สวัสดีครับลูกศิษย์ ป.เอก เเละ blogger
ผมได้รับเกีรยติจากมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ให้มาเป็นอาจารย์พิเศษสอนในระดับ ป.เอก สาขานวัตกรรมการจัดการ ซึ่งรุ่นนี้ก็เป็นรุ่นที่ 9 เเล้วครับ
ในการเรียนครั้งนี้ผมได้วางเเนวทางไว้ดังนี้
1. การวิจารณ์หนังสือ
- ทรัพยากรมนุษย์พันธ์ุ
- 8K's+5K': ทุนมนุษย์คนไทยรองรับประชาคมอาเซียน
- The Ethical Power พลังแห่งคุณธรรม จริยธรรม
2. เเนวทางการพัฒนาทุนมนุษย์ ของ Dave Ulrich โดยศึกษาจากหนังสือ
- HR from the Outside In
- The HR Scorecard
- Hr Transformation
นำมาเชื่อมโยงกับทฤษฎีพัฒนาทุนมนุษย์ของผม
3. ให้เกิดความเข้าใจความหมายเเละกระบวนการของ Innovative และ Innovation
4. เน้นเรื่องเศรษฐกิจทั้ง Macro และ Micro
5. การพัฒนาทุนมนุษย์ในปัจจุบันที่มีเเนวโน้มที่จะก้าวข้ามจากภาคเศรษฐกิจ ไปสู่ Service Sector มากขึ้น
ผมหวังว่าจะใช้ Blog นี้เป็นช่องทางการเเลกเปลี่ยนเรียนรู้ของนักศึกษา เเละเป็นประโยชน์สำหรับผู้ใฝ่รู้ครับ
ขอบคุณครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์






สวัสดีคะทุกท่านและนศ.ปริญญาเอก
การพัฒนาทุนมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญ ของความสำเร็จในการบริหารจัดการ ความเข้าใจโครงสร้างทุนมนุษย์ตามทฤษฎี ศ.ดร.จีระ ด้านSupply side และDemand sideในโครงสร้างทุนมนุษย์ เพื่อนำไปปรับกระบวนการพัฒนา 8K5Kเพิ่มศักยภาพไปสู่ประสิทธิผลที่มุ่งความเป็นเลิศ
การปลูกและเก็บเกี่ยวทุนมนุษย์ต้องศึกษาให้รู้และเข้าใจถึง2Rคือความจริง(Reality)และตรงประเด็น(Relevant) เข่น องค์กรทหารในยุคDigital พัฒนาจุดอ่อนระบบความมั่นคงระหว่างประเทศ วิเคราะห์หาความจริงที่สำคัญ2-3 ประเด็น ทิศทางพัฒนามีเป้าหมายที่คำนึงถึงความเกี่ยวข้องที่ มั่นคงยั่งยืน มองผลระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว คือความเชื่อมโยงMacroกับMicro ยุคการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ความพร้อม การทันเหตุการณ์ เป็นต้น ทหารแต่ละระดับ จะพัฒนา8K5K อย่างไร นวัตกรรมที่จะเกิดขึ้น ในยุคนี้ต้องการการมีส่วนร่วม 2way communication เพื่อแสวงหาความเข้าใจ ความเขื่อใจ ความจงรักภักดี สร้างเป้าหมายใหม่ร่วมกัน ปลูกจิตสำนึกร่วมกัน นวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นจะประสบความสำเร็จต้องตั้งเป้าความสำเร็จที่ท้าทาย วัดผลได้ มุ่งความเป็นเลิศ ทหารต้องมี8K5K นวัตกรรมการปลูกและเก็บเกี่ยว ทุนมนุษย์ให้มีมูลค่าเพิ่ม จะใช้Kใดใช้อย่างไร
นศ.ทุกท่าน
การเรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่หลากหลายในกลุ่มสู่blog เป็นการshare careความรู้ เพื่อเกิดความรู้ใหม่จากการต่อยอดหรือ ข่วยกันเสริมเติมมุมมองที่แตกต่างหลากหลายอันเป็นประโยชน์ในกลุ่ม และสังคมแห่งการเรียรรู้ร่วมกัน
ถึงนักศึกษารุ่นที 9
ประทับใจในคุณภาพของลูกศิษย์
ขอให้ช่วยกันส่ง Blog ว่าอาทิตย์ที่แล้วได้อะไร
Concepts แม่นๆ
ภาษาอังกฤษต้องดี
ต้องอ่านหนังสือทั้งไทยและภาษาอังกฤษ
ต้องเป็นคนดีและเก่ง และต้อง Contribute ให้สังคมมากๆ และต้องใช้เวลาให้คุ้มค่า
….. อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/595144
บรรยากาศ การเรียนรู้ ครั้งที่ 2 วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2558
สรุปการบรรยายปริญญาเอกนวัตกรรมการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา รุ่น 9
วันที่ 27 กันยายน 2558
Blog chiraacademy เป็นสิ่งที่รวบรวมความรู้เหมือนคลังความรู้
หลักสูตรนี้ต้อง Macro สู่ Micro
การเขียนวิทยานิพนธ์ต้องเขียนเรื่องเกี่ยวกับ Macro ด้วย เพราะคนต้องไปยังเป้าหมายหลัก
ถามว่า HR Architecture เกี่ยวกับ Macro อย่างไร
ถ้าเราเน้นเรื่อง Migration อาจจะคำนึงถึงแรงงาน อีก 20 ปีข้างหน้า
ตลาดแรงงาน ต้องคิดว่าปลูกคนเพื่ออะไร ต้องเข้าใจความต้องการของตลาดแรงงาน ถ้าเข้าไปในตลาดแรงงานต้องมีประสิทธิภาพ ต้องมีศักยภาพ สามารถแข่งขันกับสิงค์โปร์ได้ โครงสร้างแรงงานให้นักศึกษาไปศึกษา และจะมีการสอบ ในการสอบไม่มีการ Open book ต้องเตรียมตัวให้ดี
โครงสร้างอายุ
ต่ำกว่า 15 ปี
15-25 ปี
25-40 ปี
40-60 ปี
คนที่เกษียณอายุแล้ว ในประเทศญี่ปุ่นยังแบ่งช่วงออกไปอีก
65-75 ปี
75-85 ปี
85 ปีขึ้นไป
โครงสร้างประชากร สนใจเพื่อ
- ถ้าไม่มีmigration พูดได้เลยว่ามหาวิทยาลัยก็อยู่ไม่รอด
นวัตกรรมไม่ได้เกี่ยวกับธุรกิจที่ใหญ่โต
เวลาไปดู Demand side ต้องดูตลาดแรงานให้ดี ปัจจุบัน 40-50% อยู่ภาคเกษตร
มหาวิทยาลัยในอนาคตต้องคิดว่าหน้าตาและทิศทางจะไปทางไหน
Trend ของโลกในขณะนี้จะวิ่งจาก industry ไปสู่ service sector
การศึกษาไทยล้มเหลว กระทรวงศึกษาอยู่ภายใต้การดูแลของนักการเมือง เห็นด้วยกับการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง
