ในยุคการแข่งขันสูง ความชำนาญและเป็นเลิศในธุรกิจตน สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องมี

ความชำนาญและเป็นเลิศในธุรกิจตน สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องมี

ในยุคที่มีการแข่งขันสูง คู่แข่งแต่ละรายมีศักยภาพและขีดความสามารถที่ดูๆแล้วก็สร้างความหวั่นใจให้เรากันทั้งนั้นว่า เราจะอยู่หรือจะสู้ในตลาดได้อย่างไร วันนี้จะมาพูดถึงเรื่อง Core Competency ของธรกิจเราอันจะนำมาซึ่งการประสบผลสำเร็จ CC หรือ Core Competency สำหรับผู้ประกอบการไม่ว่าสาขาใดๆ ท่านจะทำการค้าในประเทศหรือต่างประเทศ หรือท่านจะเป็นพนักงาน บุคคลธรรมดาก็แล้วแต่ ความชำนาญหรือความเป็นเลิศในกิจกรรมอันใดอันหนึ่ง มักนำสิ่งดีๆมาสู่กิจการ มาสู่ชีวิตเราได้เสมอๆ ก่อนที่จะพูดถึง CC ในหลักการบริหารงาน ขอนำเรื่องที่เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนสำหรับวันนี้มาแชร์ก่อนนะคะ

เรื่องคนมีศิลปะ - เครดิต/ที่มา : http://www.dhammathai.org/chadoknt/chadoknt143.php

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ฆ่าหงส์รูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นอำมาตย์ในเมืองพาราณสี มีพราหมณ์ปุโรหิตผู้พูดมากคนหนึ่งประจำราชสำนัก ถ้าเขาได้พูดแล้วคนอื่นจะไม่มีโอกาสได้พูดเลย สร้างความรำคาญให้แก่ผู้คนเป็นอย่างมากแม้กระทั่งพระราชา พระองค์จึงคิดหาวิธีสกัดคำพูดของปุโรหิตนั้น

วันหนึ่ง พระองค์เสด็จไปพระอุทยานด้วยพระราชรถ ถึงต้นไทรทอดพระเห็นพวกเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังยืนมุงดูชายง่อยเปลี้ยผู้หนึ่ง ดีดก้อนขวดซัดใส่ใบไม้เจาะรูเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ อยู่ จึงเสด็จเข้าไปทอดพระเนตรดู ทรงคิดได้วิธีสกัดคำพูดของปุโรหิต รับสั่งให้ชายง่อยเปลี้ยเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า
" ในราชสำนักของเรา มีคนพูดมากอยู่คนหนึ่ง เจ้า สามารถทำให้เขาหยุดพูดได้ไหม ? "

เขากราบทูลว่า
" ถ้าได้ขี้แพะถังหนึ่ง อาจทำให้เขาหยุดพูดได้ พระเจ้าค่ะ "

จึงรับสั่งให้นำชายง่อยเปลี้ยเข้าวังด้วย ให้เขานั่งภายในม่านเจาะรูตรงข้ามกับที่นั่งของพราหมณ์ปุโรหิตผู้พูดมากนั้น พร้อมให้วางขี้แพะแห้งไว้ใกล้ ๆชายง่อยเปลี้ยนั้น พอได้เวลาพราหมณ์ปุโรหิตเข้าเฝ้า เขาก็เริ่มกราบทูลพูดโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้อื่น เมื่อเขาอ้าปากพูดคำไหน บุรุษง่อยเปลี้ยก็ดีดขี้แพะที่ทำเป็นก้อนเล็กๆ ผ่านม่านเข้าปากเขาทุกคำพูด พราหมณ์ปุโรหิตจึงได้กลืนกินขี้แพะโดยไม่รู้ตัว

พระราชาทรงทราบว่าขี้แพะหมดแล้ว จึงตรัสว่า
" ท่านอาจารย์ ท่านกลืนกินขี้แพะไปตั้งถังหนึ่งแล้ว ยังไม่รู้อีกหรือ ? ท่าน จงไปถ่ายท้องก่อนที่จะตายเสียเถิด "

