หน่วยงานวิจัยนโยบายสาธารณะทำและไม่ทำอะไร


บันทึกต่อจากบันทึกที่แล้ว ผมเข้าร่วมประชุมปฏิบัติการนี้ ด้วยคำถามตามชื่อบันทึกนี้ เพื่อจะได้มีกรอบความคิด และเพื่อให้การเรียนรู้มีเป้าหมาย/คุณค่าชัดเจน ผมไปประชุม เพื่อจะได้นำเอาผลการเรียนรู้ มาเสนอต่อ HITAP และต่อวงการวิจัยนโยบายของไทย

คำหนึ่งที่ผมสะดุดใจ คือ Demand-Driven Knowledge Product ซึ่งหมายความว่า การวิจัยนโยบาย ควรดำเนินการในลักษณะ demand-driven คือยึดถือความต้องการของฝ่าย “ผู้ใช้” เป็นหลัก คือต้องให้ผู้ใช้มีส่วน ตั้งโจทย์ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ที่จริงเรื่องนี้ผมเรียนรู้มา ๒๒ ปีแล้ว สมัยเริ่มทำงานที่ สกว. ใหม่ๆ

อ่านบทความเรื่อง Political analysis of health reform in the Dominican Republic ที่เป็นเรื่องราวเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า หน่วยวิจัยนโยบายสาธารณะต้องเชื่อมโยงคน ๕ กลุ่มมาร่วมกิจกรรม (ทางตรงและ ทางอ้อม) พัฒนาความรู้หรือข้อมูลหลักฐาน เพื่อการกำหนดนโยบาย คน ๕ กลุ่มตามในบทความได้แก่ ภาครัฐ, ภาคธุรกิจเอกชน, ภาคสหภาพแรงงาน, ภาคพรรคการเมือง, และภาคอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาครัฐ ซึ่งหากนำแนวคิดนี้ มาใช้ในประเทศไทยก็ต้องปรับกลุ่มตามความเหมาะสม

ประเด็นนี้ น่ายินดีที่ HITAP ทำอยู่แล้ว คือกำหนดเวทีตั้งโจทย์ โดยเชิญทุกฝ่ายเสนอโจทย์ และเข้าร่วม กิจกรรม ตามที่เคยเล่าไว้ ที่นี่

หลังจากเข้าร่วมการประชุมปฏิบัติการวันแรก ผมได้คำตอบเพิ่มขึ้น ว่าหน่วยวิจัยนโยบายสาธารณะต้องทำ หน้าที่

  • กระตุ้นฝ่าย demand side ให้มีความต้องการใช้ evidence โดยผมเติมเองว่า ต้องอย่าลืมว่า demand side มีอย่างน้อย ๕ ฝ่ายตามข้างบน และในสังคมไทยต้องมีภาคประชาสังคม เข้ามาร่วมด้วย
  • จัดเวที (หรือ “พื้นที่”) พบปะของ demand side ฝ่ายต่างๆ ร่วมกับ supply side (หลายฝ่ายเช่นกัน) เพื่อ evidence-based dialogue ในบรรยากาศที่ไม่ใช้อารมณ์ และไม่ยึดผลประโยชน์ส่วนกลุ่ม เป็นตัวตั้ง เพื่อร่วมกันตั้งโจทย์ และร่วมกันตรวจสอบ หรือให้ความเห็นต่อ evidence จากมุมมองที่แตกต่างกัน
  • จัดให้มี evidence ที่ตรงความต้องการ และพร้อมใช้ หมั่นตรวจสอบว่า ในประเด็นสำคัญ ที่จะต้องมีการตัดสินใจ มี evidence ที่มีความหนักแน่นน่าเชื่อถือ และตรงความต้องการใช้หรือไม่
  • สร้างความสะดวกในการเข้าถึง (access) evidence ทั้งในแบบที่จัดให้มีฐานข้อมูลดิบ และมีคลัง evidence ที่ผ่านการประเมินตรวจสอบความถูกต้องน่าเชื่อถือแล้ว
  • ตรวจสอบว่าตนเองทำงานเชิงรุก ในการสร้างความสัมพันธ์เป็นเครือข่าย (networking) กับ demand side และ supply side ที่หลากหลาย ไม่ละเลยหรือละทิ้งบางกลุ่ม บางแนวคิด ไปโดยจงใจ หรือโดยไม่จงใจ
  • ตรวจสอบ impact ของการประยุกต์ใช้ข้อเสนอของตน ว่าเกิดผลกระทบตามที่กำหนดไว้หรือไม่ และเสนอแนวทางประยุกต์นโยบายที่ได้ผลกระทบแบบ cost-effective ยิ่งขึ้น
  • ตระหนักว่า evidence ที่ตนทำวิจัยผลิตขึ้น มีคู่ต่อสู้เป็น evidence จากมุมมองและผลประโยชน์ อื่นๆ จึงต้องหาทางจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ (deliberative dialogue) ของทุกฝ่าย
  • ทำความเข้าใจ ฝ่าย demand side ว่า เขามีประเด็นอื่นๆ มารุกเร้า มากกว่า evidence จากงานวิจัย, ในแต่ละสังคมมีวัฒนธรรมใช้ evidence แตกต่างกัน, ต้องหาทางให้เขาได้มีส่วนกำหนด ความต้องการผลงานวิจัย (research prioritization), หาทางทำให้ผลงานวิจัยอยู่ในสภาพใช้ง่าย (research translation) ในภาษาเทคนิคคือ นักวิจัยต้องทำ knowledge packaging & push และต้องอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ใช้ง่าย (pull) เช่นทำ check list ให้ใช้ในการตัดสินใจ


นักวิจัยต้องไม่ทำอะไร เขาไม่ได้พูดกัน ผมสรุปเองว่า

  • นักวิจัยต้องไม่เอาตนเองเป็นที่ตั้ง ต้องเอาผล ต่อสังคมเป็นเป้าหมายและต้องทำงานแบบเชื่อมโยงเครือข่ายรอบทิศ ทั้งต่อผู้ที่คิดเหมือนและคิดต่าง
  • นักวิจัยต้องไม่ละเมิดจริยธรรมของนักวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องผลประโยชน์

ในการประชุมนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ระหว่าง supply side กับ demand side ได้แก่ DCP-3, IHME, JLN, PATH, Priorities 2020 หน่วยงานเหล่านี้รับทุนสนับสนุนจากแหล่งทุน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางความรู้ (Knowledge Broker) ผมคิดว่า ตามหลักจริยธรรม หน่วยงานเหล่านี้ต้องทำหน้าที่ empower ประเทศรายได้ปานกลางและรายได้น้อย ให้มีความเข้มแข็งช่วยตัวเองได้ในเรื่องการวิจัยนโยบายสาธารณะ ไม่ใช่ต้องพึ่งพาแหล่งทุน และหน่วยงานตัวกลางอยู่เรื่อยไป

ประเทศไทย (โดย HITAP) ได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ เพื่อเป็นตัวอย่างประเทศรายได้ปานกลางที่ พึ่งตัวเองได้ในเรื่องนี้



วิจารณ์ พานิช

๗ ตุลาคม ๒๕๕๘

ห้อง ๔๐๒, โรงแรม Four Points by Sheraton, Seattle


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)