นักการเมืองก็เข้าไปคุมข้าราชการครู
ต้องเปลี่ยนแนวคิดให้สถาบันศึกษาเป็นสถาบันอิสระ
ดร.สร้อยสุคนธ์: เรื่อง HR Architecture สามารถนำไปประยุกต์ในองค์กรของตัวเองได้ ปัญหาของภาพนี้สามารถนำเข้าไปสู่ปัญหาครอบครัว จนระดับประเทศ ทั้ง Supply side และ demand side
ศ.ดร.จีระ: จัดการได้กับทุกเรื่องทั้งเรื่องการแข่งขัน ประชาธิปไตย ความยากจน สันติภาพ สิ่งแวดล้อม โลกาภิวัตน์ คุณธรรม และไม่มีคอร์รัปชั่น
คำถาม : Supply side และ demand side ซ่อนกันอยู่ นศ.จะตอบว่าอะไร
ศ.ดร.จีระ: ต้องรู้ว่าจะผลิตคนเพื่ออะไร
- อ.นิยม: ทั้ง Supply side และ demand side มนุษย์ที่เกิดมาแล้วนั้นเราจะลงทุนเขาได้อย่างไร ถ้า 5 ปี ดูว่า Demand side เปลี่ยนไปอย่างไร อาจจะดูว่าจะสร้างคนได้อย่างไรมีแนวโน้มอย่างไร ก็ทำให้สอดคล้องกันได้
ศ.ดร.จีระ: สังคมต้องคิดเป็น วิเคราะห์เป็น คิดแบบวิทยาศาสตร์ คิดแบบ Creativity Innovation สังคมการเรียนรู้ จิตสาธารณะ ต้องทำให้เด็กคิดเป็น lifelong learning
คำตอบที่อยากเฉลยคือ เราปลูกไม่ได้ปลูกเฉพาะวัยเรียนเท่านั้น การเรียนแบบทุกหลักสูตรต้องดูว่าเรียนแล้วได้ความรู้จริงหรือเปล่า ไม่ได้เรียนเพื่อปริญญาเท่านั้น แต่เรียนเพื่อปัญญา ต้องมีความใฝ่รู้ ไม่ได้คิดเรื่อง connection อย่างเดียวเท่านั้น
ศ.ดร.จีระ: จากการเรียนสัปดาห์ที่แล้วได้แก่นอะไรบ้าง
ดร.นาที:
ศ.ดร.จีระ : น่าจะทำพัทลุง Community of learning
Cultural capital อยู่ที่การตีโจทย์ของแต่ละคน
UNESCO กล่าวว่าการเพิ่มมูลค่าคือการเพิ่มความคิดสร้างสรรค์
ประเทศไทยมีทุนทางวัฒนธรรมอย่างมาก
8 K’s : ทฤษฎีทุน 8 ประเภทพื้นฐานของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
Human Capital ทุนมนุษย์
Ethical Capital ทุนทางจริยธรรม
Intellectual Capital ทุนทางปัญญา
Happiness Capital ทุนแห่งความสุข
Social Capital ทุนทางสังคม
Sustainability Capital ทุนแห่งความยั่งยืน อธิบายว่าความยั่งยืนเกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องมีความใฝ่รู้ และต้องมี 2 R คือ relevance และ reality
Digital Capital ทุนทาง IT
Talented Capital ทุนทางความรู้ ทักษะ และทัศนคติ
5 K’s (ใหม่) : ทฤษฎีทุนใหม่ 5 ประการเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์
Creativity Capital ทุนแห่งการสร้างสรรค์
Knowledge Capital ทุนทางความรู้
Innovation Capital ทุนทางนวัตกรรม
Emotional Capital ทุนทางอารมณ์
Cultural Capital ทุนทางวัฒนธรรม
นวัตกรรมเป็น process มีเรื่อง social innovation ด้วย แนะนำช่อง CNBC
ชีวิตอ.จีระมีนวัตกรรม 2 อย่างคือ ตั้งสถาบันทรัพยากรมนุษย์ที่ธรรมศาสตร์ และนวัตกรมที่โรงเรียนบางหัวเสือ
นวัตกรรมต้องทำเป็น team work
อ.นิยม: ไปเรียนที่อเมริกาหลายปี เห็นว่ามีวิธีการสอนที่ดีมาก เน้นให้เด็กคิด ออกไปที่สวนสาธารณะ ให้เด็กถือถุงแล้วเก็บใบไม้เด็กก็จะถามก็ต้นอะไร ต่อไปก็ไปทำวิจัยได้ ทำให้เด็กตั้งข้อสังเกตได้ดีมาก
คำถามหลังจากดูเทป
1. นวัตกรรมจีนและอินเดียมีอะไรแตกต่างกัน และในอนาคตของ2 ประทศนวัตกรรมจะไปในทิศทางใด
อ.จีระ: คำถามข้อ 1 สามารถนำมาใช้เป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ได้
จีน
อินเดีย
พันเอกชยพล การปกครองแบบคอมมิวนิสต์
เกิดปัญหาเรื่องอุตสาหกรรมที่เยอะ ทุนมนุษย์พัฒนาตามไม่ทันเทคโนโลยี ผลิตแล้วขายไม่ได้ นวัตกรรมที่คิดก็ไม่ทัน
การจะก้าวออกจากระบบทุนนิยม ก็ก้าวออกไปไม่ได้
นางณฐพร: มีนวัตกรรมแต่วีดีโออาจจะยังไม่ไฮไลท์ มีด้านเศรษฐกิจ แต่ด้านสังคมมีไม่มาก
หากพัฒนาคนได้ทั้งประเทศจะมีการพัฒนาที่ดีมาก
ในวีดีโอสามารถมองเป็น economic of scale ได้
จีนต้องเพิ่มเรื่องนวัตกรรมทางสังคม อาจจะเป็นด้านคุณธรรมจริยธรรม
อ.นิยม: ปรัชญาของจีนก็เก่าแก่มากเช่นกัน หลายๆประเทศกลัวว่าถ้าจีนสนับสนุนเรื่องนวัตกรรมมากก็จะไปได้ไกลกว่า เนื่องจากพื้นฐานของคนจีนอดทนมาก ทำไว้ก่อน ยอมทำจากเล็กๆโดนกดขี่ก็ยอม
จีนรู้เรื่อง know how เท่าไหร่ก็พัฒนาได้เท่านั้น
ดร.นาที: การเมืองค่อนข้างนิ่ง โดยเฉพาะพื้นฐานของคน ในอนาคตยังไม่ได้คิดเรื่องทุนมนุษย์แต่เน้นเรื่องโครงสร้างมากกว่า
อ.นิยม: จีนส่งคนไปเรียนต่างประเทศ
ดร.นาที: มีความรักประเทศชาติสูง มีความเป็น Strong culture สูง
ดร.นาที: ชาวต่างประเทศมีการเรียนภาษาจีนแล้ว
พันเอกชยพล รากฐานของศาสนาค่อนข้างเปลี่ยนยาก ไม่สามารถเปลี่ยนได้ เรื่องบังกะลอร์เป็นส่วนน้อยแต่ไม่สามารถทำในประทศตนเองได้เลย
อ.นิยม: มีพื้นฐานทางการศึกษาเพราะอังกฤษวางรากฐานได้ให้ ซึ่งมีมากกว่าจีน แต่มีข้อจำกัดทางศาสนา
นางณฐพร: เห็นชัดเรื่อง IT
อินเดียและจีนมีพื้นฐานทางศาสนาเหมือนกันมาก
อ.นิยม: ปรัชญาของอินเดียเก่าแก่มาก
