วัดแบบนี้...ผมจะกลับมาอีก

สัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อนท่านหนึ่งเดินทางมาจากนครศรีธรรมราช (พื้นเพเดิม เกิดจังหวัดชุมพร แต่สร้างครอบครัวอยู่ที่นครศรีธรรมราช) เพื่อมาเรียน "การพัฒนาสังคม" รอบนี้ มาหลายวันเพราะต้องไปศึกษาดูงานที่เชียงราย ปกติแล้วเมื่อเรียนเสร็จในแต่ละสัปดาห์ จะรีบกลับนครศรีธรรมราช เพราะเป็นห่วงครอบครัว แต่รอบนี้ต้องรอประชุมและไปศึกษาดูงาน หลังจากเรียนเสร็จ มีเวลาอยู่บ้าง ผมไม่รอช้าที่จะชวนเพื่อนเที่ยว เหตุผลที่ชวนเที่ยวเพราะผมไม่เหฺ็นเพื่อนเที่ยว จึงชวนไปหาเพื่อนอีกคนหนึ่ง (พื้นเพเดิมเกิดจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ครอบครัวย้ายมาอยู่ชุมพร) ซึ่งทำธุรกิจค้าขายอยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เราไปค้างแรมกันที่ร้านของเพื่อนหนึ่งคืน เพื่อนท่านแรก ผมเรียกท่านว่า "เอี้ยง" ซึ่งเป็นที่มาจากคำว่า "นกเอี้ยง" เพื่อนท่านนี้มีความผูกพันธ์กันในระดับหนึ่ง กินข้าวกระทะเดียวกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ฯลฯ หลายปี และเราเก็บผ้าใส่กระเป๋ามาเรียนที่นครศรีธรรมราชพร้อมกัน (ทั้งที่ไม่เคยไปมาก่อนและไม่เคยคิดวางแผนในการมากันก่อน) เพื่อนท่านหลังผมเรียกท่านว่า "แจ๊ส" เรารู้จักกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราชนี้เอง

ด้วยความที่ต้องรับผิดชอบธุรกิจ และความเป็นคนขยันแต่ไหนแต่ไรมา แจ๊สสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวมีสินทรัพย์เลี้ยงชีวิตไปจนแก่เฒ่า แต่สิ่งที่เขาไม่ลืมคือ "การให้" หลังเสร็จสิ้นภาระกิจ ในช่วงค่ำ แจ๊ส พาพวกเรา ๒ คนไปกินอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง กินเสร็จมานั่งคุยกันที่ร้าน ปกติจะไม่มีคนอยู่ในช่วงค่ำ เพราะแจ๊สต้องไปนอนที่บ้านหลังในกับภรรยา เป็นโอกาสดีที่พวกเรามา เราเดินกันขึ้นไปนอนที่ชั้น ๓ ของตึก ระหว่างนั้นก็คุยกันไปเรื่อยๆ แจ๊สทำธุรกิจ แต่แจ๊สมักคุยเรื่องการบุญการกุศล ทุกวันพฤหัสบดีของสัปดาห์ เขาจะนำขนมไปถวายพระนักปฏิบัติธรรมที่วัดธรรมเจดีย์ (เขาใหญ่) เอี้ยงเป็นผู้ช่วยอธิการอยู่มหาวิทยาลัยสงฆ์ วิทยาเขตนครศรีธรรมราช เขามีท่าทีในการเป็นห่วงเป็นใยคณะสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง สิ่งหนึ่งที่ผมฟังแล้วยังจำไม่ลืมคือ "เจ้าคุณทั้งหลายในกรุงเทพ มีอยู่จำนวนมาก เจ้าคุณเหล่านี้มีกำลังทั้งด้านเกียรติยศทางสังคม กำลังทรัพย์ที่สามารถออกปากจากผู้ไม่เดือดร้อนทางการเงิน เจ้าคุณเหล่านี้ควรเสียสละตนเอง ออกมาพัฒนาวัดแถวชนบท เพื่อรักษาและเป็นหลักที่พึ่งทางใจให้กับชาวบ้านที่อยู่ห่างไกล น่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าการอยู่อย่างสุขสบายในวัดของเมืองหลวง" ข้อความเหล่านี้มีความสำคัญบางอย่าง ซึ่งผมเห็นด้วย และเพิ่งได้ยินจากเขาเป็นคนแรกเกี่ยวกับการกระจายบุคคลระดับผู้นำทางสังคมออกสู่ชนบทเพื่อช่วยกันธำรงรักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ ส่วนผมนั้น ฟังได้ทุกเรื่อง เราคุยกันไปจนดึกดื่น อากาศเย็นๆ ไม่นานก็หลับ ตื่นขึ้นมา ตีห้าครึ่ง เราชวนกันไปทำบุญที่วัดธรรมมงคล เมื่อไปถึงวัด พระนักปฏิบัติเริ่มลงมาฉันภัตตาหารพอดี กิริยาของพระนักปฏิบัติก็เป็นไปอย่างพระนักปฏิบัติ คืออยู่เหมือน "คนไข้" เพราะต้องประคองสติไว้ทุกๆขณะของอิริยาบถ

