เพราะโครงการจัดการความรู้แก้จนเมืองนครฯเที่ยวนี้ เราไม่ได้มองความจนที่วัดกันด้วยตัวเลขเท่านั้น ไม่ได้มองที่การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย การออม มิตินี้มิติเดียวเท่านั้น แต่มองแบบองค์รวมว่าจนคลุมทุกมิติ ทั้งสุขภาพ อาชีพ คุณธรรม ศิลปะ ประเพณี ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ กิจกรรมจึงเปิดกว้างมาก แก้จนกันได้ในทุกกิจกรรม

            เมื่อวันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2549 ที่ผ่านมา ในเวทีเรียนรู้เพื่อสร้างแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดนครศรีธรรมราช กรณีคนคอนพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ณ อาคารเรียนรวม 7 มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผมได้มีโอกาสต้อนรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อ.ไพบูลย์ วัฒนาศิริธรรม และได้ถือโอกาสนี้เล่างานแก้จนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของจังหวัดนครฯเราที่ดำเนินการมาให้ท่านได้รับทราบ

          ผมเริ่มต้นเล่างานด้วยการเรียนท่านรัฐมนตรีฯและที่ประชุมว่าการจัดการความรู้แก้จนเมืองนครฯที่ดำเนินการอยู่นี้นั้นเป็นการจัดการความรู้เชิงพื้นที่ เป็น KM ชุมชน ไม่ใช่ KM เฉพาะกิจ มุ่งทำกันยาวนานต่อเนื่อง ส่งต่อให้เยาวชนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอด มองประเด็นการพัฒนาอย่างรอบคอบครอบคลุมให้ครบทุกประเด็น บูรณาการทุกหน่วยงานมาทำงานรับใช้ชุมชนอย่างชนิดที่ว่าให้ชาวบ้านคิดว่าทุกหน่วยงานคือสมบัติหรือเครื่องมือพัฒนาของชาวบ้านให้ได้ ให้ชุมชนเข้มแข็ง สมบูรณ์ และยั่งยืนในที่สุด ยึดแนวทางการพัฒนาที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางตามจุดเน้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่สิบ และแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ GDP โต และโตชนิดที่ว่าคนมีความสุขได้ ไม่ทอดทิ้งสิ่งแวดล้อม และคนด้อยโอกาสในสังคม เพราะโครงการจัดการความรู้แก้จนเมืองนครฯเที่ยวนี้ เราไม่ได้มองความจนที่วัดกันด้วยตัวเลขเท่านั้น ไม่ได้มองที่การเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย การออม มิตินี้มิติเดียวเท่านั้น แต่มองแบบองค์รวมว่าจนคลุมทุกมิติ ทั้งสุขภาพ อาชีพ คุณธรรม ศิลปะ ประเพณี ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ กิจกรรมจึงเปิดกว้างมาก แก้จนกันได้ในทุกกิจกรรม

          ผมเรียนท่านรัฐมนตรีและที่ประชุมว่าจากการดำเนินงานที่ผ่านมา 2 ปี (48-49) ชุมชนในเขตเทศบาลก็สนใจเข้าร่วมโครงการฯนี้ด้วยแล้วซึ่งเป็นเรื่องที่น่าดีใจมากว่ากระบวนการเรียนรู้ชุมชนมันมีผลกระทบในทางที่ดีมากว่าที่คิด เราจะทำกระบวนการเรียนรู้ชุมชนนี้ให้ชัดมีตัวชี้วัด มีขั้นตอนการดำเนินงานเป็นปีไปที่เรียกว่า roadmap ตั้งแต่ 2548 - 2553 พอปีสุดท้ายของแผนฯสิบคือปี 2554 เราก็ประเมินผลตามตัวชี้วัดออกมา ซึ่งแผน 6 ปี ที่จังหวัดนครฯเราจะดำเนินการจัดการความรู้แก้จน 1,553 หมู่บ้าน เป็นดังนี้

             รุ่นที่ 1 จำนวน 400 หมู่บ้าน เริ่มสำรวจข้อมูล จัดทำแผนชุมชนพึ่งตนเอง ในปี 2548 และนำแผนดังกล่าวสู่การปฏิบัติการแก้จนโดยใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือในปี 2549

             รุ่นที่ 2 อีกจำนวน 600 หมู่บ้าน สำรวจข้อมูล จัดทำแผนชุมชนพึ่งตนเอง และนำแผนดังกล่าวสู่การปฏิบัติการแก้จนโดยใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือในปี 2550

            รุ่นที่ 3 อีกจำนวน 553  หมู่บ้าน สำรวจข้อมูล จัดทำแผนชุมชนพึ่งตนเอง และนำแผนดังกล่าวสู่การปฏิบัติการแก้จนโดยใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือในปี 2551