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พราหมณ์ปุโรหิตปิดปากสนิท แม้ใครจะพูดด้วย ก็ไม่ค่อยจะพูด พระราชาทรงสบายพระทัยแล้วรับสั่งให้พระราชทานบ้าน ๔ หลัง อยู่ในทิศทั้ง ๔ ทิศ พร้อมทรัพย์สินแก่ชายง่อยเปลี้ยนั้น

ฝ่ายอำมาตย์ ได้เข้าเฝ้าพระราชาแล้วกราบทูลว่า
"ธรรมดาศิลปะในโลก บัณฑิตทั้งหลาย พึงเรียน แม้เพียงดีดก้อนกวด ก็ยังช่วยให้ชายง่อยได้สมบัตินี้ " แล้วกล่าวคาถานี้ว่า
" ขึ้นชื่อว่าศิลปะ แม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็สามารถให้สำเร็จประโยชน์ได้โดยแท้
ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรบุรุษง่อย ได้บ้านทั้ง ๔ ทิศ ก็ด้วยการดีดขี้แพะ "

----------------------------------------------------------------------------------------------

ผู้เขียนเคยได้ฟังเรื่องนี้จากหลายแหล่งที่มา ขอแชร์เพิ่มเติมในส่วนความสามารของชายง่อยเปลี้ยท่านนี้ ก่อนที่พระราชาจะไหว้วานให้นำเอาความชำนาญของเขามาช่วย ในการที่จะทำให้ปุโรหิตพูดมากนั้นหยุดพูดสักนิด ความสามารถในการดีดกรวดของเขาใส่ใบไม้ให้เป็นรูปสัตว์ต่างๆ อันเป็นที่ชอบใจของเหล่าเด็กๆนั้น มันเป็นอาชีพที่หารายได้เลี้ยงตัวเขามาในระดับหนึ่งแล้ว ก่อนหน้าที่พระราชาจะมาพบ เนื่องจากความสนุกสนาน และความบันเทิงที่เด็กๆได้รับ เพราะเด็กๆต่างให้อาหารบ้าง และเบี้ยกับเขาบ้าง และที่จะแชร์เพิ่มเติมที่ไม่มีในเรื่องด้านบนคือ หลังจากที่ชายง่อยเปรี้ยท่านนี้ได้รับพระราชทานความดีความชอบเป็น "บ้าน 4 ทิศ" นั้น ในความหมายก็คือชุมชนหมู่บ้านทั้ง 4 ทิศในอานาบริเวณของชายง่อยเปรี้ยนั้น จะอยู่ภายใต้เการเก็บส่วยของเขานั่นเอง เปรียบได้กับเสนาบดี หรือคหบดีสมัยก่อนที่เป็นตำแหน่งที่พระราชาจะพระราชทานให้ ตำแหน่งต่างๆจะมีศักดินาต่างๆกันมากบ้างน้อยบ้างอันได้แก่ ที่นา หรือ พื้นที่ในการเก็บภาษี หรือที่เรียกว่าส่วยในสมัยนั้นนั่นเอง เสนาบดี หรือคหบดีเมื่อเก็บมาแล้วก็จะนำส่งทางราชการส่วนหนึ่ง เก็บเป็นรายได้เลี้ยงชีพตนเองและบริวารส่วนหนึ่ง หากจะเปรียบกับปัจจุบันก็น่าจะเป็นบรรดาสัมปทานต่างๆ ที่ผู้ได้สัมปทานสามารถหาประโยชน์เพื่อก่อให้เกิดรายได้นั่นเอง และเนื้อหาสำคัญที่กล่าวว่าอยากจะแชร์เพิ่มก็คือ บุรุษง่อยเปรี้ยท่านนี้นั้น เป็นผู้มีคุณธรรมมีจรรยาบรรณในวิชาชีพการดีดก้อนกรวดของเขา หลังจากที่เขาเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาจากชำนาญนี้ก็มีผู้ที่อยากรุ่งเรืองอย่างเขาบ้างมาขอศึกษา บุรุษง่อยเปรี้ยท่านนี้ได้กล่าวห้ามชายผู้นั้นหลังจบการศึกษาแล้วว่าห้ามมิให้นำวิชานี้ไปทำอันตรายต่อชีวิตสัตว์ หรือบุคคลที่มีเจ้าของเนื่องด้วยสมัยนั้นโทษปรับหากกระทำการเป็นเหตุให้ทรัพย์ของบุคคลอื่นเสียหายคือ 100 กะหาปนะ หากกระทำการเป็นเหตุให้ทรัพย์ของบุคคลอื่นอันเป็นญาติใครๆ เสียชีวิตโทษปรับคือ 700 (ขออภัยค่ะ หรือ 1000 หากจำไม่ผิด) คงจะเข้าทำนองการเขียนกฏหมายที่มีช่องว่างในปัจจุบัน บุคคลพาลมักจะมองเห็นช่องว่างเพื่อกระทำการอันชั่วร้ายของตนเสมอ เหมือนกับยุคปัจจุบันที่คนเสาะหาช่องว่างของกฏหมายเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และพรรคพวก ก็มักจะมีแต่คนไม่ดีเท่านั้น หนักเข้าก็หาทางเข้าไปในสภาเพื่อเขียนกฏหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ตนเองและพวกซะเลย ย้อนมาที่เรื่องลูกศิษย์คนพาลของบุรษง่อยเปรี้ยบ้าง พออาจารย์บอกว่าห้ามมิให้ทำอันตรายด้วยการใช้วิชานั้นต่อทรัพย์สิน หรือชีวิตสัตว์ และคนอันมีเจ้าของ พอไปพบกับพระปัจเจกพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งบำเพ็ญเพียรอยู่ตามลำพัง เป็นผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน ตัดขาดจากครอบครัวญาติมิตรแล้ว เขาจึงคิดที่จะทดลองวิชา จึงได้ทำการดีดก้อนกรวดเข้ารูหูด้านหนึ่งของพระปัจเจกด้วยความที่ตู่เอาด้วยความพาลของตนว่า ก็ท่านๆนี้ไม่มีเจ้าของเครือญาติแล้วนั่นเอง เมื่อก้อนกรวดได้พุ่งเข้าไปอย่างแรงจากรูหูด้านหนึ่ง แล้วทะลุออกอย่างเร็วอีกด้านหนึ่งของพระปัจเจก ก็ทำให้มีเลือดไหลออกมาอย่างมาก พร้อมๆกับความเจ็บปวดอย่างมากเช่นกัน จนท่านทนความเจ็บปวดนั้นไม่ไหว ได้สิ้นใจไปในที่สุด เรื่องทั้งหมดก็กระจ่างต่อสาธารณะชนในเวลาต่อมาว่าบุรุษคนพาลนั้นเองที่ปลงสังขารพระปัจเจกที่เป็นที่เคารพของพวกตน จึงทำการพากันลงโทษคนพาลผู้นี้ในท้ายที่สุด