พระเหล่านี้ส่วนหนึ่ง เป็นนักศึกษาสาขา "วิปัสสนากรรมฐาน" เป็นสาขาที่พระสายปริยัติน้อยนักจะเรียน พระนักปฏิบัติต้องตื่นตั้งแต่ตีสามครึ่ง จากนั้นจึงเริ่มพลีตัวเองปฏิบัติด้วยการเดินจงกรม สลับกับการนั่งสมาธิ ด้วยเวลาอย่างละเท่าๆกัน หมายถึง หากเดินจงกรม ๑ ชม. จะต้องนั่งจิตภาวนา ๑ ชม. เช่นกัน ทั้งนี้เพื่อให้สติและวิริยะไม่เหลื่อมล้ำกัน แจ๊ส มักเลือกเวลาดังกล่าวนี้เป็นเวลาสำหรับการให้ทาน การเลือกเวลาดังกล่าวได้รับอิทธิพลจากการศึกษาเนื้อหาทางพุทธศาสนา ที่ระบุว่า การถวายอาหารแด่สมณะที่เพิ่งออกจากฌาน มีผลานิสงส์แรงกล้า ในคัมภีร์ธรรมบท มีการกล่าวถึงหัวหน้าเทวดาท่านหนึ่ง (ท้าวสักกะเทวราช) กำลังจะหมดบารมี แสงรัศมีเริ่มอ่อนลง สู้แสงของเทวดาใหม่ๆ ไม่ได้ ท่านจึงหาวิธีการที่จะได้บุญเพิ่ม จึงไปถวายอาหารกับพระผู้ปฏิบัติธรรม แต่หากไปด้วยรูปของเทวดา พระผู้ปฏิบัติธรรมจะไม่ยอมรับบาตรแน่ๆ จึงแปลงร่างเป็นคนยากเข็ญ (หลอก) ถวายทานแด่พระภิกษุรูปนั้น (พระรูปนี้บรรลุธรรมแล้ว จิตสะอาดหมดจด) เมื่อถวายเสร็จ พระท่านจึงรู้ว่า แท้จริงคนเข็ญใจคนนี้เป็นเทวดา สุดท้ายจึงว่ากล่าวท้าวสักกะ แต่ท้าวสักกะก็ให้เหตุผลอย่างที่ตนประสบนั้น พระภิกษุรูปนี้จึงกล่าวว่า "ท่านไม่ใช่คนเข็ญใจ ขออย่าได้ทำอย่างนี้อีก" แนวคิดแบบนี้เองที่มีส่วนในการชักนำให้เพื่อนเลือกเวลาในการถวายทาน และตัวผมเองก็ได้รับอิทธิพลแบบนี้มาเช่นกัน ด้วยเหตุผลบางอย่าง เช่น พระเหล่านี้เป็นพระนักปฏิบัติ เราควรส่งเสริมท่าน พระเหล่านี้ กินน้อย นอนน้อย มุ่งหวังเป้าหมายที่พุทธศาสนาระบุไว้ การส่งเสริมพระเหล่านี้เท่ากับการส่งเสริมพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรละเลยเณรเล็กเณรน้อย ที่ยอมเข้ามาบวชในพุทธศาสนาเล่าเรียนปริยัติธรรม เพราะเราก็ไม่อาจรู้ได้ว่า เณรตัวน้อยเหล่านี้จะมีสักรูปที่เป็นเช่นกับหลวงพ่อประยุทธ์ แห่งวัดญาณเวศกวัน

การทำบุญรอบนี้ ผมไม่เต็มร้อยนัก เพราะไม่ได้เตรียมของมาเอง จึงได้แต่หวังว่า เมื่อคู่ชีวิตมาที่อยุธยาเมื่อไร ผมจะพาเธอไปทำบุญอย่างที่เพื่อนทำนี้ "วัดแบบนี้เอง ที่ผมจะกลับมาอีก" หลังจากทำบุญเสร็จ จึงกลับไปที่พัก แจ๊สพาเราไปกินข้าวต้มเลือดหมู จากนั้นเขาขอตัวไปส่งของก่อน แล้วจะรีบกลับมา เมื่อเขากลับมาแล้ว ผมกับเอี้ยงจึงขอตัวเดินทางกลับ โดยผมจะขับรถผ่าเขาใหญ่ไป เพื่อให้เอี้ยงได้ท่องเที่ยวเขาใหญ่เป็นครั้งแรก

