ชีวิตที่พอเพียง 2596. เกษตรกรกับห่วงโซ่อาหาร


หนังบีบีซี ชุด The Farmer and the Food Chainตอนที่ ๑ ผมชอบแนวคิดของเกษตรที่สูงชาวเวลช์ ชื่อ กาเร็ธ ว่าเราควรเชื่อมเกษตรกรผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง ผมชอบที่เขากล้าฝัน และบอกว่าทำอย่างไรก็ไม่รู้เหมือนกัน เขาเสนอว่าคนในท้องถิ่นควรบริโภคอาหารที่ผลิตในท้องถิ่น ท้องถิ่นในที่นี้คือแคว้นเวลส์ของสหราชอาณาจักร

เหมือนกับที่ผมไปเห็นที่ซานฟรานซิสโกเมื่อ ๔ ปีก่อน ที่บันทึกไว้ ที่นี่ และจะเห็นว่าวิธีแข่งขันของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นคือคุณภาพ ไม่ใช่ราคา ผมมีคำตอบให้คุณกาเร็ธแล้ว เพิ่งดูหนังไปได้นิดเดียว ซึ่งผู้เชี่ยวชาญการตลาดก็แนะนำเช่นนั้น เพราะสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการคือคุณค่า (value) สูง ไม่ใช่ราคา (price) ต่ำ ซึ่งเมื่อทดลองเปิดร้านให้เกษตรกรไปขายในเมืองโดยตรง ก็พิสูจน์ว่าผู้บริโภคยินดีซื้อของราคาสูงหน่อย แต่คุณค่าสูงกว่ามาก ดีกว่าสินค้าที่ซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ต

ตอนที่ ๒ เป็นเรื่องเรียนรู้กโลบายของซูเปอร์มาร์เก็ต และผู้ผลิตสินค้าคุณภาพ ในเรื่อง efficiency, complexity, scale แล้วไปเรียนรู้เหยื่อของกโลบายของซูเปอร์มาร์เก็ต ในการลดราคาสินค้าเพื่อเรียกลูกค้า คือลดราคานม แล้วไปกดราคาซื้อจากเกษตรกรเลี้ยงโคนมอีกต่อหนึ่ง จนเกษตรกรขาดทุน

ซูเปอร์มาร์เก็ตแข่งขันกันตัดราคา และกดราคาซื้อจากผู้ผลิต โดยไม่คำนึงว่าเป็นราคาที่ผู้ผลิตอยู่ไม่ได้

คุณกาเร็ธ ตั้งคำถามต่อผู้เชี่ยวชาญว่า ทำไมซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ซื้อผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตในพื้นที่ ได้คำตอบว่าส่วนหนึ่งมาจากผู้บริโภคเอง ที่ตั้งความหวังว่าจะได้บริโภคสินค้าชนิดหนึ่งๆ ในทุกฤดูกาล เขาจึงติดต่อซูเปอร์มาร์เก็ต ขอไปเรียนรู้ทำความเข้าใจ supply chain ของสินค้าอาหาร ไม่ได้รับการตอบสนอง ยกเว้นที่เดียวคือ Tesco

เขาจึงได้ไปเห็นกระบวนการเก็บมันฝรั่งในห้องเย็น ๑ ปี การนำมาล้าง ขัด คัดขนาด คัดคุณภาพ บรรจุถุง และขนส่ง ไปยังตลาด ได้เห็น scale และ efficiency ของระบบ supply สนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเกษตรกรรายย่อยทำไม่ได้

เขาตามไปที่ศูนย์กลางสินค้า (Depo) ของ Tesco เพื่อดูว่ามันฝรั่งของเขาถูกส่งต่ออย่างไร ไปเห็น scale ขนาดไม่คิดว่าจะมี คือ Depo ขนาดเท่า ๕ สนามฟุตบอลล์ ที่สินค้ามาแล้วไปภายใน ๒๔ ชั่วโมง ทำงานทุกวัน ตลอด ๒๔ ชั่วโมง สินค้าทุกชนิด มาจากทุกมุมโลก ที่ห่อมีป้ายบอกแหล่งผลิต เห็น efficiency และ complexity ของ food supply chain ที่แต่ละร้านค้าย่อยจะได้รับสินค้าตรงตามต้องการ และตรงเวลา

