๒ วันนี้มี ๓ เรื่องที่เข้ามาในสมอง คือ (๑) กรณี การฟ้องผู้โดยสารที่พูดโดยไม่ได้คิดถึงผลของข้อความ จากสายการบินแห่งหนึ่ง (๒) กรณีการตายของเสี่ยท่านหนึ่ง ผู้เคยบริจาคเงินให้กับองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะองค์กรปลูกบุญ (๓) กรณี กินก๊วยเตี๋ยว ๑ ถ้วย ยำลูกชิ้น ๑ จาน น้ำส้มคั้น ๑ แก้ว ราคา ๑๙๕ บาท มาประจวบกับแรงจูงใจในการเขียนบันทึกล่าสุดคือ บูธขายของในสถาบันการศึกษา ๑ แสนต่อปี และ ๔ พันบาทต่อเดือน

หวนนึกไปถึงสมัยเด็ก เคยถามแม่ว่า โอ่งน้ำใบเล็กหน้าบ้าน มีกระบวนทำจากกระลามะพร้าว ขัดอย่างดี ตั้งอยู่หน้าบ้านไม่ไกลจากทางเดินสัญจรของผู้คนนั้นคืออะไร ทราบว่า เป็นตุ่มน้ำสำหรับคนเดินทางผ่านไปมา กระหายเมื่อไรสามารถตักดื่มได้ทันที โดยไม่ต้องร้องขอจากเจ้าของบ้าน เมื่อน้ำพร่อง เจ้าของบ้านจะรับผิดชอบในการตักมาเติมไม่ให้พร่อง

รอบบ้านอาหารการกินสมบูรณ์ ทำแร้ว (กับดัก) ไปวางไว้ที่คูน้ำ รุ่งเช้าไปกู้จะได้นกมาผัดเผ็ด อยากกินกุ้งก็เพียงลงไปงมในคลองจะมีทั้งกุ้งกุลา กุ้งหลวง กุ้มก้ามกราม กุ้งเข็ม ปูดำ ให้กินแบบไม่ต้องซื้อ

สังคมเปลี่ยนผ่าน กาลเวลาเปลี่ยนแปลง (เป็นสำนวนเท่านั้น) ปัจจัย ๔ ที่ได้มา ไม่ใช่การได้มาแบบฟรี หากแต่ต้องซื้อหามาหล่อเลี้ยงชีวิต ดังนั้น ของฟรีจึงไม่มีในโลก ลูกปลาซิวปลาสร้อย ล้วนแต่มีราคา แค่เพียงบอกว่า อะไรดี อะไรไม่ดี ล้วนแต่ต้องมีราคา ขนาดของบุญยังต้องจ่ายด้วยเงิน ประสาอะไรกับน้ำในตุ่มหน้าบ้าน ทุกวันนี้เราแตะต้องอะไรกันไม่ได้ แม้แต่การพูดเล่นๆ เชิงหยอกล้อ อาจเป็นเรื่องไม่ใช่หยอกล้อในภายหลัง จึงดูเหมือนว่า ความแข็งกร้าวกำลังเข้ามาแทนที่ความอ่อนโยน และความอ่อนโยนกำลังกลายเป็นเพียงอุดมคติที่ไม่ใช่ความเป็นจริงทางสังคม ทำให้คิดว่า อะไรคือการพัฒนาที่แท้จริง การพัฒนาที่แท้จริงควรสอดคล้องกับอุดมคติหรือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นรอบตัว

อย่างไรก็ตาม ในมุมหนึ่งของหัวใจคนทุกคน ยังรอคอยความเห็นใจจากบุคคลรอบข้าง แม้แต่ผู้ที่มีอำนาจในการเคลื่อนย้ายภูเขาฟูจิทั้งลูก ก็ยังรอคอยความเห็นอกเห็นใจ เช่นกัน