ดร.นาที: การแบ่งชั้นวรรณะของคนอินเดีย ยังไม่เน้นเรื่องทุนมนุษย์เช่นกัน
อ.นิยม: สรุปว่าจีนและอินเดียมีความแตกต่างกันทางด้านวัฒนธรรม
อินเดียมีโอกาสออกความคิดเห็น แต่จีนไม่สามารถออกความเห็นได้ เนื่องจากไม่ต้องการให้มีเสรีภาพ
เนื่องจากการแบ่งชั้นวรรณะ ทำให้อินเดียมีปัญหาเรื่องการศึกษา มีการเข้าถึงการศึกษาได้ไม่ทั่วถึง ไม่เกิดการเคลื่อนย้ายทางสังคม
อ.จีระ: ประเทศไทยมีมีการศึกษาดี ในอดีตระบบการศึกษาเป็นระบบปิด แต่ภายหลังการศึกษาเน้นเรื่องความเสมอภาค
จีนมีปัญหาเรื่องfreedom แต่อินเดียมีมากกว่า จีนมีเรื่อง 1country 2 system เติ้งเสี่ยวผิงเป็นนักนวัตกรรมทาง process
ต้องยอมรับว่าคนจีนค้าขายเก่งที่สุดในโลก มีนวัตกรรมทางด้านการเมืองเปลี่ยนจากระบบกษัตริย์เป็นฮ่องเต้
อ.นิยม: ความเป็นผู้นำของจีน ทำให้เกิดนวัตกรรม มีความเป็น intellectual capital
อ.จีระ: มีความต่อเนื่องเกิดขึ้น แต่จะยั่งยืนหรือไม่
พันเอกชยพล: ประเทศจีนมีปัญหาทุนมนุษย์เรื่องความเหลื่อมล้ำ
อ.จีระ: สิจิ้นผิง เป็นผู้นำที่ต้องทำงานหนัก ตอนนี้มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ เรื่องเศรษฐกิจฟองสบู่แตก
ผู้นำต้องสามารถ execution เอาชนะความล้มเหลว
คนไทยต้องออกไปสู่สังคมไร้พรมแดน
ผู้นำต้องคิดล่วงหน้าก่อนหาเงิน
อ.นิยม: สิจิ้นผิง จะมีปัญหาเรื่องการเข้าถึง
2. ท่านเห็นด้วยกับคำจำกัดความของนวัตกรรมของคุณศุภชัยหรือไม่
นางณฐพร: เห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่เห็นด้วยกับคำว่า Economy of scale เพราะคิดว่าเรื่องเล็กๆก็เป็นนวัตกรรมได้
อ.จีระ: เรื่องนวัตกรรม ต้อง
1. ใหม่ สร้างสรรรค์ มีองค์ความรู้
2. ต้อง turn idea into action บริหารโปรเจคให้เป็น ต้องบริหารของที่แปลกใหม่ ไม่ใช่งานประจำ
อุปสรรค
ไม่ดูแค่ demand side
ไม่ค่อยดูเรื่องการบริหารการเปลี่ยนแปลง
มีผู้นำแบบสั่งการเยอะ
ในอนาคตอยากให้ทำวิจัยเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศเพราะเป็นเรื่องที่สำคัญและคนส่วนใหญ่เข้าถึง สิ่งสำคัญต้องหาข้อมูลและวิจารณ์เป็น
การบ้าน การอ่านหนังสือทรัพยากรมนุษยฺพันธุ์แท้ ให้วิเคราะห์บทบาทของท่านพารณ และดร.จีระ ว่าเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร
วันนี้ทฤษฎีโครงสร้างทรัพยากรมนุษย์เป็นทรัพย์สินทางปัญญา ของ ศจ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ นักเศรษฐศาสตร์ กูรูพัฒนาทุนมนุษย์มามากกว่า 40ปีได้อธิบาย Supply side และDemand side เราจะใช้ภาพนี้เป็นเครื่องมือพัฒนาด้วยการ ปลูก เก็บเกี่ยวและเอาชนะอุปสรรค โดยมุ่งสู่ความเป็นเลิศ และยั่งยืนต่อเนื่องในอนาคตสู่ความสุขและความสมดุลย
5k ด้านHRกับInnovation ในความหมายเกิดสิ่งใหม่ ทำจนสำเร็จ และมีคุณค่าทำประโยชน์ให้แก่องค์กรและสังคม
Pope Francis เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมความคิดด้านสังคมมนุษย์ ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมกัน และสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม รวมถึงทุนสามานย์ที่โลภ คอร์รับชั่นเพื่อประโยชน์เพื่อตนและพรรคพวก ทำลายคุณค่าความเป็นมนุษย์
นวัตกรรมความคืดเพื่อสังคมสามารถใช้กระบวนการโครงสร้างทุนมนุษย์ดังกล่าวปลูกทุนมนุษย์อย่างมีเป้าหมาย และเป็นระบบ เช่นระบบการศีกษา แต่ละระดับชั้น เป้าหมายการลงทุนต้องมีผลกำไรกลับคืนอย่างมีมูลค่าเพิ่มและคำนึงถึงค่าเสียโอกาสของเวลาที่ใช้ไป หากโครงสร้างดังกล่าวนำมาประยุกต์ใช้วางแผนพัฒนาการศึกษาทุกระดับชั้นเรียน จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทุนมนุษย์สู่ความเป็นเลิศ คนเก่งต้องเป็นคนดี ส่งผ่านให้สังคมดี ชุมชนดี ประเทศขาติดี
นศ.ได้ใช้เวทีปะทะปัญญา เรื่อง Hr กับ Innovation
ระหว่าง จีน กับอินเดีย มีความเหมือนและแตกต่างอย่างไร ให้มองอนาคต กลุ่ม นศ. คิดอย่างไร โดยให้นำเสนอเป็นบทความเพื่อตีพิมพ์สู่สังคมแห่งการเรียนรู้
และเชิญชวนเพื่อนๆแสดงความ คิดเห็นเพื่อความหลากหลายความรู้และมุมมองที่มีคุณค่าต่อชุมชนการเรียน
อจ.ท่านย้ำเสมอไม่มีถูกผิด โดยใช้หลัก 2R Real ความจริง Relavent ตรงประด็น
ถึงรุ่น 9
1.ขอชมเชยการวิเคราะห์ปัญหาเรื่อง Innovation ระหว่างจีนและอินเดีย
2.น่าจะเขียนเป็นบทความ
3.ผมจะให้คุณสร้อยยกร่างขึ้นมา
4. การมอง Innovation ระดับประเทศก็ดีมาก
5 ในประเทศไทยเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะเกิดขึ้นมาหลายแห่ง น่าจะศึกษาว่าที่ไหนจะทำนวัตกรรมได้และนวัตกรรมชนิดใดบ้าง เช่น สินค้าฮาลาลในภาคใต้หรือไม่ ช่วยกันคิด
6. SME's กับ Innovation น่าจะมีบทบาทสูง มีกรณีศึกษาหรือไม่?
ขอบคุณทุกท่าน
สวัสดีคะ นศ.ทุกท่าน
ได้ค้นgoogle พบงานวิจัยเรื่องตรงกับที่เราสนใจ
The Comparison of China and India :National Innovation System.