แล้วเขาก็ตามไปที่ร้านค้าปลีกของ Tesco คือร้าน Tesco Extra ใหญ่โตมโหฬาร และตั้งคำถามต่อผู้จัดการร้านว่า ร้านนี้ซื้อมันฝรั่งตรงจากฟาร์มของเขาซึ่งอยู่ห่างออกไปแค่ ๑๐ กิโลไม่ได้หรือ จะได้ไม่ต้องพามันเดินทางวกวนถึง ๒๐๐ กิโลกว่าจะมาถึงร้าน

คำตอบคือได้ แต่ เทสโก้ต้องส่งสินค้าที่เหมือนกันให้แก่ร้านค้าปลีกถึง ๕๓ ร้านในเวลส์ จึงต้องใช้ระบบที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมี efficiency สูงสุด

คุณกาเร็ธ มีความคิดเป็นของตัวเอง ว่าซูเปอร์มาร์เก็ต มีทั้งคุณและโทษ โทษคือเขาคุมและผูกขาดธุรกิจอาหารไว้ในมือ โดยมีเป้าหมายคือกำไรของบริษัท ไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ และเศรษฐกิจของท้องถิ่นเลย เขาตระหนักว่าการมีเป้าหมายให้คนในท้องถิ่นบริโภคอาหารที่ผลิตในท้องถิ่น จะหวังพึ่งซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ได้

ตอนที่ ๓ (ตอนจบ) ของเรื่องราว “นักปฏิวัติ” เกษตรกร เพื่อนำอาหารท้องถิ่นสู่คนท้องถิ่น เป้าหมายคือเงินที่รัฐบาลเวลส์จ่ายปีละ ๑๗,๐๐๐ ล้านปอนด์ ซื้ออาหารเข้าโรงเรียน โรงพยาบาล และหน่วยงานรัฐอื่นๆ เขาต้องการให้ซื้อวัตถุดิบที่ผลิตในท้องถิ่น

เป้าหมายแรกคือโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในเมือง คาร์ดิฟ เขาต้องการให้โรงเรียนปรุงอาหารเลี้ยงนักเรียน ด้วยวัตถุดิบที่มาจากท้องถิ่น โดยที่เวลานี้โลกทัศน์ของเด็กๆ เกี่ยวกับแหล่งอาหารคือชั้นขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ไม่ใช่ฟาร์มของเกษตรกร และวัตถุดิบอาหารโรงเรียนในสหราชอาณาจักรผูกขาดโดยบริษัทข้ามชาติบริษัทเดียว แถมบริษัทนี้ยังผูกขาดส่งให้โรงเรียนในอีกหลายประเทศในยุโรป

เขาไปคุยกับครู นักเรียน แม่ครัว และผู้บริหารระบบโรงเรียน ขอทดลองทำอาหารจากวัตถุดิบในท้องถิ่นให้นักเรียนกิน ๑ วัน ซึ่งเอาเข้าจริง วัตถุดิบบางอย่างไม่มีในท้องถิ่นก็ต้องอนุโลมซื้อจากภายนอก และต้องปฏิบัติตามกฎที่เคร่งครัดของกระทรวงศึกษาธิการเวลช์ และเมื่อไปหาซื้อวัตถุดิบจากแหล่งขายส่ง ก็พบว่าตนเลือกทดลองในฤดูที่หาวัตถุดิบจากท้องถิ่นได้ยากคือเป็นฤดูหนาว ไม่มีผักจากท้องถิ่นคาร์ดิฟ

