การปฏิรูปการศึกษาไทย (ตอนที่ ๑)

ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต 'คุณภาพคนไทย' ด้วยตัวชี้วัดทุกๆ ตัว ทั้งของไทยเองและของสากลที่ประกาศออกมา แสดงถึงความตกต่ำในคุณภาพของคน ดังตัวชี้วัดที่เพิ่งประกาศเมื่อเร็วๆ นี้ คือ การจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ QS World University Rankings 2015/2016 ก็เช่นเดียวกันที่ไม่มีมหาวิทยาลัยไทย ติดอันดับหนึ่งในร้อยเลย และมีอันดับที่ลดลงกว่าปีก่อนๆ การที่มหาวิทยาลัยของไทยอยู่ในอันดับต่ำกว่าประเทศอื่นๆ และประเทศเพื่อนบ้านแสดงถึงคุณภาพของผลผลิต คือ คนซึ่งเป็นผ่านระบบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ก็จะมีคุณภาพสู้ประเทศอื่นไม่ได้ด้วย

ผลของวิกฤต 'คุณภาพคนไทย' เกิดจากระบบการศึษาที่ผิดพลาดและล้มเหลวเป็นเหตุสำคัญ ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราจะแก้ไขวิกฤตนี้ได้อย่างไร? หากคิดจะแก้ไข หรือปฏิรูปการศึกษา ก็จะต้องทำกันอย่างจริงจัง จะต้องแก้ไขกันแบบยกเครื่อง ทั้งองคาพยพ ตั้งแต่ก่อนเด็กจะเกิด การดูแลเด็กเล็ก การศึกษาขั้นพื้นฐาน อุดมศึกษา จนถึงบัณฑิตศึกษาและการพัฒนาบุคลากรระดับสูง ผมจึงมีข้อเสนอดังนี้

ประการแรกสุด จะต้องแก้ปัญหาพ่อแม่วัยใสที่จะทำให้เด็กเกิดในภาวะที่พ่อแม่ยังไม่พร้อมจะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่ลูก ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของสังคมไทยในขณะนี้ สำหรับพ่อแม่ที่มีความพร้อมแล้ว ก็จะต้องให้ความสำคัญตั้งแต่เด็กยังอยู่ในครรภ์มารดา และให้ความรู้แก่พ่อแม่ ในการเตรียมตัวเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่ดีลูกตั้งก่อนเกิดและในระหว่างตั้งท้อง ประเทศไทยจะต้องมีระบบและวิธีการให้ความรู้แก่พ่อแม่ และมีระบบในการดูแลเด็กเล็กที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง

ประการต่อมา ประเทศไทยจะต้องเปลี่ยนคอนเซ็ป (concept) ของการศึกษาที่ผิดพลาดมานาน การศึกษาไม่ใช่การท่องจำเพื่อนำไปสอบ หรือสอนให้เด็กเอาแต่ท่องจำแล้ววัดผลการท่องจำ การสอบเข้าเรียนต่อและสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ใช้ข้อสอบปรนัย ซึ่งวัดความจำเป็นหลัก เด็กก็เอาแต่กวดวิชาเพื่อทำข้อสอบที่วัดความจำ เพื่อให้ได้ที่นั่งเข้าเรียนต่อ คอนเซ็ปการศึกษาที่ผิด ซึ่งนำไปสู่กระบวนการเรียนการสอนและการวัดผลที่ผิดนี่แหละเป็นปฐมเหตุของความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทย ทำให้คนไทยและประเทศไทยอ่อนแอ คุณภาพของคนไทยตกต่ำและเกิดวิกฤตต่างๆ ขึ้นอย่างมากมาย จนต้องทำการปฏิรูปกันขนานใหญ่

ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนคอนเซ็ปที่ผิดพลาดนี้เสียใหม่ "การศึกษา คือ ชีวิต การพัฒนาชีวิต การพัฒนาศักยภาพ การเรียนรู้และฝึกฝน เพื่อสร้างทักษะ อาชีพและวิชาชีพ เพื่อที่จะมีชีวิตอย่างมีคุณภาพ สร้างความสันติสุข คุณค่าและคุณประโยชน์แก่ครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ"

การศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ จะต้องมีการพัฒนาเพื่อให้เกิดทักษะทางจิตใจ มีสติ สมาธิและปัญญา มีคุณธรรมจริยธรรม มีความคิดเชิงวิเคราะห์และสังเคราะห์ ความคิดเชิงระบบ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่น การรู้จักเป็นผู้นำและผู้ตาม การมีระเบียบวินัย เคารพระเบียบ กฎเกณฑ์และกฎหมาย มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความรับผิดชอบ มีสัมมาคารวะ ความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความกตัญญูกตเวที มีจิตอาสาสาธารณะ ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นและสังคม มีความรักเพื่อนมนุษย์ สังคมและประเทศชาติ