Wu Xiaobo,School of Management,Zhejiang University
นศ.ศึกษามาอ้างอิงใช้ข้อ มูลลงในบทความของกลุ่มได้
อจ.ไม่กำหนดจำนวนหน้า ขอให้ชวนกันเรียนรู้ให้ข้อเสนอแนะ มุมมอง และเหลียวมองประเทศไทยมีความเห็นอย่างไรด้วย
อาจารย์หนุ่ม share care learn เป็นแรงขับเคลื่อนด้วยคะ
บทความ: นวัตกรรมของประเทศจีน และประเทศอินเดีย มีความแตกต่างกันอย่างไร และในอนาคตนวัตกรรมของทั้งสองประเทศจะไปในทิศทางใด
นาที รัชกิจประการ1 ชยพล สุวัฒนฤกษ์2 ณฐพร พันธุ์อุดม3 นิยม สุวรรณเดช4
ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์5
1-4 นักศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
5 ศาสตราจารย์ประจำหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
นวัตกรรมหมายถึงการทำสิ่งต่างๆ ด้วยวิธีใหม่ๆ และอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางความคิด การผลิต กระบวนการ หรือองค์กร ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นจากการปฏิวัติ การเปลี่ยนอย่างถอนรากถอนโคน หรือการพัฒนาต่อยอด ทั้งนี้มักมีการแยกแยะความแตกต่างอย่างชัดเจน ระหว่างการประดิษฐ์คิดค้น ความคิดริเริ่ม และนวัตกรรม ซึ่งหมายถึงความคิดริเริ่มที่นำมาประยุกต์ใช้อย่างประสบผลสำเร็จ และในหลายสาขา เชื่อกันว่าการที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเป็นนวัตกรรมได้นั้น จะต้องมีความแปลกใหม่อย่างเห็นได้ชัด และไม่เป็นแค่เพียงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เป็นต้นว่า ในด้านศิลปะ เศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และนโยบายของรัฐ การเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้องเพิ่มมูลค่า มูลค่าของลูกค้า หรือมูลค่าของผู้ผลิต เป้าหมายของนวัตกรรมคือการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก เพื่อทำให้สิ่งต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น นวัตกรรมก่อให้เกิดผลิตผลเพิ่มขึ้น
นวัตกรรมของประเทศจีน และประเทศอินเดีย มีความแตกต่างกันอย่างไร และในอนาคตนวัตกรรมของทั้ง 2 ประเทศจะไปในทิศทางใด กล่าวถึงประเทศจีนก่อน ทำไมประเทศจีนจะกลายเป็นผู้นำเทคโนโลยี เพราะว่าประเทศจีนมีผู้นำที่เข้าใจในกระบวนการวิศวกรรม (ได้จากการศึกษาประวัติผู้นำของประเทศจีน) เหล่าผู้นำของจีนมีความต้องการที่จะมีนวัตกรรมเหนือประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้นำของจีนมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในนวัตกรรมเทคโนโลยีทุกๆ ด้านตั้งแต่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ไปจนถึงนาโนเทคโนโลยี ผู้นำจีนลงทุนในด้านเทคโนโลยี ทุกๆ ด้าน เนื่องจากประเทศจีนมีจำนวนประชากรมากกว่า 1,000 ล้านคน จึงสามารถที่จะมีตัวเลือกสำหรับบรรดาผู้มีพรสวรรค์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่าประเทศจีนกำลังจะได้ความรู้ด้านเทคโนโลยีของอเมริกาทั้งหมด เนื่องจากมีการลงทุนและย้ายฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เข้าสู่ประเทศจีนมากขึ้น ในมุมมองของนักศึกษาปริญญาเอก สาขานวัตกรรมการจัดการ เป้าหมายของประเทศจีนนั้นไม่ใช่เรื่องของการผลิตชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์หรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในอนาคตประเทศจีนจะดำเนินการการสร้างเทคโนโลยีแท้ๆ ของจีนที่มีบริษัทสัญชาติจีนแท้ๆ เป็นเจ้าของ ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้ว เช่น ดาวเทียม, ขีปนาวุธ ฯลฯ
อย่างไรก็ตามประชากรจำนวนมากของประเทศจีน ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีหรือระบบสารสนเทศยังมีอีกมาก ในทางกลับกันในประเทศอินเดีย ประชากรเกือบ 500 ล้านคนมีโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การสื่อสารและการแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างกันและกัน ทั้งที่ไปสู่และมาจากพื้นที่บางแห่งที่ห่างไกลจากความเจริญมากที่สุดหรือยากจนที่สุดนั้นเป็นไปได้โดยง่ายมากกว่าในอดีต แม้ในประเทศอินเดียจะมีการแบ่งชนชั้นวรรณะต่อกันมาเป็นเวลานาน แต่ในปัจจุบันระบอบประชาธิปไตยมีการพัฒนามากขั้นในอินเดีย รัฐบาลอินเดียให้การสนับสนุนที่จะทำให้ประชาชนหลายล้านคนของอินเดียเข้าถึงความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น และสามารถนำเข้ามาใช้เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพของภาครัฐ เพื่อทำให้รัฐสามารถติดตามผลของการให้บริการต่าง ๆ แก่ประชาชนได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น ในมุมมองของนักศึกษาปริญญาเอก สาขานวัตกรรมการจัดการประเทศอินเดียจะเป็นประเทศผู้นำทางด้านนวัตกรรมในอนาคตได้เนื่องจากประเทศอินเดียให้ความอิสระในการเข้าถึงด้านเทคโนโลยีของประชากร มีระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งการเคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศอินเดียต่อประเทศอังกฤษนั้น เป็นผลดีและผลเสียกล่าวคือประเทศอินเดียมีระบบการศึกษาที่ดีแต่อีกด้านหนึ่งประเทศอินเดียยังประสบปัญหาความยากจนของประชากรเนื่องจากมีอัตราการเพิ่มของประชากรมากขึ้น ผลดีอีกด้านหนึ่งคือการได้รับเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากประเทศอังกฤษ แม้จะได้รับการปลดบ่อยการเป็นเมืองขึ้นต่อประเทศอังกฤษ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีก็ยังเกิดขึ้นอยู่เสมอ เช่นที่เมือง บังกาลอร์ ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญ คือเป็นศูนย์กลางไอทีของประเทศอินเดียจนได้รับสมญานามว่า ซิลิคอน วัลเลย์แห่งอินดีย ( India Silicon Valley )
สรุป ทั้งสองประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศจีนหรือประเทศอินเดีย การเจริญเติบโตทางด้านเทคโนโลยี ด้านไอที ด้านสารสนเทศ จะมีการพัฒนาและสามารถเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นได้ในอนาคต ตราบใดที่ ผู้นำทั้งสองประเทศนี้มีการกำหนดทิศทางและวิธีปฏิบัติเพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม ความเข้าใจในรูปแบบและภาวะผู้นำของผู้นำแต่ละคน และระบบการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่สามารถก้าวขึ้นมาแทนได้ ซึ่งนับได้ว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องมี แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับความสำเร็จอย่างยั่งยืนในด้านเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้น ในอนาคตทิศทางนวัตกรรมของทั้งประเทศไม่ว่าจะเป็นประเทศจีนหรือประเทศอินเดีย ผู้นำจะต้องเผชิญความท้าทายระดับภาวะผู้นำ กล่าวคือการนำรูปแบบภาวะผู้นำที่มีหลากหลาย เช่น ผู้นำแบบฝึกสอน ผู้นำแบบใช้ตนเองเป็นมาตรฐาน ผู้นำแบบสั่งการ ผู้นำแบบเน้นการมีส่วนร่วม ฯลฯ มาประยุกต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์และกลุ่มคน รูปแบบภาวะผู้นำมีอิทธิพลมากต่อบรรยากาศการทำงานขององค์กรและจะส่งผลต่อความรับรู้หรือความรู้สึกของบุคคลภายในองค์กร และส่งผลต่อกับผลการปฏิบัติงาน.