ก่อนถึงด่านเก็บเงิน มีประกาศขายสตอบอรี่ริมทาง ในประกาศบอกว่า "สตอเบอรี่ 80" เอี้ยงอยากกินสตอเบอรี จึงขอให้จอดรถก่อน แล้วซื้อสตอเบอรี่ พร้อมกับส่งเงินให้ 80 บาท ทางแม่ค้าบอกว่า ไม่ใช่ราคา 150 บาทค่ะ ทำเอาเอี้ยงงุงงง ถามไปถามว่า ได้ความว่า ประกาศนั้นหมายถึง พันธุ์สตอเบอรี่ 80 ไม่ใช่ราคา 80 บาท เอี้ยงเปรยออกมาเบาๆ ว่า "ออ เขาทำกันอย่างนี้เอง" เราจ่ายค่าผ่านด่าน ลุยขึ้นเขาใหญ่ด้วยรถอีโก้คาร์ ถึงจุดชมวิว จอดให้เอี้ยงเก็บภาพเมื่อนำไปฝากลูกๆ แล้วมาหยุดสุดท้ายที่น้ำตกเหวนรก (ถ้าจำไม่ผิด) เราเดินกันไปเรื่อยๆ เพื่อไปสู่จุดหมาย แต่แล้วเอี้ยงต้องยอมแพ้ เมื่อเดินลงบันไดไปได้พักใหญ่ ดูท่าจะไม่ไหว จึงโบกมือบ้ายบ่าย ส่วนผมนั้น เมื่อคิดจะไปก็จะพยายามไปให้ถึง ทั้งที่เคยไปมาแล้วก็ตาม จึงให้เอี้ยงรออยู่ก่อน ผมเดินลงไปจนถึงน้ำตก มีผู้คนมาท่องเที่ยวพอสมควร

เก็บภาพได้สองสามภาพ จึงเดินขึ้น ปกติจะเป็นคนชอบวิ่งแล้วกระโดดขึ้นบันไดมากกว่า แต่ทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะระหว่างทางจะมีผู้คนพักระหว่างบันไดตลอดทาง การเดินขึ้นจากน้ำตก ทำให้นึกถึงครั้งหนึ่งที่เดินขึ้นไปบนภูเขาแดง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา การเดินครั้งนั้นยอมรับว่า แทบจะเป็นลม และเหนื่อยหน้ามืด แต่ฝืนขึ้นไปจนถึงเจดีย์

ผมเดินมาพบเอี้ยง แล้วเดินไปด้วยกัน ระหว่างทางมีทั้งคนไทยและต่างชาติเดินสวนทางและเดินไปด้วยกัน เอี้ยงไม่ไหว เมื่อถึงร้านน้ำ จึงรีบไปซื้อน้ำมาดื่ม จากนั้นเราจึงเดินทางกลับ แวะกินก๋วยเตี๋ยวเลยศาลาแดงมา มาถึงอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เอี้ยงเปรยขึ้นว่า อยากนวดแผนโบราณ ผมไม่รู้แหล่งนวดว่าที่ใดดี เพราะไม่ใช่ลูกค้าหมอนวด แต่ก็ทราบว่า ที่วัดท่าการ้อง ซึ่งมีตลาดน้ำของวัด ที่ท่าน้ำมีเรือจอดอยู่ และมีชาวบ้านที่เรียนนวด มานวดให้นักท่องเที่ยว ไม่รอช้า เพราะเกรงจะค่ำเสียก่อน จึงรีบไปวัดท่าการ้อง เราไปทันเวลาพอได้ หมอนวดผู้สูงอายุทั้งสิ้น แต่การบีบนวดไม่ใช่ธรรมดา ทำเอาเอี้ยงเพื่อนผมร้องลั่น เสร็จจากการนวดหนึ่งชั่วโมง ผมจึงไปส่งเอี้ยงที่ มจร.วังน้อย เพื่อเตรียมตัวไปเชียงรายในรุ่งขึ้น

สิ่งที่น่าคิดคือ ระหว่างเดินทาง เราคุยกันในหลายเรื่อง และเรื่องเหล่านั้นไม่มีเรื่องไหนเป็นเรื่องตลกเฮฮาเลย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โอโห...มโนสาเร่



ความเห็น (0)