​เมื่อจีนคิดการใหญ่: ธนาคารโลกในเวอร์ชันเอเชีย

เมื่อจีนคิดการใหญ่: ธนาคารโลกในเวอร์ชันเอเชีย วิชญ์พล สุธาสินีนนท์

กระแสการเข้าร่วมเป็นสมาชิกในธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank: AIIB) ที่จีนเป็นหัวหอกในการจัดตั้งเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อประเทศ มหาอำนาจอย่างรัสเซีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรให้ความสนใจเป็นสมาชิกจนทำให้มีแล้วกว่า 40 ประเทศทั่วโลกที่ตอบรับเข้าร่วม AIIB ซึ่งรวมถึงไทยด้วย

แนวคิดของจีนในการจัดตั้ง AIIB มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เงินกู้แก่ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียใช้ในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การคมนาคมขนส่งและระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งบทบาทเชิงรุกของจีนในครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามว่า

(1) เพราะเหตุใดจีนถึงจัดตั้ง AIIB ขึ้นมา ทั้งที่ในปัจจุบันมีองค์กรระหว่างประเทศดำเนินบทบาท ดังกล่าวอยู่แล้ว เช่น ธนาคารโลก หรือธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB)

(2) โครงสร้างระบบการเงินโลกต่อจากนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร

(3) การจัดตั้ง AIIB จะส่งผลต่อไทยอย่างไร

การตอบคำถามแรกว่า จีนตั้ง AIIB ขึ้นเพราะอะไร อาจมองได้สองมุม มุมแรกสามารถมองในด้านการเงิน ขณะที่อีกมุมหนึ่ง คือ ด้านการเมือง ในด้านการเงินนั้น ADB ประเมินความต้องการเม็ดเงินเพื่อใช้ลงทุนด้าน โครงสร้างพื้นฐานของเอเชียในช่วงปี2553 – 2563 ไว้ราว 8 ล้านล้านดอลลาร์สรอ. โดยปัจจุบันได้รับการสนับสนุน เงินกู้จากธนาคารโลกและ ADB รวมกันเพียงไม่ถึงร้อยละ 2 ของความต้องการทั้งหมด ด้วยเหตุนี้จะเห็นได้ว่าประเทศ ในเอเชียยังขาดเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอยู่อีกมาก แม้ที่ผ่านมาจะมีความพยายามผันเงินออมในภูมิภาคที่มี อยู่มากไปสู่การลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแล้วบ้างก็ตาม แต่กระบวนการดังกล่าวต้องใช้เวลา ดังนั้น AIIB จะ เข้ามามีบทบาทเป็นแหล่งเงินทุนอีกแห่งเพิ่มเติมให้กับภูมิภาคได้ ในด้านการเมือง การที่จีนจัดตั้ง AIIB ขึ้นมาใหม่แทนที่จะไปเพิ่มทุนในธนาคารโลกหรือ ADB เพื่อยกบทบาท ของตนในองค์กรระหว่างประเทศเหล่านี้ก็น่าจะมาจากการที่สหรัฐฯ และญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มหลักในการก่อตั้ง ธนาคารโลกและ ADB จึงมีสิทธิออกเสียงในสัดส่วนที่สูง ทำให้ยากต่อการที่จีนจะมีบทบาทมากขึ้น เช่น ในธนาคารโลก สหรัฐฯ มีสิทธิออกเสียงถึงร้อยละ 16.2 ขณะที่จีนมีเพียงร้อยละ 4.8 สำหรับใน ADB ญี่ปุ่นมีสิทธิออก เสียงร้อยละ 12.8 เทียบกับจีนที่มีเพียงร้อยละ 5.4 สัดส่วนเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับขนาดของเศรษฐกิจจีนที่ใหญ่เป็น อันดับสองของโลก การจัดตั้ง AIIB ขึ้นมาจึงเป็นทางออกหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มบทบาทของจีนในเวทีโลก

คำถามที่สองคือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระบบการเงินโลก ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าโครงสร้างของขั้ว อำนาจในองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลกหรือ ADB ยังอยู่ในมือของประเทศพัฒนาแล้วเป็นหลัก ขณะที่กลุ่ม ประเทศกำลังพัฒนาที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ขึ้น เช่น จีน บราซิล รัสเซีย อินเดีย ยังไม่ได้รับสิทธิออกเสียงในองค์กร เหล่านี้มากเท่าที่ควร แม้ว่าธนาคารโลกเองอยู่ระหว่างการเพิ่มสัดส่วนสิทธิออกเสียงให้แก่กลุ่มประเทศเหล่านี้ แต่กระบวนการยังเป็นไปอย่างล่าช้า เพราะสหรัฐฯ ซึ่งมีสิทธิออกเสียงมากที่สุดยังไม่ให้ความเห็นชอบ ด้วยเหตุนี้จีน จึงต้องการปรับความสมดุลของขั้วอำนาจในองค์กรระหว่างประเทศ และดูเหมือนว่าจีนจะทำได้สำเร็จในเบื้องต้น เพราะได้รับการตอบรับที่ดีจากประเทศใหญ่ๆ ในยุโรปหรือแม้แต่ออสเตรเลียเองที่เป็นฝ่ายสนับสนุนสหรัฐฯ มาตลอด