บทความข้างต้นมีเนื้อหาสรุปได้ว่าทั้งจีนและอินเดียมุ่งพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี่ จำนวนประชากรมากสามารถคัดสรรคนเก่งเทคโนโลยี่ได้ไม่ยาก ในเมื่อรัฐบาลให้การสนับสนุนเต็มที่ ภาวะผู้นำของประเทศเป็นบทบาทสำคัญต่ออนาคตด้านการพัฒนาเทคโนโลยี่
ขอแสดงความคิดเห็น ขณะที่ความก้าวหน้า
เทคโนโลยี่วิ่งไปเร็วเท่าไร การเข้าถึงเทคฯของประชากรส่วนใหญ่ยิ่งกว้างมากขึ้นเท่านั้น และความเสื่อมด้านคุณธรรมและจริยธรรมยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก จึงมีความเห็นว่าทุนมหาศาลในด้านเศรษฐกิจได้พุ่งสูงขึ้นต่อเทคฯ ความไม่เท่าเทียมกัน ความยากจน ระดับการศึกษา กำลังถูกจัดอันดับเป็นทุนต่ำลงและต่ำลง อาจถือได้ภาพเศรษฐกิจโลกที่เป็นสังคมไร้พรมแดน วิสัยทัศน์ของผู้นำโลก มุ่งลงทุนเทคฯอย่างหล่มหลง
ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่เป็นสมบัติของมนุษยชาติโลก ถูกเปลี่ยนแปลงจากอิทธิพลของเทค ฯ เยาวชนผู้เป็นอนาคตของโลกาภิวัฒน์ มีบทบาทและภาระหนัก การปิดช่องว่างหรือลดช่องว่าง เป็นคำถามที่ท้าทาย
Pope Francisในฐานะผู้นำศาสนาคริสต์คาทอลิก กล่าวคำปราศรัยที่แสดงวิสัยทัศน์ ทุนสามาลย์เป็นวัฒนธรรมความเสื่อม Culture Destroy เสนอให้สังคมเอื้อเฟื้อและเยาวชนต้องตื่นและลุกขึ้นทำอนาคตของโลกอยู่ในเมื่อเยาวชนที่ต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน รัฐ เอกชนและระดับโลก
เราภูมิใจ ที่นายกรมต.ประยุทธ์ กล่าวปราศรัยวิสัยทัศน์ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9แห่งจักรีวงศ์ ได้ให้แนวทางการดำรงชีวิตอยู่รอดได้ พิสูจน์จริงโดยประชาชนนำไปใช้ประสบความสำเร็จ อยู่รอดได้ด้วยพึ่งตนเอง อยู่กับธรรมชาติเป็นมิตรกับธรรมชาติ
แนวปฏิบัติของPope และพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 9 เป็นทิศทางอนาคตควรปรับใช้เพื่อลดช่องว่างความยากจนและความร่ำรวย สังคมเอื้ออาทรกัน ไม่เบียดเบียน
การจัดสรรทุนของจีนและอินเดีย ไม่ละเลยต่อทุนมนุษย์ 8K5K ทุนมนุษย์ต้องทั้งดี เก่ง มีคุณธรรม
คำปราศรัยของสองท่านกล่าวในที่ประชุมสหประชาชาติ เมื่อ 25 กันยายน 2015(2558)
สรุป การเรียนรู้ วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2558
สวัสดีคะทุกท่านและนศ.ปริญญาเอกรุ่น9
8kเป็นทุนพื้นฐานของทุนมนุษย์ 5k เป็นทุนมนุษย์ในยุคโลกาภิวัฒน์
โครงสร้างทุนมนุษย์ Supply sideและDemand side วิเคราะห์ได้ทั้ง Macro และMicro
การลงทุนที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เป็นทุนที่ต้องเสียไป เช่น เวลา เงินที่จ่ายไป เป็นต้น ผลตอบแทนกลับมาเป็นกำไรหรือขาดทุน ณเวลาใดเวลาหนึ่ง ณวันนี้อาจขาดทุน แต่อนาคตอาจกำไร และมีมูลค่าเพิ่ม
3V V1 มีความรู้เพิ่มขึ้น มีความฉลาดเพิ่มขึ้น
.V2 มีความคิดสร้างสรรค์ ต่อยอดจากความรู้ที่เพิ่มขึ้น
V3 เกืดกระบวนการเป็นนวัตกรรม คิดใหม่ ทำใหม่ ได้ผลผลิตใหม่ จากความหลากหลายความรู้ ผสมผสาน คิดนอกกรอบที่มีความเป็นไปได้จริง เช่น
การใช้ซ้ำถุงขยะย่อยสลายง่าย เพื่อลดขยะ เป็นต้นต้องมีกระบวนการจากความหลากหลาย ผลกระทบเชื่อมโยงMACRO MICRO มีทุนความยั่งยืนระดับใดเป็นต้น
ทฤษฎี 3 v ของ ศจ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ ใช้ได้ mean และends ใช้ในการฝึก คิด พูด และกระทำได้จริง เพื่อฝึกดึงความสามารถที่เป็นเลิศของทุนมนุษย์ออกมา ปะทะปัญญาทั้งสดใหม่ หรือต้องแสวงหาจากการอ่าน เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ สกัดความรู้ที่ได้ใหม่คืออะไร ทุกชั่วโมงการเรียนร่วมกันต้องตอบว่าได้อะไรจากการเรียนรู้แต่ละครั้ง
บรรยากาศการเรียนรู้ วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2558
สรุปการบรรยาย
วันที่ 18 ตุลาคม 2558
บทความที่อยากให้นักศึกษาเขียน
ปฏิรูปการศึกษาให้หลุดจากการเมือง
สิ่งที่ปัจจุบันต้องเน้นความยากของการพัฒนาทุนมนุษย์ เพราะต้องปลูกชั่วชีวิต
หลักสูตรนี้ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรม
ทุนแห่งความยั่งยืน คืออะไร
คุณโอ๊ต: การปลูกมนุษย์ในสังคมและองค์กร เราจะใช้ในระยะยาว
อ.จีระ: สมัยฟองสบู่แตก หากนักธุรกิจคิดว่าวันนั้นดอลล่าร์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดี คือ ดอลล่าร์มันลง แต่ลืมว่ามีอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ก็จะล้มละลาย
อ.จีระ: ทุนมนุษย์คือคุณสมบัติที่เกิดขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ ดึงศักยภาพของคนที่อยู่ข้างในที่มองไม่เห็นออกมาให้เป็นคุณสมบัติให้สูงขึ้น
ทุนแห่งความยั่งยืน เป็นซับเซตของทุนมนุษย์
คุณโอ๊ต: วิธีการเขียนมีความเข้าใจง่าย ถ้าผู้นำได้อ่านเล่มนี้จะทำให้มีภาวะผู้นำ เพราะเรื่อง 8K และผู้นำเชื่อมโยงกัน
อ.จีระ: เรื่องผู้นำจะมีทั้งหลักการ Principle จะใช้ได้ทุกแห่ง
Leadership Principle
คำจำกัดความ :
ไม่ว่าเรื่องที่จำเป็นและสำคัญที่จะต้องเข้าใจ
และไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ใดๆ Principle ต้องคงอยู่ให้ได้ แต่ Principle คือ เสาเข็มหลัก เป็นพื้นฐาน ในบางสถานการณ์อาจจะต้องเพิ่มประเด็นอื่นๆเข้ามา
แต่ เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ผมจะขอเรียกว่า Chira Principle of Leadership
Chira Leadership
Leadership คือ Trust ไม่ใช่ ตำแหน่ง
Leadership ไม่ใช่ Order สั่งการ แต่เป็นการสร้าง โดยพยายามใช้เป็น Role Model คล้อยตาม พลังทางอิทธิพล (Influence)
Leaders ต้องมีคุณธรรม จริยธรรมก่อน แล้วถึงมีคุณสมบัติอื่นๆตามมา
Leaders ต้องเป็นที่พึ่งของคนในองค์กร เมื่อมี Crisis ต้องแก้หรือทำอะไรต้องให้เกิด Impact ให้ได้