CC (Core Competency) ของบรุษง่อยเปรี้ยก็คือ...

  1. ความเชี่ยวชาญ ความแม่นยำดังจับวางของการดีดก้อนกรวด (Competitive Advantage)
  2. ความมีศีลธรรมจรรยายึดมั่นในจรรยาบรรณรับผิดชอบต่อสังคมนั่นเอง (Social Responsibility)

แล้วถ้าหากเป็นผู้ประกอบการทั่วไปหล่ะ CC อาจแบ่งได้เป็น 2 ประการคือ...

  1. สำหรับองค์กร (Cooperate Core Competency)
  2. สำหรับบุคคล (Personal Core Competency)

เราได้ว่าถึงประเด็นที่ 2 คือ PCC (Personal Core Competency) ไปแล้วคือเรื่องของบุรุษง่อยเปรี้ย ทีนี้ในข้อแรกหล่ะสำหรับผู้ประกอบการว่า CCC นั้นก็จะมี 3 ข้อดังต่อไปนี้

  1. Ability หรือความสามารถที่โดดเด่น บริษัทอื่นๆเลียนแบบได้ยาก
  2. Competitive Advantage ความสามารถในการแข่งขันได้ (ซึ่งเรื่องความสามารถในการแข่งขันนี้ได้พูดถึงประปรายมาบ้างแล้วในหัวข้อก่อนหน้า) ทั้งนี้อาจเปรียบเทียบกับ Benchmark ในอุตสาหกรรม
  3. Value to Customer หรือคุณค่าที่มีต่อลูกค้าของเราที่จะโดดเด่นกว่าคู่แข่ง อะไรที่ทำให้ลูกค้าได้ประโยชน์มากว่าหากซื้อจากเรา