นอกจากนี้ยังจะต้องมีทักษะในทางปฏิบัติ ลงมือทำสิ่งต่างๆ เป็น ทำกิจกรรม ทำงานและประกอบอาชีพและวิชาชีพ ซึ่งเป็นสัมมาอาชีพได้ ตั้งแต่งานที่ใช้ทักษะธรรมดาทั่วไป จนถึงทักษะขั้นสูงขึ้นๆ เช่น ทักษะทางวิชาชีพ การประดิษฐ์คิดค้น การทำวิจัย พัฒนาและสร้างนวัตกรรม ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล

ทักษะที่ดีๆ มีอีกมากมาย จะต้องอาศัยการค่อยๆ ฝึกหัด ฝึกฝนและลงมือปฏิบัติจริง ไม่ใช่การท่องจำเพื่อเอาไปสอบ เสร็จแล้วก็ลืม และไม่ใช่การยัดเยียดใส่ในหัวและในตัวเด็ก อย่างพรวดพราดทันที แต่จะต้องจัดระบบการศึกษาที่จะค่อยๆ ฝึกหัดและฝึกฝนให้เด็กเกิดทักษะเหล่านี้ขึ้น จนอยู่ในเนื้อในตัว และจนกลายเป็นปกติของชีวิต

การจะสอนให้เด็กมีชีวิตและเกิดทักษะของชีวิตอย่างนี้ได้ ครูก็จะต้องเป็นผู้ที่มีชีวิตและทักษะของชีวิตในแบบเดียวกัน การคัดเลือก ฝึกหัดและฝึกฝนครูจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญ ครูต้องเป็นคนเก่ง เป็นคนดี และมีคุณภาพ มีจิตวิญญาณของความเป็นครูที่มีความรักในการสอนเด็ก มีความเมตตากรุณาและปรารถนาดีต่อเด็ก ได้รับการฝึกหัดให้มีความรู้ ทักษะและประสบการณ์ในการสอน ถ่ายทอดความรู้และทักษะแก่เด็ก วิชาชีพครูจะต้องเป็นวิชาชีพปิดที่สงวนไว้สำหรับคนที่เหมาะสมจะเป็นครู จะต้องเอาคนที่เก่งที่สุด ดีที่สุดและมีคุณภาพมากที่สุด มาฝึกฝนให้เป็นครู ในทุกๆ ระดับชั้น เรียกว่าเอายอดคนของสังคมมาเป็นครู และครูจะต้องได้รับการเคารพยกย่อง มีสถานะภาพที่สูงส่งในทางสังคม สังคมจะต้องให้เงินเดือนค่าจ้างและค่าตอบแทนแก่ครูที่สูงสมฐานะและความรับผิดชอบในการสร้างคนให้แก่สังคมด้วย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การปฏิรูปการศึกษาไทย



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณสำหรับบันทึกนี้ค่ะ ดิฉันจะตามอ่านนะคะ

คิดว่าทุกคนรู้ปัญหา แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นแก้ไข "อย่างไร" มากกว่าค่ะ

ครอบครัวต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ครึ่งหนึ่งด้วยค่ะ ดิฉันคิดว่าพ่อแม่เองก็ไม่รู้ "อย่างไร" เช่นกัน

เมื่อลูกเล็กพ่อแม่ก็หยิบระเบิดเวลาใส่มือลูกนั่นก็คือแทปเล็ต เพราะหลงเชื่อว่ามันเป็นเครื่องมือเรียนรู้

พอลูกไปโรงเรียนพ่อแม่ก็สบายใจว่าลูกอยู่ในมือผู้เชี่ยวชาญแล้ว สิ่งที่พ่อแม่ทำได้คือหาเงินไว้เยอะๆ ให้ลูกไปเรียนพิเศษ (ตั้งแต่อนุบาล) เพราะปลายทางคือมหาวิทยาลัยดีๆ สักแห่ง

ทุกวันนี้ดิฉันไม่เห็นเด็กๆ วิ่งเล่นกันแล้ว พวกเขาไปอยู่ตามห้องแถวที่เปิดสอนพิเศษ จบแล้วก็ก้มหน้าเล่นเกม

แม้จะมีครอบครัวที่รู้เท่าทันอยู่บ้าง แต่ส่วนน้อย และทำได้แค่ครึ่งเดียวเพราะอีกครึ่งอยู่ที่โรงเรียน