เช่น วันนี้ผมมาที่นี่ ถ้า Dr.chira เป็น Leaders
ต้องทำให้ทุกๆคนเกิดพลังเกิดความอยาก
เรียนและนำไปปฏิบัติไม่ใช่แค่ Lecture ไป
เฉยๆ
5. Leaders น่าจะพูดถึง Vision หรือ Future แต่ไม่ลืมอดีต อย่าพูดแค่ บริษัทจะกำไรเท่าไหร่?
6. Leadership in human Capital คือ ต้องรู้จัก เรื่อง ทุนมนุษย์ หรือทรัพยากรมนุษย์และรู้จักอย่างดี เช่น รู้จักลูกน้องที่ต่ำสุด ไม่ใช่บ้าแต่นาย
7. Leadership คือ สิ่งที่มองไม่เห็น หรือเรียกกันว่า Trend ใหม่ คือ Intangible ดึงเอาความเป็นเลิศข้างในของคนออกมา
8. Leadership คือ ต้องเป็นของแท้ ไม่ใช่สร้างขึ้นมาแบบลอก ภาษาวิชาการเรียกว่า Authenticity
9. Leadership ไม่ใช่แค่สำเร็จหนเดียวจบกันคือ การสร้าง ให้เกิด Energy ในองค์กร แต่ทำ ต่อเนื่อง ต่อเนื่องและต่อเนื่องหรือผมเรียกว่า 3 ต.
คุณสิยาพัฐ : ทุนจริยธรรม คิดว่าตอนเรียนทำไมครูใช้ไม้เรียวตีเด็ก สมัยเราก็กลัวแล้วก็จะไม่มาสาย
อ.จีระ: เราเน้นเรื่องบ้าน วัด โรงเรียน ปัจจุบันเราห่วงว่าเด็กสมัยนี้จะทำอะไรไม่เป็น
ทุนแห่งความสุข คืออะไร
คุณสิยาพัฐ : เมื่อเรามีเป้าหมายที่ชัดเจน
อ.จีระ: ทุนแห่งความสุข และ Happy workplace ต้องแยกกันให้ออก
ทุนแห่งความสุข ถ้าชอบงานนั้นๆ ก็จะมีความสุข ถึงแม้จะไม่มีบรรยากาศในการทำงานก็ตาม
กฎในการสร้างทุนแห่งความสุขของดร.จีระ
Happiness Capital
(Dr. Chira Hongladarom’s Model)
Happiness Capital
(Sharp/Hongladarom’s Model)
1. สุขภาพทางร่างกายและจิตใจพร้อมไม่หักโหม (Healthy)
2. ชอบงานที่ทำ (Passion)
3. รู้เป้าหมายของงาน
(Purpose)
4. รู้ความหมายของงาน
(Meaning)
5. มีความสามารถที่จะทำให้งานสำเร็จ
(Capability)
6. เรียนรู้จากงานและลูกค้าตลอดเวลา
(Learning)
7. เตรียมตัวให้พร้อม (Prepare)
8. ทำงานเป็นทีม อย่าทำงานคนเดียว
(Teamwork)
9. ทำหน้าที่เป็นโค้ชให้แก่ทีมงานและลูกทีม (Coaching)
10. ทำงานที่ท้าทาย (Challenge)
11. ทำงานที่มีคุณค่า (Enrichment)
1.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ (Exercise)
2.อย่าแบกงานที่หนักเกินไป
(Put down your burden)
3. ศักยภาพในการถ่ายทอดในงาน
(Communicate Effectively)
4. ทำงานในจุดแข็งของตัวเอง
(Recognize your strengths)
5. มุ่งมั่นในงาน (Keep Focus)
6. ทำในสิ่งที่อยากทำไม่ใช่เพราะต้องทำ
(Reduce the ‘shoulds’)
7. ทำงานในองค์กรที่มองคุณค่าของคนและงานคล้าย ๆ กัน (Clarify your values)
8. อย่าทำงานเครียดและวิตกกังวล
(Overcome worry and stress)
9. บริหารภาระงานให้เหมาะกับตัวเอง
(Refine your workload)
10.ใช้คำว่าขอบคุณกับลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน (Choose your words)
11.สร้างบรรยากาศในการทำงานให้มีความสุขร่วมกัน (Create good environment)
คุณสิยาพัฐ: ภาพรวมของหนังสือ เห็นว่า หากผู้นำได้อ่านและนำไปปฏิบัติก็จะทำให้ใช้ได้ในงานจริง จะทำให้ไมมีคนโกง
พันเอกชยพล: การที่ได้อ่าน8K 5K เห็นว่าเรื่องนี้วิเคราะห์แล้วว่าคนไทยจะต้องมีความเสี่ยงในการเข้าสู่อาเซียน
อ.จีระ: ถ้าเรามี Social capital เราก็จะได้เปรียบในการสร้าง Connectivity ด้าน Human person คนไทยจะต้องมี human relation
ความคิดของผมไม่ได้เริ่มจากศูนย์ มีพื้นฐานอยู่แล้วและรวมให้เป็นระบบ จะเน้นเรื่องความสดและใหม่ของข้อมูล
พันเอกชยพล: ดร.จีระมีความกังวลว่า เมื่อเปิด AEC คนไทยจะคิดแต่เรื่องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแต่คนไทยจะลืมเรื่อง 8K 5K
อ.จีระ: ผมเน้นการทำงานที่เป็น people to people ambassador การเข้าสู่ AEC ต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน ทั้งเรื่องศาสนา วัฒนธรรม
พันเอกชยพล: แทนที่เราจะพูดเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เราต้องดูเรื่องวัฒนธรรมด้วยเป็นคู่มือให้คนไทยเมื่อเข้าสู่อาเซียน
อ.นิยม: รูปเล่มทำให้เข้าใจยากหน่อย เนื่องจากมีการสัมภาษณ์ และเรื่อง Gary Becker เน้นเรื่องทุนมนุษย์ มีทั้งคุณพารณ คุณดนัย การเข้าสู่อาเซียนเราต้องคิดถึงเรื่องการพัฒนาคน ทุนมนุษย์มีเรื่องย่อย 7 ข้อ มองว่านอกจาก 7 ทุน และทุนมนุษย์ ต้องมีเรื่อง 5K ด้วย
อ.จีระ: งานขอคนไทยรีบทำหลายอย่างจนไม่มีพื้นฐาน บางครั้งมีความรู้ไม่พอ
อ.นิยม: เรื่องนี้เป็นโครงสร้างใหญ่ สิ่งที่ไม่มีคือโครงสร้างย่อย
เรื่อง Talented capital และinnovation capital ต้องตามด้วยวิธีการเรียนเรื่อง 4L’s
อ.จีระ: Learning opportunity คิดว่า 8K 5K จะเกิดกับคนอื่นอย่างไร
อ.นิยม: แต่ละทุน ทำให้ได้งานวิจัยเกิดขึ้น
อ.จีระ: หลักสูตรนี้จะได้เรื่องงานวิจัยด้วย เพราะสามารถเชื่อมโยงกันได้
Macro กระเด้งไปสู่ Micro และกระเด้งไปสู่ศักยภาพของคน