ทั้งนี้สามารถให้คำจำกัดความรวมเป็น Distinctive Competency หรือความสมารถเฉพาะตนที่มีคุณค่าและโดดเด่น หาผู้แข่งขันได้ยากนั่นเอง เหมือนกรณีความสามารถของบุรุษง่อยเปรี้ยนั้น

หากจะให้ท่านนึกถึงตัวอย่างของบริษัทต่างๆที่มีอยู่ในโลก และในประเทศไทยเองของแต่ละ Industry หล่ะท่านน่าจะสามารถเอ่ยชื่อมาได้บ้างว่าใครที่เข้าข่ายนี้ แต่ที่สำคัญในหน้าที่ของเราคือการค้นหา Distinctive Competency ในตัวเรา แน่นอนที่สุดว่ามันไม่ได้มีอยู่ใน Day 1 ที่เราก่อตั้งธุรกิจ หรือแม้กระทั่งในปัจจุบันเราอาจจะยังไม่สามารถหา Distinctive Competency ในตัวเราได้ แต่เราจะสามารถพัฒนามันได้แน่นอน ซึ่งการพัฒนาต้องเริ่มวันนี้เพื่อที่ว่าความชำนาญหรือความเป็นเลิศนั้น จะค่อยๆสะสมเพิ่มพูน และในที่สุดจะเด่นชัดออกมาจากคนอื่นๆได้ ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างหนึ่งของธุรกิจรถทัวร์ที่ผู้เขียนเชื่อว่าเข้าข่ายการพัฒนา Distinctive Competency จนเขาเองโดดเด่นจากผู้ประกอบการรายอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด นั่นก็คือ นครชัยแอร์ ที่หลายท่านอาจร้องอ๋อและเห็นด้วยหากท่านเคยใช้บริการบ้าง ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าแม้กระทั่ง บขส. ก็ควรที่จะเอาเยี่ยงอย่างได้ เพราะจะทำให้ระบบการบริหาร และการให้บริการของรถทัวร์รถโดยสารมีมาตรฐานเทียบเท่าระบบโดยสารทางอากาศได้ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายอย่างมากในการที่ประเทศไทยวาง Position ตนเองไว้ว่าจะเป็นศูนย์กลาง Logistic ของ AEC เพราะนอกจาก Logistic ในการขนถ่ายคนได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว นครชัยยังมีบริการรับส่งพัสดุ บริการแท็กซี่(ซึ่งมี mobile application ด้วย) และผู้บริหารได้วางวิสัยทัศน์ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่จะเชื่อมการโดยสารไปประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกันเอาไว้แล้ว ผู้เขียนเชื่อในศักยภาพของเขาว่าทำได้ด้วย Distinctive Competency ด้านต่างๆที่เขามี และเมื่อนั้น นครชัยแอร์ ก็จะได้ขื่อว่าส่งออกสินค้าภาคบริการขนส่งไปใน AEC นั่นเอง

ลองดูนะคะว่า Distinctive Competency ในตัวเราคืออะไร หรือมีศักยภาพในการพัฒนา เริ่มวันนี้ค่ะเพื่อความสำเร็จในวันหน้า ขอเป็นกำลังใจในการปลุกจิตวิญญาณของบุรุษเปรี้ยผู้นั้นที่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Resonsibility) เพื่อแสวงหาความเป็นเลิศในตัวท่าน ขอให้ทุกท่านพบ Core Competency พัฒนาให้ถึงที่สุดจนเป็น Distinctive Competency ผู้เขียนเชื่อว่าคนเราต่างมีศักยภาพในตัวเอง ค้นหาความชอบความถนัดของตัวเอง พัฒนาขึ้นมาจากตรงนั้น หรือหากมีอยู่แล้วจะนำมันออกมาเพื่อทำการตลาดให้เป็นที่รู้จัก เพื่อแสวงหาตลาดที่ตรงเป้าได้อย่างไร ขอให้ท่านประสบผลสำเร็จได้ในเร็ววันค่ะ


รายละเอียด Competency ภาคปฏิบัติ คลิกที่นี่

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน International Business Coach



ความเห็น (0)