ชีวิตที่พอเพียง ๒๕๖๔. ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลง


บ่ายวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ผมไปที่อาคารวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี วิทยาเขตโรงพยาบาลบำราศนราดูร เพื่อประชุมคณะกรรมการ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพ (ศสช.)

มูลนิธินี้ตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่กระตุ้นและอำนวยความสะดวกในการสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาของบุคลากรสุขภาพ ในประเทศไทย

ทำงานแบบไม่มีอำนาจสั่งการ ใช้กระบวนการต่างๆ ตามแนวของการเป็น Change Agent หรือเป็น Catalyst for Change เพื่อ transform การศึกษาของบุคลากรสุขภาพ ให้เป็นไปตามแนวทางที่เสนอไว้ในรายงาน Health Professionals for a New Century : Transforming Education to Strengthen Health Systems in An Interdependent Worldคือให้บุคลกรสุขภาพออกไปทำงานเป็นทีม เพื่อเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาระบบสุขภาพ ให้เป็นระบบที่ครอบคลุมทุกคนในสังคม (Universal Health Coverage) และมีความเป็นธรรม (Health Equity)

เป็นงานที่ท้าทาย สนุก และสูงคุณค่า แต่ไม่ชัดเจนว่าทำอย่างไร

ชีวิตบั้นปลายของผม ผูกพันอยู่กับการทำหน้าที่แบบนี้ เกือบทั้งหมด ดังตัวอย่างมูลนิธิสยามกัมมาจล มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ มูลนิธิพูนพลัง มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลฯ คือทำงานเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลง แบบไม่มีอำนาจสั่งการ ใช้อำนาจความรู้ ปัญญา สังคม และอำนาจของการร่วมมือกัน

ในขณะนี้ มูลนิธิที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้อง ที่มีทักษะ หรือวิธีทำงานน่าชื่นชม ในสภาพของการทำหน้าที่ Catalyst for Change คือ มูลนิธิสยามกัมมาจล ที่มีคุณเปา (ปิยาภรณ์ มัณฑะจิตร) เป็นผู้จัดการ โปรดสังเกตว่า มูลนิธินี้มีผู้จัดการที่มีความสามารถสูง ทำงานเต็มเวลา และได้รับค่าตอบแทนสูง ในทำนองเดียวกันกับมูลนิธิร็อกกี้เฟลเล่อร์ มูลนิธิฟอร์ด Japan Foundation, ฯลฯ ในต่างประเทศ คือเป็นมูลนิธิที่ทำงานอย่างมืออาชีพ มีบุคลากรที่มีความสามารถสูง ทำงานอย่างมีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ชัดเจน

มูลนิธิแบบนี้ ต้องมีทรัพยากรมั่นคง อย่างมูลนิธิร็อกกี้เฟลเล่อร์ก็มีเงิน endowment เอาไปลงทุน ให้เกิดดอกผล นำมาใช้ดำเนินกิจการ มูลนิธิสยามกัมมาจลมีธนาคารไทยพาณิชย์บริจาคเข้ามาทุกปี ให้เพียงพอต่อความต้องการ

แต่ก็มีมูลนิธิที่ทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ในสังคม ที่ทำงานแบบอาสาสมัคร และไม่มีแหล่งทรัพยากรมากมาย ดังตัวอย่าง มูลนิธิพูนพลัง ทำหน้าที่พูนพลัง (empower) คนจนในชนบท และพูนพลังด้านการศึกษา

การทำหน้าที่ “พลังที่สาม” (Third Power) เสริมพลังที่หนึ่ง (ภาครัฐ) และพลังที่สอง (ภาคธุรกิจเอกชน) น่าจะมีได้หลายแบบ แต่ที่เหมือนกันหมดคือ ทำหน้าที่สร้างการเปลี่ยนแปลงแบบไม่มีอำนาจสั่งการ แต่ใช้อำนาจอื่นๆ อันได้แก่ อำนาจความรู้ (ปัญญา) อำนาจเครือข่าย อำนาจความร่วมมือ อำนาจทางสังคม และอำนาจทางจิตวิญญาณ ซึ่งรวมความเห็นแก่ส่วนรวม โดยที่ต้องไม่ลืมพลังด้านการจัดการ

ที่จริงทีมงานของ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพ ได้ทำงานขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของการศึกษา ของบุคลากรสุขภาพมาแล้วเป็นเวลาประมาณ ๕ ปี ได้จัดการประชุมระดับชาติไปแล้ว ๒ ครั้ง (, ) และผมได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่เป็น Complex-Adaptive Systems ในการขับเคลื่อนการปฏิรุประบบการศึกษา เชื่อมโยงกับระบบสุขภาพ ตามใน บันทึกชุดนี้ แต่ในช่วงเริ่มต้นเป็นการทำงานในลักษณะโครงการ ไม่ได้จัดตั้งองค์กรนิติบุคคลขึ้นดำเนินการ

เราได้ระดมความคิดร่วมกันในกลุ่มคณะกรรมการ ร่วมกับ นพ. ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ แห่ง สสส. ว่ารูปแบบใหม่ที่มูลนิธิฯ จะดำเนินการคือ ทำแบบ Area-Based โดยยึดพื้นที่ของเขตสาธารณสุขเป็นตัวตั้ง ดำเนินการเชื่อมโยงความร่วมมือพัฒนาบุคลากรสุขภาพ ให้สนองความต้องการพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่ และมีรูปแบบบทเรียนเพื่อการเรียนรู้สู่เขตพื้นที่อื่น และสู่การเปลี่ยนแปลงยกระดับไม่มีสิ้นสุด



วิจารณ์ พานิช

๒ ธ.ค. ๕๘


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)