อ.นิยม: เรื่อง Competency ของคนก็แตกต่างกันไปในแต่ละชาติ คนไทยต้องคิดว่าเรารองรับแล้วหรือยัง
อ.จีระ: เรื่องแนวคิด Skill knowledge attitude ต้องเน้นเพื่อเป็นพื้นฐานเรื่อง Talent management เรื่อง Fast track ก็ต้องมองเรื่องวัฒนธรรมองค์กร
เรื่อง talent ก็ควรนำไปทำงานวิจัย และเรื่องวัฒนธรรมองค์กรก็เป็นเรื่องสำคัญ
อ.นิยม: ความเป็นมนุษย์ ต้นทุนมนุษย์ประกอบด้วยพื้นฐาน ทุนทางปัญญา ทุนทางจริยธรรม ทุนแห่งความรู้ ทุนทางสังคม
อ.จีระ: คนไทยเป็นประเภท คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่มาก
อ.นิยม: ขงจื๊อพูดไว้เมื่อ 200 ปีว่า การเดินทาง 1 ลี้ ยังได้ความรู้มากกว่าอยู่ในห้องเรียน 1 ปี ถึงมี Silk Road
ดร.นาที: สามารถเป็นคู่มือได้ทั่วโลก เพราะพูดตั้งแต่เกิด สภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร
อ.จีระ: ถ้าเราจะเน้นเรื่อง Social capital ต้องมีความจริงใจ
การไปบรรยายให้ผู้นำท้องถิ่น ก็สามารถนำไปใช้ได้
ต้องคิดที่จะทำงานระดับสากลมากขึ้น
ดร.นาที: อยากให้ปรับปรุงเรื่อง Content ให้คนทั่วไปอ่านให้เข้าใจได้ง่ายๆก็จะดีมาก
อ.จีระ: สิ่งสำคัญ คือ เรื่องการปรับ Emotion พร้อมกับการมีจริยธรรม
อ.สร้อยสุคนธ์: รุ่น 9 เป็นดาวดวงเด่นเป็นความท้าทายและอาจารย์ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนา
อาจารย์สามารถทำให้นักศึกษาทุกคนได้ดึงศักยภาพออกมา
Workshop
อ.นิยม: เรื่องความร่วมมือ และการสร้างมูลค่า และมีการสร้างกิจกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่า
พันเอกชยพล: นวัตกรรมเรื่องการจัดการทุนมนุษย์ ทำที่ประเทศไทย ใกล้วัตถุดิบ โดยเอาความรู้ของเขามาลง
นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีการผลิต จีนเอาวิธีการผลิตยางมาให้เรา
นวัตกรรมด้านความยั่งยืน โดยมีการวิจัยร่วมกันเพื่อให้เกิดความยั่งยืน
ตัวละคร: มีผู้บริหารของมหาวิทยาลัย ทั้งหมด 11 คน ที่มอ. ประเทศจีน มีมหาวิทยาลัยชิงเตา และ Rubber Valley
อ.จีระ: เรื่องนวัตกรรมเป็นเรื่องใหม่ ต้องให้รายได้ของเกษตรกรที่ทำยางดิบขึ้น เป็นนวัตกรรมทางความคิดที่ดี แต่กระบวนการสดท้ายคือเกษตรกรต้องได้
อ.นิยม: น่าจะเกิดนวัตกรรมทางด้านการศึกษา มี Know how เกิดขึ้น
อ.สร้อยสุคนธ์: เรื่อง 8K 5K จะกระเด้งไปสู่ 3V ทั้งประเทศจีนและไทย
เรื่อง 4L’s และ HR Architecture ก็นำมาใช้ด้วย
(โครงการนี้อยู่ตรงขั้นตอนไหน วิจารณ์)
อ.จีระ: ความสำเร็จของนวัตกรรมไม่ได้อยู่ที่เงินอย่างเดียว นวัตกรรมต้องทำให้เกิดimpact กับลูกค้า
ความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ ซึ่งจะมี HR เข้ามาทุกจุด และสิ่งที่สำคัญต้องทำให้สำเร็จ
อ.นิยม: บทความนี้ได้เรื่องความร่วมมือกับต่างประเทศทางด้านวิจัยเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากได้องค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ว่าจะแข่งขันกับต่างประเทศอย่างไร
อ.จีระ: คุณภาพของการทำวิจัยสำคัญมาก เทคโนโลยีเรื่องยางดิบของไทย มอ.ต้องสร้างNew culture
อ.จีระ: มีการเซ็นร่วมกัน 3 หน่วยคือ มอ. มหาวิทยาลัยชิงเตา และ Rubber Valley เมื่อเอกชนเข้ามาก็จะมีความรู้สึกว่ามหาวิทยาลัยให้เกียรติ
ถึงเวลาที่มหาวิทยาลัย ราชการ เอกชนจะต้องทำเพื่อประเทศชาติ
อ.สร้อยสุคนธ์: สัญญาไตรภาคีเกิดขึ้น เป็นแรงผลักที่ทำให้สำเร็จไม่ใช่แค่ตอนเซ็นสัญญา มีprocess มาจากหลายกระบวนการ
อ.จีระ: ต้องคิดว่าจีนจะแชร์เทคโนโลยีกับไทยจริงหรือไม่ ทั้งภาษา วิธีการสอน และอาจารย์
จีนมีปัญหาภาพลักษณ์เรื่องคุณภาพ เมื่อมาร่วมกับไทยก็จะทำให้ภาพลักษณ์ดีขึ้นโดยการmix brand ใหม่
เราต้องเพิ่มมูลค่านวัตกรรม เพื่อให้มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
อ.สร้อยสุคนธ์: เราต้องวัดความพึงพอใจของลูกค้าในอนาคตข้างหน้าด้วย
อ.จีระ: ต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง
บรรยากาศการเรียนรู้ของนศ.รุ่น9 วันที่ 18ตค.2558
ทุกท่านมีความรู้ อยากรู้ ทำให้บรรยากาศการเรียนรู้สนุกมีความสุข 3ชม. ทุนแห่งความสุข คือเวลาที่เสียไปกับมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในห้องเรียน อจ.และทีมงาน ดอกไม้ กาแฟ อาหารว่าง พนักงานร่วมโครงการฯลฯ
ย้อนกลับไปดูแนวคิดทุนแห่งความสุขของ ศจ. ดร.จิระ ที่ท่านศึกษาและค้นพบด้วยบทเรียนแห่งชีวิตที่ผ่านมาร่วม 70 ปี ชวนให้วิเคราะห์ ร่างกาย จิตวิญญาณ และการทำงาน มีความสัมพันธ์กันอย่างมีอิทธิพลต่อกัน
เช้าวันที่ 18 ตค 2558 ตื่นตี4ครึ่ง ออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยานออกจากบ้าน กลับถึง บ้าน7ถึง7.30น. ทานอาหารเช้า ระหว่างออกกำลัง อ่านหนังสือ วางแผนการสอน จะทำอะไร และวันนี้จะได้อะไรจากนศ.
