่า 6 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยที่เคยปรับตัวขึ้นไปเหนือ 1,600 จุด กลับปรับลงมาอยู่ระดับใกล้เคียงกับต้นปี ที่ระดับต่ำกว่า 1,400 จุด


ทองคำ
เป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่มีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี ซึ่งนับเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี โดยทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปรับลดมาตรการ QE ของสหรัฐฯ เนื่องจากมาตรการ QE ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดเป็นจำนวนมาก จึงกดดันให้อัตราผลตอบแทนจากพันธบัตรลงมาอยู่ในระดับต่ำ และส่งผลให้ผลตอบแทนในสินทรัพย์อื่น รวมถึงทองคำมีความน่าสนใจกว่ากว่าตราสารหนี้ ในขณะที่ปริมาณเม็ดเงินที่เข้าสู่ตลาดจำนวนมาก ก็กดดันค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐให้อ่อนค่าลงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลดีต่อราคาทองคำ จึงทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างมากในช่วง 2-3ปีที่ผ่านมา แต่เมื่อมีแนวโน้มว่าจะยุติมาตรการ QE ก็ทำให้นักลงทุนหันเข้ามาถือดอลล่าร์สหรัฐเพิ่มขึ้น และผลักดันดอลล่าร์สหรัฐให้แข็งค่ากลับมากดดันราคาทองคำให้ปรับตัวลงมาอย่างแรง นอกจากนี้ ปริมาณทองคำแท่งที่ถือโดยกองทุน SPDR Gold ก็ปรับตัวลดลงมาต่ำกว่าระดับ 1,000 ตันเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี แสดงถึงความต้องการทองคำที่ปรับตัวลดลงของนักลงทุนทั่วโลก


น้ำมัน
ราคาน้ำมัน ได้มีการปรับตัวลดลงเช่นเดียวกับสินทรัพย์อื่นๆ เพราะโดนแรงเทขายออกมาถือเงินดอลล่าร์สหรัฐเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี ปัจจัยลบต่อราคาน้ำมัน ยังไม่น่าจะรุนแรงมากเท่ากับทองคำ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯซึ่งมีแนวโน้มดีขึ้น น่าจะยังช่วยพยุงราคาน้ำมันไว้ได้ โดยยังคงกรอบราคาน้ำมันในรอบ 12 เดือนข้างหน้าที่ 80 - 100 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล


ตลาดหุ้นเกิดใหม่
ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นจีน อินเดีย ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย ต่างก็ปรับตัวลดลงเช่นเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก เนื่องจากการหยุดมาตรการ QE จะทำให้เม็ดเงินไหลจากตลาดเกิดใหม่กลับเข้าไปยังสหรัฐฯ และยิ่งในภาวะผันผวน นักลงทุนต่างก็หันไปถือเงินสดเพื่อลดความเสี่ยง จึงยิ่งทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่ในภาพรวมต่างก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานแล้ว จะพบว่าปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของตลาดเหล่านี้ ยังคงค่อนข้างดี และระดับราคาที่ปรับตัวลงมา ก็ถือว่าค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับอดีต แต่เนื่องจากตลาดยังคงถูกกดดันจากเม็ดเงินต่างชาติ ในระยะสั้นจึงอาจจะผันผวนและปรับตัวลงได้อีก จึงแนะนำรอดูสถานการณ์ให้ตลาดมีความชัดเจนมากขึ้น


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ
แม้ว่าการหยุดมาตรการ QE คาดว่าจะทำให้เม็ดเงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่กลับไปยังสหรัฐฯ ซึ่งน่าจะให้ผลในเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯเอง กลับปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมาเช่นเดียวกับตลาดหุ้นเกิดใหม่ เนื่องจากความผันผวนที่มีมากขึ้นทั่วโลก ทำให้นักลงทุนยังไม่ได้นำกลับเข้าไปซื้อหุ้น หรือสินทรัพย์เสี่ยง แต่ยังคงถือเงินสดเอาไว้ ดังนั้น ระยะสั้นตลาดหุ้นสหรัฐฯจึงยังคงมีแนวโน้มที่อาจจะปรับตัวลงได้ตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก แต่ในระยะปานกลางถึงยาว น่าจะได้รับปัจจัยบวกจากการที่ยุติมาตรการ QE เมื่อเม็ดเงินไหลกลับคืนไปเข้าตลาดสหรัฐฯตามทิศทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น


แหล่งที่มา:http://www.kasikornasset.com/TH/MarketUpdate/Pages...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผลกระทบการลดหรือการยุติQE



ความเห็น (0)