            เมื่อได้สำรวจข้อมูลครัวเรือน ชุมชน ดำเนินการจัดทำแผนชุมชนพึ่งตนเอง และนำแผนชุมชนพึ่งตนเองไปปฏิบัติเพื่อเป็นการฝึกฝนเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้แล้ว จากนั้นจึงเชื่อมการพัฒนาไปสู่หน่วยงานต่างๆที่เป็นภาคีเครือข่ายดำเนินงานร่วมกัน เพื่อให้เห็นความเด่นชัดของกิจกรรม ได้แก่ ขวบปีที่ 2 ของแต่ละรุ่นจะเน้นงานเด่นของหน่วยงานต่างๆได้แก่งานศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีของเกษตร งานกลุ่มอาชีพที่หน่วยงานต่างๆดำเนินการอยู่ ไม่ว่าจะเป็นของหน่วยงานพาณิชย์ อุตสาหกรรม แรงงาน หรือแม้แต่ของ พมจ. ขวบปีที่ 3 จะเน้นความเด่นชัดในเรื่องงานมาตรฐานชุมชน หรือ มชช.ของกรมการพัฒนาชุมชน ส่วนขวบปีที่ 4 ก็จะเน้นงานเด่นเรื่องงานมาตรฐานสาธรณสุข เป็นต้น หมู่บ้านเริ่มต้นก่อนรุ่นแรกกับรุ่นสองจะได้เปรียบกว่าตรงที่ได้เคี่ยวประสบการณ์มากกว่า เพราะไปสิ้นสุดโครงการในปี 2553 พร้อมกัน แต่กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในคนในชุมชนแต่ละคนแต่ละชุมชนก็จะมีการส่งเสริมต่อเนื่องตลอดไป สำหรับหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่ร่วมกันเชื่อมต่อการพัฒนาหรือบูรณาการทำงานร่วมกันก็ไม่ใช่ว่าจะต้องรอให้ถึงขวบปีนั้นเสียก่อนจึงจะทำงานดังกล่าว ทำไปได้เลยไม่ต้องรอให้เสียเวลา ที่กำหนดเป็นแผนขั้นตอนไว้ดังนี้ก็เพื่อให้เห็นถึงความเด่นชัดของกิจกรรมว่าปีไหนจะวัดประเมินผลกันที่ความโดเด่นในเรื่องอะไร การทำงานต้องเป็นเนื้อเดียวกันอยู่แล้ว

            เมื่อเคี่ยวกัน 6 ปีแล้ว  ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการก็ได้รู้กระบวนการเรียนรู้การพัฒนาก็จะยั่งยืน เป็นชุมชนอินทรีย์ เป็นชุมชนอินทรีย์จริงหรือไม่ เป็นมากน้อยแค่ไหน ก็ให้ดูที่ 1.การมีผู้นำชุมชนที่ดี 2.การมีแผนชุมชนที่ดี 3.การมีการเรียนรู้ที่ดีเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต 4.การมีทุนชุมชนที่พอเพียง และ  5.ชุมชนมีการบริหารจัดการที่ดี

             ทุกหมู่บ้าน 1,553 หมู่บ้าน จะต้องได้รับโอกาสการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน เลือกปฏิบัติไม่ได้ จึงต้องทำปูพรมทั้งจังหวัดเต็มพื้นที่ จังหวัดนครศรีธรรมราชทั้งจังหวัดก็จะเป็นห้องเรียนที่ใหญ่มาก ทุกคนไม่ว่าจะอยู่หมู่บ้าน ตำบล อำเภอใดก็จะสามารถเข้าถึงโอกาสที่จะเรียนรู้และพัฒนาชุมชนตนเองได้ทั้งนั้น และเชื่อมโยงการพัฒนาเป็นเครือข่ายอีกด้วย เช่น เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ เครือข่ายสุขภาพ ฯลฯ งบประมาณที่ตั้งรองรับไว้ปี 48 -51 จำนวน 85 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้เมื่อเทียบกับจำนวนครัวเรือนจังหวัดนครฯทั้งหมด 400,000 ครัวเรือน ก็จะเฉลี่ยค่าใช้จ่ายงบประมาณครัวเรือนละ 212 บาท ซึ่งคิดว่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับความรู้ความเข้าใจของประชาชนที่จะได้รับในกระบวนการเรียนรู้และกระบวนรการพัฒนา ไม่หวังว่าจะได้ร้อยเปอร์เซนต์ เพียงหนึ่งในสามก็พอใจแล้ว

               ผมได้เล่าให้รัฐมนตรีไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ฟังอย่างนี้ ผมจึงนำมาเล่าต่อครับ