Embedded Formative Assessment การประเมินเพื่อพัฒนา


เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมได้เข้าร่วมสัมมนากับสถาบันคลังสมองที่เกี่ยวข้องกับ Scholarship of Teaching and Learning ทางคลังสมองได้เชิญวิทยาการ Assoc.Prof. Michelle ซึ่งมีพื้นฐานด้านจิตวิทยา จากประเทศออสเตรเลีย ท่านเป็นหนึ่งในคนที่เป็นประเมินกระบวนกรในระดับโลก พูดง่ายๆคือ ใครอยากเป็นกระบวนกรต้องมาประเมินโดยท่านผู้นี้ครับ

หลังจากสัมมนาไปได้สักพัก อาจารย์ท่านก็เริ่มใช้วิธีของกระบวนกรในสัมมนา เช่นใช้กระดานเขียนบอร์ด และเริ่มให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเขียน จากสิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตคือ วิธีบางส่วนที่ใช้ในกระบวนกร คือ Embedded formative assessment ซึ่งคุณหมอวิจารณ์ได้แปลว่า เป็นการประเมินเพื่อพัฒนา จากหนังสือของ Dylan (2011) คือ Embedded Formative Assessment - practical strategies and tools for K12 teachers ตอนนี้ผมก็เริ่มสงสัยแล้วว่าการประเมินกับเทคนิคการสอน กับกระบวนกรมันเชื่อมกันอย่างไร แล้วเทคนิคการประเมินพวกนี้จะนำมาใช้กับระดับมหาวิทยาลัยได้หรือ เพราะตัวอย่างเทคนิคพวกนี้ใช้ในระดับประถมมาไม่ใช่หรือ

หลังจากนั้นผมก็เริ่มสังเกตต่อๆ มาว่า วิทยากร Michelle ได้ดึงเทคนิคในระดับประถมออกมาเป็นระยะๆ เช่น ท่านได้ใช้เทคนิค Thumbs up-Thumbs down เริ่มน่าสนใจแล้วสิครับตอนนี้ว่า ท่านเอาเทคนิคระดับประถมมาใช้กับผู้ร่วมสัมมนาที่เป็นผู้บริหาร อาจารย์ในมหาวิทยาลัยได้อย่างไร ผมขออธิบายเทคนิคนี้คร่าวๆ ว่า ครูจะให้เด็กยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นถ้าผู้เรียนเข้าใจบทเรียน ถ้าไม่เข้าใจให้หันหัวนิ้วมือลง แต่ถ้าไม่แน่ใจให้หันชี้ไปแนวราบ อันนี้แหละครับที่ผมเห็นวิทยากรเปลี่ยนเทคนิคแทนที่จะยกหัวนิ้วมือแบบเด็กๆ แต่ให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาหาจุดยืนสามจุดในห้อง ใครที่ตอบว่าใช่ให้ไปยืนอยู่หน้าห้อง ใครที่ตอบว่าไม่ใช่ให้ไปยืนหลังห้อง ใครที่ไม่แน่ใจให้ยืนกลางห้อง จากตรงนี้ผมก็เริ่มถึงบางอ้อว่า วิทยากรต้องการเช็คว่าผู้เข้าร่วมสัมมนาตัดสินใจอะไร ทำให้วิทยากรประเมินสถานการณ์ได้ถูก จากภาพเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ไปยืนหน้าห้อง มีสองคนไปยืนหลังห้อง อีกสองคนยืนกลางห้องคุยกับวิทยากร

เราจะเห็นได้ว่าเทคนิคการประเมินแบบพัฒนาที่มาจาก Know how ระดับประถมของประเทศตะวันตกสามารถนำมาใช้กับงานสัมมนาระดับผู้ใหญ่ได้ นั่นหมายความว่า Know how ต่างๆ มันถูกสร้างในระดับประถมหลายๆอย่างเรียบร้อยแล้วมานานนับสิบปีแล้ว เพียงแต่อาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัยคิดว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับการเรียนการสอนในระดับมหาวิทยาลัยเพราะเหตุว่าเทคนิคพวกนี้ใช้กับเด็กซึ่งอาจจะไม่ตรงกับพฤติกรรมของเด็กวัยรุ่นในมหาวิทยาลัย แล้วเราก็คิดว่า Formative assessment จะจบลงที่ Rubric ที่ใช้งานยากเหลือเกินกับจำนวนผู้เรียนที่มากในห้องเรียน

มาถึงจุดนี้แล้วผมคิดว่าการใช้เทคนิคให้ปฎิบัติงานได้จริงขึ้นกับทักษะกระบวนกรที่ต้องอาศัยการฝึกฝน ปรับเปลี่ยนให้ตรงกับพฤติกรรมผู้เรียน สถานการณ์ และสภาพแวดล้อมของห้องเรียน สิ่งที่นี้ที่ทำให้ผมคิดว่าทักษะกระบวนกร เทคนิคการประเมินแบบพัฒนา เทคนิคการสอน และเนื้อหาวิชาที่เรียน มีความเชื่อมโยงกัน เพราะถ้าเราเอาการประเมินแปลงมาเป็นเทคนิคการสอนที่สามารถรู้ได้ว่าผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาวิชาที่สอนได้ อย่างนี้เราก็เหมือนทิ้งไพ่ใบเดียวกินเรียบ คือใช้ตัวเดียวแต่ตอบโจทย์ได้ทุกอย่างจริงไหมครับ

คำถามต่อมาว่าเรามีกระบวนกรในประเทศไทยคนไหนที่สามารถถ่ายทอดเทคนิคการสอนเหล่านี้ คำตอบคือ มีแต่ไม่ค่อยตรง กระบวนกรส่วนใหญ่เดินไปในสายของภาคอุตสาหกรรมและจิตตปัญญาที่เน้นเนื้อหาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในองค์กร การจัดการความรู้และจิตพุทธะ ผมเชื่อว่ายังไม่มีกระบวนกรที่เน้นด้านการศึกษาทีเดียวนัก สิ่งเหล่านี้ยังเป็นช่องว่างให้เราได้พัฒนาปรับปรุงกระบวนกรซึ่งก็คือ ครูที่สอนในระบบการศึกษาต่อไป ท้ายสุดผมก็รวบรวมทำไพ่(เพราะหวังว่าทิ้งไพ่ใบเดียวแล้วกินรวบ) ที่เป็นเทคนิค Formative assessment มา ซึ่งผู้ใช้อาจจะต้องคิดว่าอยากประเมินอะไรแล้ว ถ้าประเมินเสร็จผู้เรียนจะได้ผลตอบกลับอะไรไปพัฒนาตนเอง สิ่งที่ผมยกมาอาจจะมีบางท่านบอกว่าเป็นเทคนิคการสอนไม่ใช่การประเมิน ไม่เป็นไรครับตอนนี้ผมขอเป็นผู้บุกเบิกลองเอาไปใช้ทดสอบดูกับห้องเรียนจริงก่อน แล้วถ้าได้ผลอย่างไรผมจะมาแจ้งใน blog ต่อไปทีหลัง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Hexagonal thinking การคิดแบบเชื่อมโยง



ความเห็น (0)