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เหตุใดประเทศใหญ่ๆ ในยุโรปถึงเข้าร่วมเป็นสมาชิก AIIB กับจีน แทนการเพิ่มทุน ของตัวเองในธนาคารโลกที่มีสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรหลักอยู่ แน่นอนว่าการรวมตัวของประเทศในยุโรปก็เพื่อให้เกิด ประโยชน์ทางการค้าการลงทุนร่วมกัน แต่ในด้านการเมืองนั้นแต่ละประเทศยังต้องการรักษาอำนาจการตัดสินใจของ ตนเองอยู่การที่บางประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิก AIIB จึงแสดงถึงความมีอิสระในการตัดสินใจทางการเมือง ซึ่งจะส่งผล ต่อไปยังโครงสร้างระบบการเงินโลกและการดำเนินงานในอีกหลายๆ เรื่องของยุโรปในอนาคตได้ การที่AIIB ได้รับการตอบรับจากประเทศมหาอำนาจมากมาย นอกจากจะทำให้บทบาทและท่าทีของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และประเทศมหาอำนาจทั่วโลกสั่นคลอนแล้ว ยังจะส่งผลให้โครงสร้างและอำนาจในระบบการเงินโลก เปลี่ยนแปลงไปด้วย หากธนาคารโลกและ ADB ยังไม่ปรับเปลี่ยนองค์กรให้สอดคล้องกับโครงสร้างใหม่ของภาวะ เศรษฐกิจและการเงินของโลก บทบาทของ AIIB ในระบบการเงินโลกจะมีโอกาสเพิ่มขึ้น โดยเราอาจได้เห็นการใช้สกุล เงินหยวนในการชำระเงินทั้งในส่วนการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น อย่างไรก็ดีปัจจัยสำคัญต่อ ความสำเร็จของ AIIB นั้น ยังมีเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินงาน โครงสร้างสิทธิออกเสียงที่ต้องเป็นธรรมแก่สมาชิก ตลอดจนกฎระเบียบที่ต้องเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจีนในฐานะผู้ริเริ่มต้องดูแลให้เป็นที่ยอมรับของสมาชิก

คำถามสุดท้ายได้แก่ผลกระทบที่ไทยจะได้รับจากการจัดตั้ง AIIB ของจีน คือไทยจะมีแหล่งเงินทุนแห่ง ใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมาไทยจะกู้เงินในลักษณะทวิภาคีเป็นหลัก เช่น การกู้เงินโดยตรงจากญี่ปุ่นหรือจีนเพื่อใช้ใน โครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ นอกจากนี้ไทยอาจมีสิทธิมีเสียงในองค์กรระหว่างประเทศมากขึ้นผ่าน AIIB ซึ่งที่ผ่านมา ไทยมีบทบาทค่อนข้างจำกัดในองค์กรระหว่างประเทศที่นำโดยชาติตะวันตก การเข้าร่วมกับจีนในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าว สำคัญของไทย อย่างไรก็ดีการที่ไทยเข้าเป็นสมาชิกและพึ่งพาแหล่งเงินทุนจาก AIIB ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศนั้นคงจะต้องคำนึงถึงรายละเอียดการกู้ยืมให้มีความเหมาะสมและคุ้มค่าด้านต้นทุนด้วย ทั้งนี้อาจมองได้ด้วยว่า การขยับตัวของจีนในครั้งนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของแผนการใหญ่ตามวิสัยทัศน์ของ นายสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน ซึ่งมีกรอบแนวคิดหลักที่จะผงาดอำนาจออกไปให้กว้างขึ้นผ่านการเชื่อมโยงการค้า ระหว่างทวีปทั้งทางบกและทางทะเลตามที่เรียกว่า “One Belt, One Road” โดยนอกเหนือจากการจัดตั้ง AIIB แล้ว จีนยังมีการดำเนินงานอีกหลายอย่าง อาทิการสนับสนุนให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินสากล การสนับสนุนให้สถาบัน การเงินทั้งในและนอกจีนออกพันธบัตรสกุลเงินหยวนได้เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปฏิรูปของจีนถูก วางไว้อย่างครอบคลุมเพื่อให้จีนมีบทบาทในเวทีโลกในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้นในอนาคต แผนการใหญ่ที่จีนวางไว้ในครั้งนี้ ( อ้างอิงจาก : www.bot.or.th/Thai/ResearchAndPublications/pages/o...)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สัมมนาทางการเงิน



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เคยทำงานในโครงการที่ใช้เงินกู้ธนาคารโลกแล้วรู้สึกว่าเราตกเป็นทาสที่ต้องถูกกำกับโดยเงื่อนไขของธนาคารโลก หวังว่า AIIB คงไม่ใช้วิธีการเดียวกัน

เขียนเมื่อ 

เราอาจเชื่อถือได้ว่าเงื่อนไขต่าง ๆอาจป้องกันการทุจริตในการใช้เงินได้ แต่อาจมีการทุจริตเชิงนโยบายได้เหมือนกัน และผู้เชี่ยวชาญสัญชาติต่าง ๆที่ได้มาอาจไม่เหมาะสม และมาพร้อมกับความไม่รู้ และอคติ คิดว่าดีกว่า เก่งกว่าคนไทยในโครงการ เช่นบังคับหรือพยายามโน้มน้าวให้เราจ้างผู้เชี่ยวชาญจากประเทศในยุโรป ทั้ง ๆที่เราทราบดีว่าเรามีผู้ที่เหมาะสมกว่า หรือผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทย หรืออินเดียหรือ สิงคโปร์เหมาะสมกว่า ในการประชุมที่เชิญเรามาให้ความเห็นมักจะกลายเป็นการมาฟังเขาบอกว่าควรจ้างใคร การซื้อเครื่องมือ อุปกรณืก็ต้องประกาศไปทั่วโลกให้เข้าประมูล เสียเวลาเป็นที่สุด และอื่น ๆ ไม่ค่อยจะมี efficiency เท่าที่ควร