นี้เป็นตัวอย่างเบื้องต้นของการแสวงหาความสุขทุกวัน
ท่านทำได้หรือไม่
2. ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน เป็นการวัดค่าการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่ GDP
ทฤษฏี 8k5k และโครงสร้างทรัพยากรมนุษย์ของ ศจ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ เป็นทั้ง mean และends
โดยมีเป้าหมายความสมดุลย์ของคุณภาพของทุนมนุษย์ คือ k ตัวที่1 มีkตัวที่ 2 ถึง 7 เป็นปัจจัยแต่งเติมความสมดุลย์อย่างเป็นศาสน์และศิลป์ เพราะมนุษย์เป็นintangible พฤติกรรมและจิตวิญญาณ อารมภ์ ละเอียดอ่อน แต่ทรงพลังที่ให้เกิดได้ทั้งดี เและไม่ดี
5kใหม่จึงเป็นปัจจัยรองรับคุณภาพทุนมนุษย์ในยุคโลกาภิวัฒน์
ทั้งนี้ศาสตร์และศิลป์ในการปรุงแต่งมีทั้งได้ด้วยตนเองสร้างขึ้น และถูกคนอื่นสร้างให้
เช่น ในห้องเรียน รุ่น 9 นศ ท่านสร้างเองและถูกอจ.จีระ สร้างกระตุ้น เป็นบรรยากาศที่ดีมาก และได้รับความร่วมมือ
บรรยากาศในห้องเรียนอจ.สมชายก็เช่นเดียวกัน
ทุกท่านมีความสุขในการเรียนรู้ร่วมกัน แถมมีทายาท 3หน่อของดร.นทีมาร่วมด้วย ดีใจกับบรรยากาศ
การเรียนรู้ 4L
ในที่สุดโลกก็ยอมรับ ความสุขประชาชนสำคัญกว่าจีดีพี เมื่อคณะกรรมการรางวัลโนเบล ไพร์ซ 2015 ตัดสินใจมอบ รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ให้กับ ศาสตราจารย์ Angus Deaton จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน สหรัฐฯ ในฐานะผู้ผลักดันให้ใช้ “เศรษฐกิจจุลภาค” เป็นเครื่องวัดการพัฒนาเศรษฐกิจแทน “เศรษฐกิจมหภาค” ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เพื่อใช้ “ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน” มาเป็นเครื่องวัดการพัฒนาเศรษฐกิจ แทนการวัดด้วย “รายได้” อย่างที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อฟังแล้วก็รู้สึกว่า ไม่ใช่ทฤษฎีใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ คนยากจนอยากได้มานานแล้ว เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง รัฐบาลส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับโครงการขนาดใหญ่มากกว่า เพราะมีผลประโยชน์ซ่อนเร้นมากมาย แต่เงินก้อนโตกลับไปไม่ถึงประชาชนระดับล่างที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพไปวันๆ
แองกัส ดีตัน เน้นการวัดเศรษฐกิจด้วยการบริโภคของปัจเจกชนเป็นหลัก เช่น อาหารการกินของประชาชน สภาพแวดล้อมของที่อยู่อาศัย ไปจนถึง บริการต่างๆที่ประชาชนใช้ ศาสตราจารย์ดีตันเป็นผู้บุกเบิกให้นักเศรษฐศาสตร์หันมาให้ความสนใจวิเคราะห์ในเรื่องการบริโภคของครัวเรือน แทนการวิเคราะห์ด้วยจีดีพี
รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ที่ แองกัส ดีตัน ได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของรางวัลโนเบล ที่ยอมรับการใช้ประสบการณ์ธรรมชาติในเศรษฐกิจยุคใหม่ เชื่อกันว่าจะมีรางวัลโนเบลแบบนี้เพิ่มขึ้นในอนาคต
แองกัส ดีตัน มีอิทธิพลอย่างมากในการเปลี่ยนแปลงการวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจ จากการใช้ตัวเลขทางสถิติที่นิยมกัน ไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลจากการสำรวจครัวเรือนอย่างละเอียด เขาเชื่อว่า เมื่อคุณต้องการที่จะรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างใช้การได้หรือไม่ คุณต้องทดสอบให้รู้จริงเท่านั้น แทนที่จะใช้การสำรวจที่สามารถควบคุมได้ เขาเคยสังเกตการแทรกแซงนโยบายของรัฐบาลในบางเรื่อง ซึ่งไปได้ด้วยดี แต่ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่า เมื่อเวลาผ่านไป มันจะใช้ได้ดีเหมือนครั้งที่ผ่านมาหรือไม่
แองกัส ดีตัน ใช้ microeconomics หรือ เศรษฐกิจจุลภาค และการสำรวจภาคสนามในแบบดั้งเดิม คือ ไปสำรวจถึงครัวเรือนที่มีประชาชนอาศัยอยู่จริง เพื่อให้ข้อมูลมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนนับล้านๆคนที่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงเป็นผู้ตัดสินใจ
แองกัส ดีตัน กล่าวว่า ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา ความยากจนลดลงมาก เชื่อว่าแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไป แต่วันนี้ก็ยังมีผู้ยากจนอยู่ถึง 700 ล้านคน สิ่งที่เราเห็นคือ ผลลัพธ์จากการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมกัน ที่ดำเนินมาหลายร้อยปี ทำให้บางส่วนของโลกถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง ที่น่าวิตกก็คือ ความไม่เท่าเทียมกัน ได้เลยจุดที่ช่วยให้เราทุกคนมีฐานะดีขึ้นแล้ว และอาจกลายเป็นภัยคุกคามร้ายแรงได้
แนวทางเศรษฐศาสตร์ของ แองกัส ดีตัน ที่ผมเข้าใจก็คือ ให้ใช้ความเป็นอยู่ที่ดีของครัวเรือน Well–being มาเป็นเครื่องชี้วัดการพัฒนาเศรษฐกิจแทนจีดีพี เป็นการลงลึกไปในเศรษฐกิจจุลภาคหรือครัวเรือน แทนที่จะใช้จีดีพีหรือเศรษฐกิจมหภาค หรือ ใช้ความอยู่ดีกินดี หรือ ความสุขของประชาชน มาเป็น นโยบายเศรษฐกิจ และ ตัวชี้วัดความสำเร็จทางเศรษฐกิจ แทน จีดีพี ที่ใช้กันอยู่นั่นเอง
ตัวอย่างความล้มเหลวที่เห็นก็คือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ของ ประธานาธิบดีโจโกวี ผู้นำอินโดนีเซีย ระดมมาทั้งชุดตั้งแต่ เพิ่มขีด
ความสามารถในการแข่งขัน โครงการยุทธศาสตร์ชาติ ทุ่มเงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อดึงดูดนักลงทุน แต่กลับ ไม่สนใจประชาชนผู้บริโภคในประเทศที่มีสัดส่วนสูงถึง 55% ของจีดีพี ส่งผลให้เศรษฐกิจอินโดนีเซียล้มป่วยและทรุดลงไปเรื่อยๆ เพราะรักษาโรคผิด
ก็ต้องขอบคุณ คณะกรรมการโนเบล ไพร์ซ ที่ตัดสินใจมอบ รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ให้กับ ศาสตราจารย์แองกัส ดีตัน อย่างน้อยก็ช่วยชี้ให้เห็นถึงความคิดผิดๆในการวางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศต่างๆได้บ้าง.
“ลม เปลี่ยนทิศ”
http://www.thairath.co.th/content/532486