จึงมาถึงความคิดว่า ควรให้นักเรียนกินอาหารตามฤดูกาล ซึ่งต้องแก้กฎหมาย และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกัน โดยเฉพาะเกษตรกรต้องปรับตัว ผลิตวัตถุดิบที่โรงเรียนต้องการ

เขาไปปรึกษาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง public food ที่มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ และได้เรียนรู้ความจริงที่น่าตกใจว่า อาหารโรงเรียนเป็นบริการทางธุรกิจ ไม่ใช่บริการด้านสุขภาพ/สุขภาวะ และตัวกำหนดสำคัญคือราคา

กาเร็ธได้รับคำแนะนำที่สร้างสรรค์ทั้งจากเกษตรกร และจากผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายอาหาร ว่าจะปรับระบบอาหารให้สร้างคุณค่าต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น และต่อสุขภาวะของคนในท้องถิ่น ต้องคิดถึงเรื่องอะไรบ้าง

เริ่มจากการสร้างทัศนคติที่ดีของเด็กต่ออาหารท้องถิ่น โดยจัด school trip ไปชมฟาร์มเลี้ยงวัวเนื้อ และแกะแบบออร์แกนิก ผลิตเนื้อวัว และเนื้อแกะคุณภาพสูง นั่ง “รถราง” ไปชมฟาร์มเลี้ยงหมู ผมประทับใจมากที่คุณกาเร็ธทำ AAR แบบเนียนๆ กับเด็กๆ ด้วย เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เด็กเหล่านี้ได้เห็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์

กาเร็ธได้รับคำตอบปฏิเสธคำขอเปลี่ยนแปลงนโยบาย public food จาก รมต. คลังของรัฐบาลเวลช์ จะเห็นว่าหน่วยงานกำกับ public food คือหน่วยดูแลเรื่องเงิน ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องสุขภาวะ

รมต. คลังปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ แต่รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ ว่าเงินค่าอาหารและเครื่องดื่ม๗๔.๔ ล้านปอนด์ ใช้ซื้ออาหารจากบริษัทเวลช์ร้อยละ ๖๓ และตัวเลขอื่นๆ ที่เอามาคิดต่อได้ว่ามีจุดอ่อนอย่างไรเมื่อเอาเศรษฐกิจ และสุขภาวะของคนในของแคว้นเวลส์มาขึ้นตาชั่งด้วย

ผู้เชี่ยวชาญระบบอาหารบอกว่า ไม่ใช่เฉพาะเวลส์เท่านั้น แต่เหมือนกันทั่วโลก ที่ไม่มีการจัดการระบบอาหาร หรือปล่อยให้กำกับโดยตลาด คำแนะนำคือควรให้โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานคนชรา ใช้อาหารที่ผลิตในท้องถิ่นให้มากที่สุด ไม่ใช่ไม่กินอาหารจากต่างถิ่นเสียเลย

อาหารมื้อทดลองได้ผลเยี่ยมจากมุมของนักเรียนผู้บริโภค แต่ต้องการงบประมาณสูงกว่าเดิมมาก กาเร็ธคิดว่า เพราะ infrastructure สร้างไว้สำหรับแหล่งวัตถุดิบแบบเดิม

การเปลี่ยนแปลงตามความฝันของกาเร็ธ ยังเป็นเรื่องท้าทาย ที่จะต้องลองทำในสองสามโรงเรียน เพื่อเรียนรู้และปรับตัว และต้องขับเคลื่อนการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในทุกจุดที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้บริโภค

ขอบคุณ อ. หมอปรีดา มาลาสิทธิ์ ที่เอื้อเฟื้อภาพยนตร์


วิจารณ์ พานิช

๒ ม.ค. ๕๙


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (2)

ประทับใจค่ะ

เขียนเมื่อ 

อาหารท้องถิ่น
คือของกินคุณภาพมากคุณค่า
คือทางเลือกสำคัญกว่าราคา
คืออาหารคือยารักษากาย/ใจ